
‘ซื้อเสียง’หัวละ 7.5 พัน มีจริง! ‘เทพไท’แฉ’ภาคใต้’ดุ ‘ผู้นำท้องถิ่น-หัวคะแนน’เริ่มเคลื่อนไหว
วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.18 น.
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ซื้อเสียง หัวละ7500บาท มีจริง
กรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน3สถาบัน หรือ กกร.และคณะทำงานซีโร่คอรัปชั่น ได้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียงในการเลือกตั้งส.ส.ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า การซื้อเสียงในภูมิภาคต่างๆเป็นจำนวนมาก และตัวเลขการซื้อเสียงที่สูงมาก กรณีพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่มีตัวเลขการซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 7500 บาท ถึง 3000 บาท ส่วนในภูมิภาคอื่นๆ ตัวเลขจะอยู่ในระหว่าง 1000 – 3000 บาท
ในฐานะที่เป็นนักการเมืองมาก่อน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่ากระแสการซื้อเสียงความรุนแรงมาก สืบเนื่องจากมีการเลือกตั้งนายกอบต. สมาชิกอบต.เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 พบว่าอัตราการซื้อเสียงอยู่ที่ นายกอบต. หัวละ 3000 บาทสมาชิกอบต. หัวละ 1000 บาท จึงทำให้มีการคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งส.ส. ที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวเลขหรือราคาการซื้อเสียงก็ไม่แตกต่างกันมากนัก น่าจะอยู่ในราคาเสียงละ 1000 บาท หรือมากกว่านั้น ถ้าหากการแข่งขันมีสูง และมีการซื้อเสียงแข่งขันกันระหว่างผู้สมัครด้วยกัน ก็อาจจะมีราคาการซื้อเสียงที่สูงถึงหัวละ 2000 บาท
แต่การที่ กกร.ไปสำรวจว่า มีอัตราการซื้อเสียงสูงสุดถึง 7500 บาท น่าจะเป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงการเลือกตั้งในบางพื้นที่ เช่นการเลือกตั้งพื้นที่เล็กๆแคบๆ เช่น การเลือกตั้งเทศบาล การเลือกตั้งอบต. หรือการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน เมื่อพื้นที่แคบ มีจำนวนผู้ลงคะแนนน้อย สามารถเช็คเสียงกันได้ว่า แพ้ชนะกันไม่กี่คะแนน จึงทำให้คะแนนที่ต้องแข่งขันกันเพียงไม่กี่เสียง ก็ทำให้เสียงที่ต้องการให้ได้รับชัยชนะ มีราคาที่สูง บางครั้งถ้าแพ้ชนะกันเพียงไม่กี่เสียง ก็อาจจะมีอัตราการซื้อเสียงที่สูงถึงเสียงละ 10,000 บาทก็มีในการเลือกตั้งระดับเทศบาลเล็กๆบางแห่ง
เพราะฉะนั้นการมีการซื้อเสียง ที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ เห็นชัดว่ามีการเคลื่อนไหวจดรายชื่อกันอย่างคึกคัก จากข้อมูลที่ได้รับพบว่า ในพื้นที่ตำบลไชยมนตรี อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้นำท้องถิ่นผู้ใหญ่บ้านบางคน จ่ายเงินให้กับประชาชนแล้ว เพื่อซื้อเสียงในอัตราหัวละ 1000 บาท และมีกำนันตำบลหนึ่ง ที่อำเภอปากพนัง นัดหัวคะแนนให้พบกับแกนนำพรรคการเมืองบางพรรค และการประกาศของผู้นำท้องถิ่น ที่ต้องการซื้อคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองบางพรรค ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองปากพนัง โดยตั้งเป้าหมายต้องการจัดซื้อจำนวน 6000 เสียง
การที่นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.ได้แถลงข่าวว่า จะมีการรณรงค์เลือกตั้งให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ และเลือกคนที่ไม่ซื้อเสียง และต่อต้านการซื้อเสียง ซึ่งการรณรงค์ในลักษณะเช่นนี้ เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง แต่ผลที่ได้รับคือไม่ประสบความสำเร็จ ยังมีการซื้อเสียง ยังมีการขายสิทธิ์กันอย่างแพร่หลาย สิ่งที่กกต.ควรจัดการและควรเร่งรัดในการควบคุมไม่ให้ในการซื้อเสียง คือต้องจับกุมการซื้อเสียง และดำเนินการป้องปรามการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในเชิงรุกให้มากกว่านี้ เพราะการซื้อเสียงคือมะเร็งร้ายในระบอบประชาธิปไตย