
ด่วน!ฎีกายืนคุก’เจ๋ง ดอกจิก’ 5 ปี 4 เดือน คดี นปช.ก่อการร้าย
วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.33 น.
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ห้องพิจารณา 609 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 2 คดีแนวร่วม นปช.ก่อการร้าย ปี 2553 หมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายวีระ หรือ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) , นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.กับพวกรวม 24 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย มั่วสุมสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ
กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 28 ก.พ. – 20 พ.ค.2553 พวกจำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ต่อเนื่อง เพื่อกดดันต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ประกาศยุบสภาฯ ให้มีการเลือกตั้งใหม่ อ้างว่านายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ โดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 รวมทั้งร่วมกันจัดการชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และบริเวณแยกราชประสงค์ เดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ด้วย ใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง มีการฝึกกำลังคนและฝึกการใช้อาวุธเพื่อการก่อการร้าย
จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัว
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคน อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษพวกจำเลยตามความผิดด้วย
ต่อมาวันที่ 9 ม.ค.2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 รวม 8 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือนไม่รอลงอาญา ส่วน นายสุขเสก หรือ สุข พลตื้อ จำเลยที่ 12 มือยิงเอ็ม 79 ให้จำคุกตลอดชีวิต สำหรับจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น จำเลยที่ 7 และที่ 12 ยื่นฎีกา
ต่อมาวันที่ 16 ธ.ค.2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ทนายความนายยศวริศ จำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องพร้อมใบรับรองแพทย์ แสดงอาการป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ และภาพการรักษาตัวที่โรงพยาบาล จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน 30 วัน
โดยในวันนี้ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ลูกสาวของนายยศวริศ หรือ เจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 ในฐานะนายประกัน ได้แถลงต่อศาลว่า เนื่องจากจำเลยที่ 7 มีอาการป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ รักษาตัวอยู่ที่ รพ.พระนั่งเกล้า จึงขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาไปอีก 1 นัด
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลได้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาฎีกามาแล้ว 1 ครั้ง นัดนี้จึงให้ตามตัวจำเลยที่ 7 มาฟังคำพอพากษา มิฉะนั้นจะออกหมายจับปรับนายประกัน ลูกสาวนายยศวริศ หรือ เจ๋ง ดอกจิก จึงได้โทรศัพท์ประสานบิดา ให้เดินทางจาก รพ.พระนั่งเกล้า มาด้วยรถแท็กซี่สาธารณะ โดยนายยศวริศต้องนั่งรถเข็นขึ้นมาที่ห้องพิจารณาคดีในสภาพอิดโรย อ่อนเพลีย มีผ้าก๊อซปิดสายน้ำเกลือที่แขนข้างซ้าย และยังคงผูกป้ายชื่อผู้ป่วยไว้ที่ข้อมือ
ทั้งนี้ นายยศวริศ แถลงต่อศาลว่า อยากขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปอีก 1 นัด เป็นเวลา 30 วัน เนื่องจากเกรงว่า หากอาการป่วยกำเริบภายในเรือนจำจะทำให้การรักษาด้วยความยากลำบาก อาจถึงขั้นเสียชีวิต โดยไม่มีเจตนาประวิงคดีแต่อย่างใด ผู้พิพากษาจึงได้ไปปรึกษาผู้บริหารศาลอาญา ก่อนมีความเห็นว่า ต้องอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามระเบียบ
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยจำเลยที่ 7 กับพวกมีเจตนาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ทหารในที่เกิดเหตุ กระทำการข่มขืนจิตใจให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แตกต่างจากการร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 12 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
โดยภายหลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกา นายยศวริศได้หอมศรีษะลูกสาวที่นั่งเคียงข้าง จากนั้นศาลได้ออกหมายขัง และให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวทั้งสองไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป
– 006


