
ประชามติรธน.ไร้หลักประกัน พฤติกรรมบ่งชี้เจตนา!
วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.04 น.
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นมากกว่าวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะในวันเดียวกัน ประชาชนยังต้องตัดสินใจต่อคำถามสำคัญอีกเรื่อง คือเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ
คำถามในบัตรมีเพียงประเด็นเดียว ไม่มีรายละเอียด ไม่มีเงื่อนไข และไม่มีการระบุขอบเขตว่าอะไรอยู่ในกรอบและอะไรอยู่นอกกรอบ
การตัดสินใจเช่นนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แต่กระทบโครงสร้างประเทศในระยะยาว เพราะรัฐธรรมนูญคือกติกาสูงสุดที่กำหนดความสัมพันธ์ของอำนาจ การทำงานของสถาบัน และทิศทางการเมืองโดยรวม การขอให้ประชาชนลงคะแนนเห็นชอบโดยยังไม่รู้ว่ากระบวนการจัดทำใหม่จะพาไปไกลเพียงใด จึงเป็นการขอความไว้วางใจในระดับที่สูงมาก
ความกังวลของสังคมจำนวนมาก มุ่งไปที่หมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ หมวดหนึ่งเป็นบททั่วไปที่กำหนดตัวตนของประเทศอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียว แบ่งแยกมิได้ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หมวดนี้คือกรอบใหญ่ที่นิยามรัฐไทยทั้งหมด
หมวดสองว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการกำหนดสถานะ ความคุ้มกัน และบทบาทตามรัฐธรรมนูญ เป็นโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันหลักกับรัฐสมัยใหม่ ไม่ใช่ประเด็นเชิงนโยบายหรือเรื่องบริหารทั่วไป สองหมวดนี้จึงเป็นรากฐานของประเทศ และเป็นเหตุผลที่ทำให้สังคมจับตาการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นพิเศษ
บนเวทีการเมือง พรรคการเมืองส่วนใหญ่พยายามแสดงจุดยืนว่าจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 แต่ภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปบนเวที NATION ELECTION 2569 เมื่อมีเพียงคนเดียวที่ไม่ยกมือแสดงจุดยืน นั่นคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคส้ม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคส้ม
คำอธิบายที่ตามมาคือ ไม่ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราหรือทั้งฉบับ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้ เพราะตัวบทรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้ว เหตุผลนี้อาจฟังดูมั่นคงในเชิงกฎหมาย แต่ในทางการเมือง กลับไม่ช่วยลดความกังวลของสังคม
ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การเมืองไม่ได้เดินตามตัวบทอย่างตรงไปตรงมาเสมอ การตีความและการใช้อำนาจขึ้นอยู่กับผู้ถืออำนาจในแต่ละช่วงเวลา
การยืนยันว่าแก้ไม่ได้ในวันนี้ จึงไม่ใช่หลักประกันว่าแนวคิดจะไม่ถูกผลักดันหากเงื่อนไขทางการเมืองเปลี่ยนไปในวันหน้า
ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบทรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างไร แต่อยู่ที่ว่า หากพรรคส้มได้อำนาจรัฐครบมือ ใครจะรับรองได้ว่าการจัดการต่อหมวด 1 และหมวด 2 จะไม่เปลี่ยนไปตามแนวคิดทางการเมืองของพรรค
ความกังวลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากเชื่อมโยงกับแนวคิดและท่าทีในอดีตของกลุ่มการเมืองเดียวกัน พรรคส้มสืบทอดฐานความคิดมาจากพรรคก้าวไกลที่เคยมีจุดยืนต่อการแก้ไขมาตรา 112
แม้มาตราดังกล่าวอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา แต่รัฐธรรมนูญเองก็มีบทบัญญัติว่าด้วยสถานะและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเป็นระบบ การแยกสองเรื่องออกจากกันโดยสิ้นเชิงจึงไม่ใช่สิ่งที่สังคมรู้สึกว่าเชื่อได้ง่าย
ท่าทีการไม่ยกมือในประเด็นที่อ่อนไหวที่สุด จึงถูกอ่านว่าเป็นท่าทีทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องเชิงสัญลักษณ์ และเมื่อผู้นำพรรคเลือกวางตัวเช่นนั้น ภาพรวมของพรรคย่อมถูกตั้งคำถามตามไปด้วย
พรรคส้มอธิบายว่า ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อประชามติ ไม่ได้ทำให้หมวด 1 และหมวด 2 เปลี่ยนแปลง แต่ความไว้วางใจของสังคมไม่ได้เกิดจากการอ้างข้อจำกัดของกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากความชัดของท่าทีและความสม่ำเสมอของการกระทำ เมื่อสัญญาณที่ส่งออกมายังไม่ตรงและชัด ความกังวลย่อมไม่หายไป
นอกเหนือจากโครงสร้างประเทศ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ตั้งแต่การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการรับฟังความคิดเห็น ไปจนถึงการทำประชามติหลายครั้ง ภาระเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศยังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและภาระการคลังอย่างต่อเนื่อง
คำถามจึงอยู่ที่ความจำเป็น ในเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้เป็นกติกาที่แก้ไขไม่ได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีการแก้ไขเป็นรายมาตรามาแล้ว กรณีการปรับระบบเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตรสองใบเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการแก้เฉพาะจุดสามารถทำได้จริง
ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจมองข้ามคือ พรรคที่ได้รับประโยชน์จากการปรับระบบเลือกตั้งครั้งนั้นมากที่สุด คือพรรคส้มเอง สิ่งนี้สะท้อนว่าการแก้ไขแบบรายมาตราไม่ใช่ทางตัน และไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งฉบับเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะด้าน
เมื่อยังมีทางเลือกที่ลดความเสี่ยง การเร่งเดินไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจึงถูกตั้งคำถามว่า เป็นความจำเป็นของประเทศ หรือเป็นแรงผลักทางการเมืองของบางพรรค การเปิดทุกประเด็นพร้อมกัน โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นหัวใจของรัฐ ย่อมเพิ่มความไม่แน่นอนในระดับที่ประเทศไม่จำเป็นต้องรับ
เมื่อพิจารณาบริบททั้งหมด ทางเลือกที่มีน้ำหนักและรับผิดชอบมากที่สุดในเวลานี้ คือ ไม่เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ การไม่เห็นชอบไม่ใช่การปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการปฏิเสธกระบวนการที่ยังขาดหลักประกันเพียงพอสำหรับความเสี่ยงระดับประเทศ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังสามารถเดินหน้าได้ผ่านการแก้เป็นรายมาตรา ภายใต้การตรวจสอบของสังคม และไม่กระทบโครงสร้างประเทศพร้อมกันทั้งหมด เมื่อท่าทีของพรรคส้มยังทิ้งพื้นที่ให้เกิดข้อกังวล และคำอธิบายที่มีอยู่ไม่สามารถยืนยันเจตนาทางการเมืองในอนาคตได้ การไม่เห็นชอบจึงเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลกว่า
ประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่คำถามว่าต้องการเปลี่ยนประเทศหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่าจะยอมให้ประเทศเดินเข้าสู่กระบวนการเขียนกติกาใหม่ทั้งเล่ม ภายใต้เงื่อนไขที่ความไว้วางใจยังไม่เกิดหรือไม่
และคำตอบที่ชัดเจนในเวลานี้ คือ ไม่เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ.
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์