
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 20 มกราคม 2569
วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .…
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน เป็นทางน้ำชลประทาน ที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอและให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
กษ. เสนอว่า
1. เนื่องจากมีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเพื่อกิจการโรงงาน การประปาหรือกิจการอื่น ที่ไม่ใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ทำให้ปริมาณของน้ำในแหล่งเก็บกักมีปริมาณลดลง ซึ่งกิจกรรมการใช้น้ำดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์เป็นการใช้น้ำประเภทที่สอง ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น และผู้ใช้น้ำมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำสำหรับการใช้น้ำประเภทที่สองและประเภทที่สาม (การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง) ตามมาตรา 41 (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าใช้น้ำ การเรียกเก็บ ลดหย่อนและยกเว้นค่าใช้น้ำสำหรับการใช้น้ำประเภทที่สองและประเภทที่สาม ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำฯ ดังนั้น เมื่อมีการใช้น้ำประเภทที่สองในทางน้ำชลประทาน จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการออกกฎกระทรวงฯ ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเพื่อให้มีอำนาจเรียกเก็บค่าชลประทานกับผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์การเก็บค่าชลประทานจะเป็นการแก้ปัญหาการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองทางน้ำชลประทาน ควบคุมคุณภาพน้ำ ปริมาณน้ำ ให้มีความเหมาะสมในการบริหารจัดการและการจัดสรรน้ำ ทั้งในด้านเกษตรกรรมและภาคธุรกิจอื่น
2. กรมชลประทานโดยโครงการชลประทานสกลนคร รายงานว่า มีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน เพื่อกิจการโรงงาน การประปาหรือกิจการอื่น ที่มีใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ดังนี้
| ทางน้ำชลประทาน | ปริมาณความจุ (ล้าน ลบ.ม.) | การใช้ประโยชน์ | การขออนุญาตใช้น้ำ (ล้าน ลบ.ม : ปี) | พื้นที่ได้รับประโยชน์ (ไร่) |
| ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน | 2.900 | เทศบาลเจริญศิลป์เพื่อการอุปโภค – บริโภคและเกษตรกรรม | 0.3602.540 | 1,350 |
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ปริมาณน้ำในแหล่งเก็บกักลดลง การจัดเก็บค่าชลประทานจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการใช้น้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมนได้ถูกกำหนดให้เป็นทางน้ำชลประทานตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดทางน้ำชลประทานตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485 (ฉบับที่ 59/2565) ลงวันที่ 26 เมษายน 2565 แล้ว ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมและดูแลปริมาณน้ำให้มีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเป็นไปอย่างเหมาะสม สามารถตรวจสอบและทราบถึงปริมาณน้ำ ที่ขาดหายไปจากระบบชลประทาน และเป็นการรองรับการขออนุญาตใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม การประปา และภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สมควรให้มีการจัดเก็บค่าชลประทานเพื่อนำเงินที่จัดเก็บได้เข้าบัญชีทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทานต่อไป สำหรับหลักเกณฑ์และอัตรา ค่าชลประทานเป็นไปตามข้อ 3* ของกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทาน และการยกเว้นและการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ. 2564
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าการเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการของร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้
____________________________
* ข้อ 3 กำหนดให้เรียกเก็บค่าชลประทานจากผู้รับอนุญาตใช้นำในอัตราลูกบาศก์เมตรละห้าสิบสตางค์
2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงการนำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานการชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด และการรับชำระหนี้จากทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการ พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการนำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน การชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด และการรับชำระหนี้จากทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการ พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงยุติธรรมและสำนักงาน ก.พ.ร. ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
สำนักงาน ปปง. เสนอว่า
1. ด้วยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2559 เป็นกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เพื่อรองรับมาตรฐานสากลด้านป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (Anti-Money Laundering and Combating the Financing of Terrorism : AML/CFT) โดยมีมาตรการสำคัญในการป้องกันการก่อการร้ายด้วยการระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินของบุคคลที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวเรียกว่า “บุคคลที่ถูกกำหนด” และได้กำหนดให้การเข้าถึงทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการหรือการทำธุรกรรมใด ๆ กับบุคคลที่ถูกกำหนดจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากองค์กรที่เป็นผู้กำหนดรายชื่อแล้วเท่านั้น ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดให้ศาลแพ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งให้บุคคลใดเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้บุคคลที่ถูกกำหนดสามารถเข้าถึงทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการ และอนุญาตให้บุคคลที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องทำธุรกรรมกับบุคคลที่ถูกกำหนดดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ถูกกำหนดเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่อาจนำไปใช้ในการก่อการร้ายได้
2. โดยที่รายงานการประเมินผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2560 พบปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการเข้าถึงทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการที่ไม่มีการระบุรายการค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของบุคคลที่ถูกกำหนด ซึ่งไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ด้าน AML/CFT รวมถึงการขออนุญาตเข้าถึงทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการ และการขออนุญาตให้ทำธุรกรรมกับบุคคลที่ถูกกำหนดที่ได้กำหนดให้ศาลแพ่งเป็นผู้พิจารณาอนุญาตมีกระบวนการที่มีขั้นตอนซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ซึ่งก่อให้เกิดภาระกับประชาชน สำนักงาน ปปง. จึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล่าวตามข้อ 1 เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าว ดังนี้
2.1 กำหนดประเภทค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน ได้แก่ (1) ค่าอาหาร (2) ค่าเช่าที่อยู่อาศัยหรือค่าผ่อนชำระหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย (3) ค่ารักษาพยาบาล (4) ค่าภาษี (5) ค่าเบี้ยประกันภัย (6) ค่าสาธารณูปโภค
(7) ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการในการดูแลรักษาบัญชีหรือทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สิน (8) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร และ (9) ค่าใช้จ่ายอื่นตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินประกาศกำหนด โดยสำนักงาน ปปง. มีหน้าที่ดำเนินการให้บุคคลที่ถูกกำหนดสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้เท่าที่จำเป็นและเหมาะสม และในกรณีไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาของสำนักงาน ปปง. ให้บุคคลที่ถูกกำหนดมีสิทธิร้องขอให้คณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นพิจารณาทบทวนได้ และหากยังคงไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาทบทวนดังกล่าวอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งเพื่อพิจารณามีคำสั่งได้ ทั้งนี้ การดำเนินการของสำนักงาน ปปง. และการพิจารณาทบทวนของคณะกรรมการดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
2.2 แก้ไขเพิ่มเติมกระบวนการพิจารณาอนุญาตให้บุคคลที่เป็นลูกหนี้ของบุคคลที่ถูกกำหนดสามารถชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด และบุคคลที่เป็นเจ้าหนี้ของบุคคลที่กำหนดสามารถขอรับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการ โดยกำหนดให้บุคคลที่เป็นลูกหนี้หรือเป็นเจ้าหนี้ดังกล่าวสามารถยื่นคำร้องต่อสำนักงาน ปปง. เพื่อพิจารณาอนุญาตให้ดำเนินการได้ (เดิมกำหนดให้ยื่นต่อศาลแพ่ง) และในกรณีที่ไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาของสำนักงาน ปปง. ให้มีสิทธิร้องขอให้คณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้น พิจารณาทบทวนได้และหากยังคงไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาทบทวนดังกล่าว อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งเพื่อพิจารณามีคำสั่งได้ ทั้งนี้ การยื่นคำร้องและการพิจารณาของสำนักงาน ปปง. และคณะกรรมการดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
3. ในการนี้ สำนักงาน ปปง. จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงการนำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน การชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนดและการรับชำระหนี้จากทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการ พ.ศ. …. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการนำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานการชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด และการรับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว สรุปสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงได้ ดังนี้
| ประเด็น | รายละเอียด |
| 1. นิยาม | |
| “ค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน”(ข้อ 2) | • ค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานตามาตรา 8/2 (ได้แก่ 1) ค่าอาหาร 2) ค่าเช่าที่อยู่อาศัยหรือค่าผ่อนชำระหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย 3) ค่ารักษาพยาบาล 4) ค่าภาษี 5) ค่าเบี้ยประกัน 6) ค่าสาธารณูปโภค 7) ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการในการดูแลรักษาบัญชีหรือทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สิน 8) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร 9) ค่าใช้จ่ายอื่นตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินประกาศกำหนด) |
| 2. การนำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน (ข้อ 3 – 8) | |
| การยื่นคำร้อง | • เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด ในการประกาศรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดให้สำนักงาน ปปง. แจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบด้วยว่าการระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินไม่กระทบถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน• บุคคลที่ถูกกำหนด หรือผู้เป็นเจ้าหนี้ในค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานมีสิทธิยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อสำนักงาน ปปง. เพื่อขอให้นำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานได้ โดยสามารถยื่นคำร้องได้ 3 ช่องทาง ได้แก่ 1) ยื่นโดยตรงที่สำนักงาน ปปง. 2) ยื่นทางไปรษณีย์ และ 3) ยื่นผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ |
| การพิจารณาคำร้อง | • เมื่อสำนักงาน ปปง. เห็นว่าคำร้องและหลักฐานมีข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัย ให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หรือมีหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องครบถ้วน หรือส่งข้อมูล เอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ หากผู้ร้องไม่ดำเนินการดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้สำนักงาน ปปง. พิจารณาข้อเท็จจริงตามเอกสารหรือหลักฐานเท่าที่ปรากฏ• ให้สำนักงาน ปปง. พิจารณากำหนดให้นำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด รวมถึงบุคคลดังต่อไปนี้ซึ่งจะต้องชอบด้วยกฎหมายด้วย ได้แก่ คู่สมรส บิดา มารดา และบุตร ซึ่งอยู่ในอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลที่ถูกกำหนด โดยได้กำหนดประเภทจำนวน และเงื่อนไข ของค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน ดังนี้ 1. ค่าอาหารให้กำหนดไม่เกินอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอ้างอิงจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของบุคคลที่ถูกกำหนด 2. ค่าเช่าที่อยู่อาศัย หรือค่าผ่อนชำระหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย กำหนดให้เท่าที่ต้องจ่ายจริง และต้องเป็นภาระตามสัญญาที่มีอยู่ก่อนวันที่ประกาศรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด หากมีการย้ายที่อยู่อาศัยภายหลังวันที่ประกาศรายชื่อให้กำหนดได้เท่าที่ต้องจ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตราขั้นต่ำของค่าเช่าบ้านสำหรับข้าราชการพลเรือน 3. ค่ารักษาพยาบาล ให้กำหนดเท่าที่ต้องจ่ายจริง 4. ค่าภาษี ให้กำหนดเท่าที่ต้องจ่ายจริง 5. ค่าเบี้ยประกันภัย โดยหลักต้องเป็นเบี้ยประกันตามสัญญาที่มีอยู่ก่อนวันที่ประกาศรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด เว้นแต่เป็นประกันภัยที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนต้องจัดทำ สามารถกำหนดให้จ่ายได้เท่าที่ต้องจ่ายจริงไม่ว่าสัญญาจะมีอยู่ก่อนหรือหลังวันที่ประกาศรายชื่อ 6. ค่าสาธารณูปโภค ได้แก่ ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา ให้กำหนดเท่าที่ต้องจ่ายจริง 7. ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการดูแลรักษาบัญชีหรือทรัพย์สินที่ถูกระงับ ให้กำหนดเท่าที่ต้องจ่ายจริง 8. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรต้องเป็นบุตรที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลที่ถูกกำหนดให้กำหนดเท่าที่ต้องจ่ายจริง 9. ค่าใช้จ่ายอื่นเป็นค่าใช้จ่ายตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและเหมาะสม ทั้งนี้ สำนักงาน ปปง. อาจกำหนดเงื่อนไขอื่นใดตามที่เห็นสมควรเพื่อป้องกันไม่ให้นำทรัพย์สินไปใช้ในการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายก็ได้• ให้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ยื่นคำร้องและผู้ที่มีหน้าที่ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สิน (สถาบันการเงิน) ทราบโดยเร็ว และในกรณีที่เจ้าหนี้ในค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานเป็นผู้ยื่นคำร้องให้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้บุคคลที่ถูกกำหนดทราบด้วย ทั้งนี้ หากได้ยกคำขอทั้งหมดหรือบางส่วน ให้แจ้งผู้ยื่นคำร้องทราบด้วยว่า หากผู้ยื่นคำร้องไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณา ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาทบทวนได้ โดยให้ยื่นคำร้องต่อสำนักงาน ปปง. ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา |
| 2. การชำระหนี้ หรือการดำเนินการอื่นที่ทำให้ทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการมีมูลค่าเพิ่มขึ้น (ข้อ 9 – 15) | |
| การยื่นคำร้อง | • กำหนดให้บุคคลอื่นซึ่งเป็นลูกหนี้ของบุคคลที่ถูกกำหนดยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้สำนักงาน ปปง. พิจารณาอนุญาตให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้1. อนุญาตให้ชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด โดยนำเงินหรือทรัพย์สินเข้าบัญชีซึ่งถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สิน2. อนุญาตให้ดำเนินการใด ๆ ที่ทำให้ทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น• เมื่อสำนักงาน ปปง. เห็นว่าคำร้องและหลักฐานมีข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัย ให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หรือมีหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องครบถ้วน หรือส่งข้อมูล เอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ หากผู้ร้องไม่ดำเนินการดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้สำนักงาน ปปง. พิจารณาข้อเท็จจริงตามเอกสารหรือหลักฐานเท่าที่ปรากฏ• เมื่อสำนักงาน ปปง. เห็นว่า คำร้องดังกล่าวมีเหตุผลอันควร (เป็นไปตามกฎหมายมีสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญา) ให้มีคำสั่งอนุญาต หากเห็นว่า คำร้องดังกล่าวไม่มีเหตุผลอันควร ให้มีคำสั่งไม่อนุญาต และให้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องและผู้มีหน้าที่ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว ทั้งนี้หากได้ยกคำขอทั้งหมดหรือบางส่วน ให้แจ้งผู้ยื่นคำร้องทราบด้วยว่า หากผู้ยื่นคำร้องไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณา ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาทบทวนได้ โดยให้ยื่นคำร้องต่อสำนักงาน ปปง. ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา |
| 3. การรับชำระหนี้ หรือการดำเนินการอื่นที่ทำให้ทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการมีมูลค่าลดลง (ข้อ 16 – 19) | |
| การยื่นคำร้อง | • กำหนดให้บุคคลอื่นซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบุคคลที่ถูกกำหนดยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้สำนักงาน ปปง. พิจารณาอนุญาตให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดเป็นลูกหนี้ 2. อนุญาตให้ดำเนินการใด ๆ ที่ทำให้ทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินมีมูลค่าลดลง |
| การพิจารณาคำร้อง | • เมื่อสำนักงาน ปปง. เห็นว่า คำร้องมีหลักฐานที่เชื่อถือได้หรือมีเหตุผลที่รับฟังได้ และเป็นหนี้ที่ไม่มีข้อต่อสู้ (หนี้ที่มีมูลหนี้เป็นไปตามกฎหมายและลูกหนี้ไม่มีเหตุอันสมควรที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ได้ อาทิ หนี้ถึงกำหนดชำระหนี้ไม่ขาดอายุความ) ให้มีคำสั่งอนุญาต หากเห็นว่าคำร้องไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้หรือไม่มีเหตุผลที่รับฟังได้ หรือเป็นหนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้ ให้มีคำสั่งไม่อนุญาต• ให้สำนักงาน ปปง. มีหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องและผู้มีหน้าที่ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ หากได้ยกคำขอทั้งหมดหรือบางส่วนให้แจ้งผู้ยื่นคำร้องทราบด้วยว่า หากผู้ยื่นคำร้องไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณา ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาทบทวนได้โดยให้ยื่นคำร้องต่อสำนักงาน ปปง. ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา |
| 4. การร้องขอให้พิจารณาทบทวน (ข้อ 20 – 22) | |
| • ในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาของสำนักงาน ปปง. ให้ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามแบบที่กำหนดต่อสำนักงาน ปปง. ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา และให้คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากสำนักงาน ปปง.• เมื่อคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นพิจารณาทบทวนและมีมติเป็นประการใดแล้ว ให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการตามมติดังกล่าว และมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ยื่นคำร้องและผู้มีหน้าที่ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทราบภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีมติ ในกรณีที่มติได้ยกคำขอของผู้ร้องทั้งหมดหรือบางส่วน ให้สำนักงาน ปปง. แจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องทราบด้วยว่า หากผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาทบทวน อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งเพื่อพิจารณามีคำสั่งได้ | |
4. สำนักงาน ปปง. ได้ดำเนินการตามกฎกระทรวงกำหนดร่างกฎที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบ พ.ศ. 2565 และแนวทางการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 แล้ว โดยนำร่างกฎกระทรวงดังกล่าว รับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย และเว็บไซต์สำนักงาน ปปง. และระบบสารสนเทศเพื่อประสานข้อมูลรายงานการทำธุรกรรมของสำนักงาน ปปง. (AMFICS) โดยที่ผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วย รวมทั้งได้จัดทำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย และได้เผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นพร้อมรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายผ่านทางเว็บไซต์ดังกล่าว
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าวโดยกระทรวงยุติธรรมเห็นว่า ควรพิจารณาประเด็นกรณีมีเจ้าหนี้ลูกหนี้หลายรายให้รอบคอบทุกประเด็นเพื่อมิให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน สำนักงาน ก.พ.ร. เห็นว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอาจกำหนดระยะเวลาในการแจ้งผลการพิจารณาตามร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ ให้ผู้ยื่นคำร้องและผู้มีหน้าที่ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงนี้ได้ และการเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ (ฉบับที่ ) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ (ฉบับที่ ) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ พ.ศ. 2563 เนื่องจากปัญหาการนำเข้าสินค้าทุเรียนแช่เยือกแข็งจากต่างประเทศ แล้วทำการส่งออกและกล่าวอ้างว่าเป็นสินค้าของไทย (Repack) ประกอบกับปัจจุบันประเทศปลายทางมีการกำหนดมาตรการที่มีความเข้มงวดและกำหนดให้ผู้ส่งออก ต้องแนบเอกสารประกอบการส่งออกทุกครั้ง สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติจึงได้ดำเนินการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตร
2. กษ. จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ (ฉบับที่ ) พ.ศ. …. ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
| ประเด็น | สาระสำคัญ |
| 1. เพิ่มเติมการส่งหลักฐานการรับรองคุณภาพสินค้า(ร่างข้อ 2) | กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ส่งออกหรือนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานบังคับต้องแจ้งการส่งออกหรือนำเข้าซึ่งสินค้าเกษตรนั้น และส่งหลักฐานเกี่ยวกับการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยเป็นรายชนิดสินค้าให้ผู้อนุญาตทราบ ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน ก่อนวันที่ส่งออกหรือนำเข้า ตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ปัจจุบันกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับฯ ไม่ได้กำหนดให้ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยเป็นรายชนิดสินค้าให้ผู้อนุญาตทราบแต่ต้องแจ้งการส่งออกหรือนำเข้าสินค้าเกษตรนั้นให้ผู้อนุญาตทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน) |
| 2. เพิ่มเติมการส่งหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งที่มาและจำนวนของสินค้า(ร่างข้อ 2) | กำหนดให้การแจ้งการส่งออกสินค้าเกษตรที่มีกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานบังคับให้ผู้ส่งออกส่งหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งที่มาของจำนวนของสินค้าเกษตรที่นำมาเป็นวัตถุดิบต่อผู้อนุญาตก่อนวันส่งออกตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการสำนักงานมาตรฐาน สินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา (กำหนดใหม่) |
| 3. วันบังคับใช้(ร่างข้อ 1) | เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป |
3. กษ. โดย มกอช. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและประชาชนโดยทั่วไปทางเว็บไซต์ของ มกอช. (www.acfs.go.th) และระบบกฎหมายกลาง (www.law.go.th) ระหว่างวันที่ 16 – 30 มิถุนายน 2568 มีผู้แสดงความคิดเห็น จำนวน 19 ราย โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว รวมทั้งได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายด้วยแล้ว
4. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบ/ไม่ขัดข้องในหลักการ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีความเห็นเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรหารือร่วมกับหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่กำกับดูแลการนำเข้าและส่งออกที่มีกฎ/ระเบียบเฉพาะเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างมีเอกภาพควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบถึงร่างกฎกระทรวงฯ โดยเร็วและทั่วถึงรวมทั้งการพิจารณากำหนดค่าธรรมเนียมที่อาจเกิดขึ้นในการขอรับใบรับแจ้งจากผู้อนุญาตอย่างเหมาะสมและควรศึกษาและติดตามหลักเกณฑ์หรือกฎระเบียบการนำเข้าสินค้าเกษตรของประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา ของเขื่อนลำแชะเป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาของเขื่อนลำแชะ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาของเขื่อนลำแซะ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา ของเขื่อนลำแชะ จากกิโลเมตรที่ 0.000 ในท้องที่ตำบลโคกกระชาย อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ถึงกิโลเมตรที่ 52.329 ในท้องที่ตำบลท่าเยี่ยม อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน เนื่องจากมีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาของเขื่อนลำแชะ เพื่อกิจการโรงงาน การประปาหรือกิจการอื่นที่มิใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลปริมาณน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบปริมาณน้ำที่ขาดหายไปจากระบบการชลประทาน และเป็นการรองรับการขออนุญาตใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม การประปา และภาคธุรกิจอื่นที่จะมีขึ้นในอนาคต จึงสมควรกำหนดให้ทางน้ำชลประทานดังกล่าวเป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน โดยในส่วนอัตราเรียกเก็บค่าชลประทานจากผู้รับอนุญาตใช้น้ำชลประทาน เป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2518 ประกอบกับข้อ 3 ของกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทาน และการยกเว้นและการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ. 2564 ซึ่งจัดเก็บในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของท้องที่การปกครองจากกรมการปกครองแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการตราร่างกฎหมายหรือร่างอนุบัญญัติที่ต้องจัดให้มีแผนที่ท้าย) ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าการเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัตินักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัตินักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงาน ก.พ. สำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงยุติธรรมรับความเห็นของกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงาน ก.พ. สำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
ร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัตินักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. …. ที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ เป็นการปรับปรุงบทบัญญัติที่กำหนดคุณสมบัติและการขึ้นทะเบียนผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา และแก้ไขปัญหาจากวิธีการขึ้นทะเบียนและต่ออายุบัตรประจำตัว ผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ ที่เหมาะสมสามารถทำหน้าที่ในการคุ้มครองเด็กในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
| กฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัตินักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2560 | ร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัตินักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. …. | หมายเหตุ |
| บทนิยาม | ||
| ไม่ได้กำหนดไว้ | • กำหนดบทนิยามเพิ่มเติม ได้แก่ หลักสูตร หมายความว่า หลักสูตรผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตาม ป. วิ.อาญา บัตรประจำตัว หมายความว่า บัตรประจำตัวผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาตาม ป. วิ.อาญา หรือนักสังคมสงเคราะห์ตาม ป. วิ.อาญา แล้วแต่กรณี | • เพิ่มเติมคำนิยามตามร่างกฎกระทรวงนี้ |
| บทนิยาม | ||
| คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการรับรองหลักสูตรผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามป. วิ.อาญา เจ้าหน้าที่ หมายความว่า เจ้าหน้าที่กองกฎหมาย สป. ยธ. ที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนและต่ออายุบัตรประจำตัวผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตาม ป. วิ.อาญาตามกฎกระทรวงนี้ รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม | ||
| คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตาม ป.วิอาญา | ||
| • กรณีนักจิตวิทยา ต้องสำเร็จการศึกษา ดังต่อไปนี้ 1. ปริญญาศิลปศาสตร์ สาขาวิชาจิตวิทยา จิตวิทยาคลินิก จิตวิทยาพัฒนาการ หรือจิตวิทยาการปรึกษาและเคยปฏิบัติงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมาแล้วอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันยื่นคำขอโดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. ปริญญาแพทยศาสตร์ สาขากุมารเวชศาสตร์จิตเวชศาสตร์ หรือจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่นและเคยปฏิบัติงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมาแล้วอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันยืนยื่นคำขอโดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3. ปริญญาพยาบาลศาสตร์ สาขาการพยาบาลหรือการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวชและเคยปฏิบัติงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมาแล้วอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันยื่นคำขอโดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4. ปริญญาหรือเทียบเท่าปริญญาในสาขาอื่นและเคยปฏิบัติงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมาแล้วอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 2 ปีนับถึงวันยื่นคำขอโดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | • กรณีนักจิตวิทยา ต้องสำเร็จการศึกษา ดังต่อไปนี้ 1. ปริญญาแพทยศาสตร์/พยาบาลศาสตร์ (ไม่ระบุสาขา) และเคยปฏิบัติงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมาแล้วอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันยื่นคำขอโดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงาน 2. ปริญญาศิลปศาสตร์ ปริญญาวิทยาศาสตร์/ปริญญาอื่นในสาขาวิชาจิตวิทยาคลินิก จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการปรึกษา/จิตวิทยาอื่นที่มีการศึกษาในด้านจิตวิทยาการปรึกษาและการแนะแนวและเคยปฏิบัติงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมาแล้วอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันยื่นคำขอโดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงาน 3. ปริญญาหรือเทียบเท่าปริญญาในสาขาตามข้อ 1. หรือ 2. หรือสาขาอื่น และเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาจิตวิทยาคลินิกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ หรือเคยปฏิบัติงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมาแล้วอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 2 ปีนับถึงวันยื่นคำขอโดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงาน | • แก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาและสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของนักจิตวิทยาต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาจิตวิทยาคลินิกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ หรือเคยปฏิบัติงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมาแล้วอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือ 2 ปี นับถึงวันยื่นคำขอแล้วแต่กรณีตามวุฒิการศึกษาที่กำหนด โดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงาน |
| คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตาม ป.วิอาญา | ||
| • กรณีนักสังคมสงเคราะห์ ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ หรือปริญญาตรีในสาขาวิชาอื่น และเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพสังคมสงเคราะห์• ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือบุคคลล้มละลาย ทุจริต | • กรณีนักสังคมสงเคราะห์ ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีสังคมเคราะห์ศาสตร์/ปริญญาในสาขาวิชาอื่น และเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ • ไม่เป็นบุคคลล้มละลายทุจริต | • ปรับปรุงลักษณะต้องห้าม เฉพาะบุคคล ล้มละลายทุจริต ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 26 ก.ค.65 เรื่อง การกำหนดข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลายในกฎหมายและกรณีไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตามความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุด |
| หน่วยงานที่ออกหนังสือรับรองการปฏิบัติงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน | ||
| • ไม่ได้กำหนดไว้ | • กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับหน่วยงานที่ออกหนังสือรับรองการปฏิบัติงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน โดยต้องเป็นหน่วยงานที่มีลักษณะ เช่น- เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่หรือมีภารกิจเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน– เป็นโรงเรียนของรัฐหรือเอกชนที่จัดตั้งขึ้นและได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานศึกษาตามกฎหมาย- เป็นสมาคม มูลนิธิ หรือองค์กรภาคเอกชน ที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลและมีวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน– เป็นองค์การระหว่างประเทศซึ่งเป็นนิติบุคคลและมีภูมิลำเนาในประเทศไทย และดำเนินงานหรือมีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน– เป็นสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลซึ่งมีการให้บริการสุขภาพกับเด็กและเยาวชน | • เพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดประเภทของหน่วยงานที่ออกหนังสือรับรองการปฏิบัติงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของบุคคล ที่ประสงค์จะยื่นคำขอขึ้นทะเบียนฯ โดยต้องรับรองการปฏิบัติงานมาแล้วอย่างสม่ำเสมอตามที่ร่างกฎกระทรวงนี้กำหนด |
| การยื่นคำขอขึ้นทะเบียน คำขอต่ออายุบัตรประจำตัว คำขอออกใบแทนบัตรประจำตัว คำขอรับรองหลักสูตร | ||
| • การยื่นคำขอขึ้นทะเบียนต้องยื่นตามแบบพิมพ์คำขอท้ายกฎกระทรวงด้วยตนเองต่อเจ้าหน้าที่ ณ สำนักกฎหมาย สป. ยธ. หรือสำนักงานยุติธรรมจังหวัดหรือส่งทางไปรษณีย์ พร้อมกับหลักฐานแสดงคุณวุฒิและประสบการณ์การทำงานรวมทั้งหลักฐานอื่น ตามที่กำหนดในคำขอหรือด้วยการบันทึกข้อมูลลงในคำขอผ่านทางเว็บไซต์และส่งคำขอพร้อมหลักฐานไปยัง สป. ยธ. แล้วแต่กรณี | • กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอต่อขึ้นทะเบียน คำขอต่ออายุบัตรประจำตัว คำขอออกใบแทนบัตรประจำตัว คำขอรับรองหลักสูตร การแจ้ง หรือการติดต่อใด ๆ ให้ดำเนินการโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์และในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ให้ดำเนินการทางไปรษณีย์ หรือยื่น ณ กองกฎหมาย สป. ยธ. | • ปรับปรุงกระบวนการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 65 |
| การต่ออายุบัตรประจำตัวนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตาม ป. วิ.อาญา | ||
| • การต่ออายุบัตรประจำตัว ต้องดำเนินการด้วยตนเอง ณ สำนักงานกฎหมาย สป. ยธ. หรือบันทึกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ภายใน 45 วันก่อนวันที่บัตรประจำตัวหมดอายุ บัตรประจำตัวเมื่อต่ออายุแล้วให้ใช้ได้ 5 ปีนับแต่วันที่บัตรประจำตัวเดิมหมดอายุโดยไม่ต้องผ่านการอบรมอีก | • บัตรประจำตัวมีอายุ 5 ปี ในกรณีที่มีการต่ออายุบัตรประจำตัวให้ใช้ได้ 5 ปี นับแต่วันที่บัตรประจำตัวเดิมหมดอายุ โดยต้องยื่นคำขอต่ออายุบัตรประจำตัวภายใน 60 วันก่อนวันที่บัตรประจำตัวหมดอายุและต้องยื่นหลักฐานการปฏิบัติงานจำนวนไม่น้อยกว่า 5 ครั้งภายในเวลา 5 ปีนับถึงวันที่ยื่นคำขอ• ในกรณีนักจิตวิทยาที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาจิตวิทยาคลินิกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ หรือนักสังคมสงเคราะห์ที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพสังคมสงเคราะห์มีอายุใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะฯ หรือใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพฯ คงเหลือน้อยกว่า 3 เดือน ให้ผู้ขอต่ออายุบัตรประจำตัวนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ ส่งเอกสารหลักฐานการต่ออายุใบรับอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะฯ หรือใบรับอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ แล้วแต่กรณี ไปยังกองกฎหมาย สป.ยธ. ก่อนใบรับอนุญาตดังกล่าวหมดอายุด้วย | • ปรับปรุงหลักเกณฑ์การขอต่ออายุบัตรประจำตัวโดยต้องผ่านการอบรมและต้องมีหลักฐานการปฏิบัติงานจำนวนไม่น้อยกว่า 5 ครั้งภายในระยะเวลา 5 ปีนับถึงวันที่ยื่นคำขอต่ออายุบัตรประจำตัว• ปรับปรุงรายละเอียดเกี่ยวกับอายุของบัตรประจำตัว และรายละเอียด เกี่ยวกับใบรับอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาจิตวิทยาคลินิกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะและใบรับอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ที่ต้องใช้เป็นเอกสารหลักฐานประกอบการต่ออายุบัตรประจำตัว |
| หลักสูตรผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตาม ป. วิ.อาญา | ||
| ไม่ได้กำหนดไว้ | • กำหนดหลักสูตรผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตาม ป. วิ.อาญา โดยต้องเป็นไปตามที่ ยธ. ร่วมกับสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พม. และ สธ. ประกาศกำหนด โดยหน่วยงานที่ประสงค์จะจัดการอบรมหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานของรัฐหรือสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ หลักสูตรต้องได้รับการรับรอง โดยให้ยื่นคำขอรับรองหลักสูตรพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ต่อสำนักงานปลัด ยธ. ก่อนเริ่มจัดการฝึกอบรม• กำหนดให้มีคณะกรรมการรับรองหลักสูตรผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยให้มีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณากลั่นกรองและให้การรับรองหลักสูตรผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตาม ป. วิ.อาญา ที่จัดขึ้น โดยหน่วยงานข้างต้น (ปลัด ยธ. เป็นประธานกรรมการ) | • เพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับหน่วยงานที่ประสงค์จะจัดการอบรมผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตาม ป. วิ.อาญา• เพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารหลักฐานประกอบการยื่นคำขอรับรองหลักสูตรต่อ คกก. รับรองหลักสูตรผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตาม ป. วิ.อาญา• เพิ่มเติมกระบวนการพิจารณาคำขอ รับรองหลักสูตร โดยกำหนดให้มี คกก. รับรองหลักสูตรผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ตาม ป. วิ.อาญาและให้มีหน้าที่ และอำนาจในการพิจารณากลั่นกรองเนื้อหาและให้การรับรองหลักสูตรของหน่วยงาน |
| บทเฉพาะกาล | ||
| ไม่ได้กำหนดไว้ | • กำหนดบทเฉพาะกาลตามร่างกฎกระทรวงนี้สำหรับกรณีคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คำขอต่ออายุบัตรประจำตัวและคำขอออกใบแทนหรือบัตรประจำตัวใหม่ที่ยื่นไว้แล้วก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับให้ถือว่าเป็นคำขอที่ยื่นไว้ตามกฎกระทรวงนี้ สถานะของผู้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัตินักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2560 อยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ เป็นผู้ได้รับการขึ้นทะเบียนนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามกฎกระทรวงนี้ และยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าบัตรประจำตัวหมดอายุ และประกาศที่ออกตามกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัตินักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2560 ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป จนกว่าจะมีประกาศที่ออกตามกฎกระทรวงนี้ | • เพิ่มเติมบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับคำขอขึ้นทะเบียนฯ คำขอต่ออายุบัตรประจำตัว และคำขอออกใบแทนหรือบัตรประจำตัวใหม่ที่ยื่นไว้แล้วก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าบัตรประจำตัวที่ออกให้ตามกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัตินักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2560 จะหมดอายุ• เพิ่มเติมบทเฉพาะกาลกำหนดให้ประกาศกระทรวงยุติธรรม เรื่อง กำหนดหลักสูตรการอบรมผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 63 ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป จนกว่าจะมีประกาศที่ออกตามกฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ |
2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัตินักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ฯ จะทำให้กระบวนการขึ้นทะเบียนและการต่ออายุบัตรประจำตัวผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สามารถกลั่นกรองบุคคลที่จะเข้าปฏิบัติงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนเข้ามามีบทบาทในกระบวนการยุติธรรมและดำเนินงานช่วยเหลือทางคดีและเป็นประโยชน์แก่คดี และสามารถใช้ทักษะด้านจิตวิทยาหรือการสังคมสงเคราะห์ในการช่วยเหลือ บำบัดรักษา และฟื้นฟูสุขภาพจิตโดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนโดยมีบทบาทเข้ามาช่วยฟื้นฟูความสามารถในการใช้ชีวิต ส่งเสริมระบบการศึกษา การทำงาน และการมีรายได้ที่มั่นคง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือของนักลงทุนและเป็นการวางรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งบุคคลที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแม้จะไม่ได้เป็นงานเพื่อการประกอบอาชีพประจำ แต่เป็นงานทางเลือกเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นรายครั้งและมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนและค่าพาหนะเดินทางตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทนและค่าพาหนะเดินทางแก่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ที่เข้าร่วมในการร้องทุกข์ การสอบสวนการไต่สวนมูลฟ้องและการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 12 ทวิ พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ส่วนหนึ่งให้กับบุคคลกลุ่มดังกล่าวอีกด้วย
3. ยธ. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัตินักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ฯ จากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ผ่านทางเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) และเว็บไซต์ของกระทรวงยุติธรรม (www.moj.go.th) ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2568 และได้รับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 15 หน่วยงานโดยส่วนมากเห็นด้วยกับการปรับปรุงร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัตินักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2560 และการยกร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัตินักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. …. และ ยธ. ได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายผ่านระบบกลางทางกฎหมาย และได้จัดทำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย โดยได้เผยแพร่เอกสารดังกล่าวผ่านช่องทางระบบกลางทางกฎหมายเรียบร้อยแล้ว
4. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้ ซึ่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ตามที่คณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้มีพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาในการใช้เป็นพื้นที่ปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษาเพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมการศึกษาอันเป็นการนำร่องในการกระจายอำนาจและให้อิสระแก่หน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เกิดการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้ง มีการขยายผลนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนและวิธีปฏิบัติที่ดีไปใช้ในสถานศึกษาอื่น
2. สำหรับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่จัดตั้งขึ้นดังกล่าว จำนวน 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี เชียงใหม่ ระยอง ศรีสะเกษ สตูล นราธิวาส ปัตตานี ยะลา กรุงเทพมหานคร กระบี่ จันทบุรี ตราด ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน สงขลา สระแก้ว สุโขทัย สุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี และบุรีรัมย์ และมีสถานศึกษานำร่องทั้งหมด จำนวน 1,744 แห่ง ซึ่งมีความแตกต่างกับสถานศึกษาทั่วไป เช่น (1) สถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษามีอิสระในการเลือกใช้หลักสูตรการศึกษาตามบริบทและความต้องการหรือความจำเป็นของแต่ละสถานศึกษาได้ (ต่างกับสถานศึกษาทั่วไปที่ต้องจัดการเรียนการสอนโดยใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เท่านั้น) (2) สามารถวัดและประเมินคุณภาพผู้เรียนตามหลักสูตรของสถานศึกษานั้น ๆ (ต่างกับสถานศึกษาทั่วไปที่ต้องวัดและประเมินคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551) (3) มีคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษากำหนดแนวทางการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเพื่อเชื่อมโยงระบบนิเวศทางสังคมของจังหวัดสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ (ต่างกับสถานศึกษาทั่วไปที่ต้องใช้กลไกของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น) (4) มีอิสระและความคล่องตัวในการกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการของการศึกษา (Desired Outcomes of Education : DOE) (ต่างกับสถานศึกษาทั่วไปที่ต้องยึดเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดเท่านั้น) และ (5) สามารถประเมินคุณภาพการศึกษาตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษากำหนด (ต่างกับสถานศึกษาทั่วไปที่ต้องประเมินคุณภาพภายนอกโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน))
3. สำหรับผลสำเร็จเชิงประจักษ์และผลลัพธ์เชิงนโยบายที่สำคัญที่เกิดขึ้นแล้ว จากการกำหนดให้มีพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เช่น (1) เกิดฐานพื้นที่ทดลองรูปแบบการจัดการศึกษาแนวใหม่ จำนวน 6,375 นวัตกรรม โดยเฉพาะนวัตกรรมด้านหลักสูตรและการเรียนการสอนที่พัฒนาอย่างกว้างขวางและหลายจังหวัดได้ปรับกระบวนทัศน์สู่การจัดการศึกษาบนฐานบริบทพื้นที่ (2) เกิดการออกแบบมาตรการช่วยเหลือผู้เรียนตามบริบท โดยเปิดโอกาสให้จังหวัดหรือชุมชนเป็นเจ้าภาพในการออกแบบนโยบายการศึกษา (3) เกิดการถ่ายโอนอำนาจจากส่วนกลางสู่พื้นที่อย่างแท้จริง ทั้งด้านนโยบาย หลักสูตรและงบประมาณ ทำให้โรงเรียนมีอิสระออกแบบหลักสูตรและการเรียนการสอน ใช้งบได้ยืดหยุ่นตามความจำเป็น พัฒนาครูตามเป้าหมายผลลัพธ์ผู้เรียนและกำหนดรูปแบบประเมินคุณภาพที่สอดคล้องกับบริบทตนเองนอกจากนี้ ยังมีการใช้ประกาศและระเบียบเฉพาะสำหรับพื้นที่นวัตกรรมได้ และ (4) เกิดความร่วมมือเชิงระบบระหว่างรัฐ เอกชน มหาวิทยาลัยและชุมชน เช่น คณะกรรมการขับเคลื่อนระดับจังหวัดระบบโค้ชและพี่เลี้ยงสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยร่วมกัน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง การออกแบบหลักสูตรร่วมกับชุมชน และการสร้างช่องทางให้ผู้เรียนพัฒนาสมรรถนะในโลกจริง ที่มีความยั่งยืนและสามารถขยายผลสู่ระดับประเทศได้ โดยแต่ละจังหวัดมีภาคีเครือข่ายที่สำคัญ
4. โดยที่มีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ออกไปอีก 7 ปี เช่น (1) การขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมในช่วงแรกเกิดความล่าช้า เพราะต้องเข้าสู่กระบวนการสร้างความรับรู้และความเข้าใจ (2) ช่วงเวลาของการเข้าร่วมเป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาและสถานศึกษานำร่องของสถานศึกษาในแต่ละแห่งไม่พร้อมกัน ทำให้บางกลุ่มล่าช้า (3) ในปัจจุบันพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาแต่ละจังหวัดกำลังรวบรวมบทเรียนและปรับปรุงรูปแบบที่เหมาะสมในการนำไปปรับใช้แล้ว (4) การดำเนินการของสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษามีบทเรียนที่เป็นแนวทางที่ดีในแต่ละด้าน ซึ่งสามารถนำไปขยายผลในวงกว้างต่อไป และ (5) พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็นพื้นที่ทดลอง (Sandbox) ของการใช้หลักสูตรแนวใหม่ ซึ่งจะเห็นผลของการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษาในชั้นปีสุดท้ายของระดับการศึกษานั้น คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 จึงต้องขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562และยังมีกิจกรรมที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จหรืออยู่ระหว่างดำเนินการของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เช่น (1) การใช้หลักสูตรสถานศึกษาของสถานศึกษานำร่องยังไม่ครบหลักสูตรของระดับการศึกษานั้น (2) การประเมินผลสัมฤทธิ์ยังไม่ครบทุกจังหวัด (3) อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนและพัฒนารูปแบบการวัด และประเมินผลผู้เรียนอิงสมรรถนะ (Competency – Based Assessment) (4) อยู่ระหว่างการขยายผลแนวปฏิบัติที่ดีของสถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (5) อยู่ระหว่างการดำเนินการด้านการบริหารงานบุคคลในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (6) อยู่ระหว่างการดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์คุ้มครองสิทธินักเรียนและครูและบุคลากรทางการศึกษาหลังจากพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 สิ้นสุดการบังคับใช้ และ (7) อยู่ในระหว่างการประสานความร่วมมือกับเครือข่ายความร่วมมือ ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจึงเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ที่มีสาระสำคัญเป็นการขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ที่จะสิ้นผลใช้บังคับในวันที่ 30 เมษายน 2569 ออกไปอีก 7 ปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 (ครบกำหนดในวันที่ 30 เมษายน 2576) เพื่อให้การดำเนินการของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความต่อเนื่อง และเกิดประสิทธิผลสูงสุด
5. คณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้แล้ว โดยผลการรับฟังความคิดเห็นร้อยละ 82.57 เห็นด้วยให้ขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 และร้อยละ 75.33 เห็นด้วยให้ขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ออกไปอีก 7 ปี
6. เรื่องนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากสำนักงบประมาณ เป็นองค์ประกอบแล้ว ประกอบกับกระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมบางประการ เช่น กระทรวงศึกษาธิการควรมีการรวบรวมผลการดำเนินงานและแนวปฏิบัติที่ดีของสถานศึกษาในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาและควรมีการประเมินผลตามเป้าหมายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทั้งในระดับนักเรียนและโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจัดทำแนวทางปรับปรุงการดำเนินงาน โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนที่ยังมีผลลัพธ์ทางการศึกษาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
7. โดยที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร์ พ.ศ. 2568 ประกาศใช้บังคับแล้วเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาว่าเรื่องที่เสนอ เป็นงานหรือโครงการที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี อันเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะสามารถพิจารณาได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือไม่ ประการใด ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษายืนยันว่า การดำเนินงานตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 เป็นงานหรือโครงการที่กำหนดไว้แล้วในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินรวมทั้งสิ้น 248,712,400 บาท และในประเด็นนี้ สำนักงบประมาณเสนอความเห็นว่า ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ประกาศใช้บังคับแล้ว ซึ่งหากการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 เป็นการขยายระยะเวลาดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยงาน ที่มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รองรับไว้แล้ว จึงถือเป็นการกำหนดรายละเอียดการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ ย่อมดำเนินการได้ตามปกติ ตามแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาที่คณะรัฐมนตรี
มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568
ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แจ้งผลการหารือของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ตามข้อสังเกตของรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ว่าคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้ประชุมพิจารณาข้อหารือดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 แล้วมีความเห็นว่า กรณีที่คณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเสนอขอความเห็นชอบหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกานี้เพื่อขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ออกไปอีก 7 ปี เป็นการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทได้บัญญัติให้อำนาจไว้และเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องตามนโยบายเดิม ซึ่งมีลักษณะเป็นการปฏิบัติราชการทั่วไปทั้งยังเป็นเรื่องในทางวิชาการ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองหรือในการหาเสียงเลือกตั้ง และกระทรวงศึกษาธิการได้มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ไว้แล้ว โดยมิได้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต่อ ๆ ไป ในลักษณะที่ตายตัวแต่อย่างใด อีกทั้งคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปอาจพิจารณาทบทวน เพื่อยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงการตราพระราชกฤษฎีกานี้ได้กรณีจึงมิใช่การอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นอกจากนี้หากไม่สามารถขยายเวลาการใช้บังคับพระราชบัญญัติดังกล่าวได้อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อการจัดทำบริการสาธารณะด้านการจัดการศึกษา การพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพ และการลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งการขยายผลนวัตกรรมและการปฏิรูปการศึกษาที่ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 มาแล้ว เช่น ปัญหาการใช้หลักสูตร ที่แตกต่างจากหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ปัญหาการบริหารงบประมาณและทรัพยากร ปัญหาการจัดการสถานศึกษาที่ไม่ยืดหยุ่น การเสียโอกาสทดลองระบบการศึกษาใหม่ และการเสียโอกาสในการใช้ผลการทดลองการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Al) ในการเรียนรู้ ดังนั้น จึงเห็นว่าคณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวตามที่คณะกรรมการนโยบาย พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเสนอได้
เศรษฐกิจ-สังคม
7. เรื่อง ผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคและแนวทางแก้ไขปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคและแนวทางแก้ไขปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาพทราบต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เสนอผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคและแนวทางแก้ไขปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ซึ่งได้ร่วมพิจารณากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยสรุปผลการพิจารณาว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นด้วยกับรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคและแนวทางแก้ไขปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา โดยผลการพิจารณาสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้
1.ระยะเร่งด่วน (Short Term) กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการ สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs เช่น การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการด้านการเงินและการให้คำปรึกษาแนะนำ และการส่งเสริมการนําเทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการผลิต สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ได้ดำเนินการพัฒนาตลาดต่างประเทศโดยให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า นิทรรศการ และการเจรจาธุรกิจในต่างประเทศ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีข้อเสนอแนะว่า ควรทบทวนข้อเสนอในการจัดตั้งกลไก หน่วยงาน คณะกรรมการหรือกองทุน ซึ่งมีบทบาทหรือมีอำนาจหน้าที่ที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว เพื่อลดความซ้ำซ้อน
2.ระยะกลาง (Medium Term) กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการ จัดทำแนวทางการปรับอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างความเป็นธรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ ร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังงาน (Hydro Floating Solar Hybrid) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ดำเนินการกระตุ้นการใช้ชิ้นส่วนในประเทศผ่านมาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย สำหรับกิจการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อจูงใจผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม เป้าหมายให้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้น โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ควรให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายพันธมิตรอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมต่อห่วงโซ่มูลค่า ถ่ายทอดเทคโนโลยี และใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศ ของอุตสาหกรรมร่วมกัน
3.ระยะยาว (Long Term) กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการขับเคลื่อนให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้หรือการได้มาซึ่งวัตถุดิบ การผลิต การจัดจำหน่าย การใช้ การนำกลับมาใช้ช้ำ การรีไซเคิล และการจัดการเศษซาก ผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน โดยกระทรวงอุตสาหกรรม มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ควรมีมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับธุรกิจที่ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดของเสียและลดมลพิษ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ควรรับมือกับปัจจัยภายนอกที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไปเพิ่มเติม ได้แก่ การแยกตัวของห่วงโซ่อุปทานจากความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์และมาตรการทางด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรฐาน Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) มาตรฐาน EU Deforestation Regulation (EUDR) เป็นต้น
โดยที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (30 กันยายน 2568) เห็นชอบแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาว่าเมื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ จากหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายแล้ว ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำรายงานและข้อสังเกตดังกล่าวพร้อมทั้งผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ
8. เรื่อง สรุปผลการดำเนินการตามข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของวุฒิสภาในการพิจารณาญัตติเรื่อง กรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการดำเนินการตามข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของวุฒิสภา ในการพิจารณาญัตติ เรื่อง กรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งพลตำรวจตรี รมย์สิทธิ์ วิริยาสรร สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้เสนอ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการ วุฒิสภาทราบต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา (สว.) ได้เสนอสรุปผลการดำเนินการตามข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของวุฒิสภาในการพิจารณาญัตติ เรื่อง กรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งพลตำรวจตรี รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้เสนอ มาเพื่อดำเนินการ
2. รองนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ในขณะนั้น สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ มท. เป็นหน่วยงานหลักรับญัตติพร้อมทั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) สำนักงานคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
3. มท. ได้เสนอสรุปผลการดำเนินการตามข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของวุฒิสภาในการพิจารณาญัตติ เรื่อง กรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งพลตำรวจตรี รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้เสนอ มาเพื่อดำเนินการ ซึ่งได้พิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 14 หน่วยงานแล้ว โดยสรุปผลการดำเนินการ จำนวน 8 ประเด็น ได้ดังนี้
| ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของวุฒิสภา | ผลการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
| 1. รัฐบาลควรดำเนินการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับกระบวนการในการรับมือภัยพิบัติ จัดให้มีการฝึกซ้อมแนวทางปฏิบัติในการรับมือ กับสถานการณ์แบบเสมือนจริงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง | • กรมทรัพยากรธรณีอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ธรณีและมีการจัดทำคู่มือประชาชน แผ่นดินไหว ภัยใกล้ตัวไม่น่ากลัวถ้าพร้อม• กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้จัดการฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับชาติ จังหวัด อำเภอ ท้องถิ่น |
| 2. ภาครัฐต้องทำหน้าที่ในการสื่อสารเตือนภัยให้กับประชาชนเป็นหลัก และควรดำเนินการในลักษณะรวมศูนย์และผ่านสื่อที่เหมาะสมรวมทั้งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติที่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ และเร่งดำเนินการใช้ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านโทรศัพท์มือถือแบบเจาะจง(Cell Broadcast Service: CBS) | • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยปฏิบัติเกี่ยวกับการเตือนภัยพิบัติ โดยบูรณาการข้อมูลเพื่อการแจ้งเตือนภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบห้องปฏิบัติการ (War Room) และทำการแจ้งเตือนภัยไปยังประชาชนผ่านช่องทางการแจ้งเตือนภัย ทุกช่องทาง เช่น หอเตือนภัย เครื่องรับสัญญาณเตือนภัยระบบ Cell Broadcast• สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้ร่วมพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) พร้อมทั้งทำการทดสอบระบบแจ้งเตือนดังกล่าวใน 3 ระดับ ได้แก่ การทดสอบระดับเล็ก (ภายในอาคาร) ระดับกลาง (ระดับอำเภอ) และระดับใหญ่ (ระดับจังหวัด) ซึ่งผลการทดสอบในภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย• กรมอุตุนิยมวิทยามีการเฝ้าระวังแผ่นดินไหวตลอด 24 ชั่วโมง และส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานการแจ้งเตือนภัย• กรมทรัพยากรธรณีจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลแผ่นดินไหวเพื่อแจ้งข่าวแผ่นดินไหวให้กับเครือข่ายเฝ้าระวัง แจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยผ่านแอปพลิเคชัน DMR Alert รวมทั้งสังคมออนไลน์ |
| 3. รัฐบาลควรพัฒนาระบบบัญชาการเหตุการณ์และการบริหารเหตุการณ์วิกฤตให้มีประสิทธิภาพ | • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้นำแนวคิดระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System) มาใช้อย่างเป็นทางการตามแผนการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 รวมถึงแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 -2570 โดยนำมาประยุกต์ใช้ในยุทธศาสตร์ ของการจัดการในภาวะฉุกเฉินแบบบูรณาการ โดยยึดถือ ว่าการรักษาชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วนลำดับแรกที่ต้องเร่งเข้าระงับเหตุและให้ความช่วยเหลือ |
| 4. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบหาสาเหตุการถล่มของอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตลอดจนตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างการทุจริตคอร์รัปชัน หรือความผิดปกติอื่น ๆ | • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้จัดส่งข้อมูลและเอกสารหลักฐานให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 12 หน่วยงาน เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการ สตง. (แห่งใหม่)• กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงและจัดส่งรายงาน สืบสวนข้อเท็จจริงไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเรียบร้อยแล้ว |
| 5. ควรตรวจสอบประเมินความปลอดภัยของอาคารสาธารณะอย่างทั่วถึง และเร่งเสริมความแข็งแรงของอาคารหรือตึกสูงทั้งในกรุงเทพมหานครและในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้ง จัดทำคู่มือภัยพิบัติประจำชุมชนและแผนอพยพ โดยคำนึงถึงผู้สูงอายุและคนพิการ | • กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ตรวจสอบประเมินความปลอดภัยของอาคารสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และในพื้นที่ 76 จังหวัด พบว่าอาคารส่วนใหญ่ใช้งานได้ตามปกติ พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายเพื่อบังคับให้เจ้าของอาคารติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ ในอาคารสาธารณะ• กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมความพร้อมของสถานพยาบาลและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินเพื่อปฏิบัติหน้าที่กรณีภัยพิบัติ รวมทั้งจัดทำคู่มือการปฏิบัติการตอบสนองต่อสาธารณภัยที่เป็นมาตรฐานของประเทศไทยสำหรับภาคประชาชน• กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ดำเนินการสร้างความรู้และเตรียมความพร้อมรับมือกับแผ่นดินไหวให้กับภาคประชาชน และเยาวชน โดยใช้หลักการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน• กรมทรัพยากรธรณีได้ดำเนินการประเมินภัยพิบัติแผ่นดินไหวระดับประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้วและระดับจังหวัดดำเนินการแล้ว 20 จังหวัด |
| 6. ควรกำหนดให้เรื่องการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวเป็นหลักสูตรการเรียนพื้นฐาน ที่สถานศึกษาต้องจัดให้มีการเรียนการสอนในเรื่องดังกล่าว | • กระทรวงศึกษาธิการมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่เกี่ยวกับการรับมือกับภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักสูตรการฝึกอบรมลูกเสือในสถานศึกษา การจัดทำสื่อเรียนรู้ออนไลน์ รวมทั้งจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) |
| 7. ควรปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาคาร รวมทั้งกฎหมายและแผนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันภัยพิบัติอย่างเข้มงวด | • กรมโยธาธิการและผังเมืองได้แต่งตั้งคณะทำงานกำหนดแนวทางการปรับปรุงกฎหมายและมาตรฐาน ที่เกี่ยวข้องจากกรณีอาคาร สตง. (แห่งใหม่) พังถล่มเพื่อทำการศึกษารวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องและกำหนดแนวทางการปรับปรุงและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง• กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้มีการทบทวนและปรับปรุงแผนรวมถึงจัดมาตรการการป้องกันภัยพิบัติต่าง ๆ อาทิ แผนแม่บทป้องกันและบรรเทาภัยจากแผ่นดินไหว และอาคารถล่ม พ.ศ. 2568-2570 และคู่มือบัญชาการเหตุการณ์ สำหรับผู้ว่าราชการจังหวัด กรณีแผ่นดินไหว |
| 8. ควรมีการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ และควรมีการเยียวยาสุขภาพกายและสุขภาพจิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ | • สธ. ได้จัดส่งทีมปฏิบัติงานช่วยเหลือเยียวยาจิตใจ ผู้ประสบภาวะวิกฤต (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team : MCATT)จากกรมสุขภาพจิต จำนวน 1,000 คน ลงพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาจิตใจแก่ผู้ประสบภัย พร้อมทั้งเปิดบริการสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คำปรึกษาและสนับสนุน ด้านสุขภาพจิตแก่ประชาชน• กรมโยธาธิการและผังเมืองได้จัดทำคู่มือการสำรวจความเสียหายขั้นต้นของโครงสร้างหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งวิศวกรโยธาหรือผู้มีความรู้พื้นฐาน ด้านช่างในงานโยธาหรืองานโครงสร้างอาคารสามารถใช้ตรวจประเมินโครงสร้างอาคารได้อย่างรวดเร็ว• กรมทรัพยากรธรณีได้จัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง“โลกเดือด แผ่นดินขยับ : อยู่กับความเสี่ยงอย่างไรให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน” เพื่อถอดบทเรียนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจ ที่ถูกต้องเกี่ยวกับแผ่นดินไหว |
9. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 (เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 เรื่อง การทบทวนระบบการจัดการนมโรงเรียน)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 (เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 เรื่อง การทบทวนระบบการจัดการนมโรงเรียน) ในประเด็นข้อเสนอแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน และให้ใช้ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ตามข้อ 2. โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบบริหารโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ในส่วนผู้รับผิดชอบหลักจากกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นกรมปศุสัตว์ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1.ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 และมีมติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 (เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 เรื่อง การทบทวนระบบบริหารจัดการนมโรงเรียน) โดยเห็นชอบให้ปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน และเห็นชอบให้ใช้ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ (ตามลำดับ) ซึ่งปัจจุบันการดำเนินโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารและแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว แต่ยังคงพบปัญหาและข้อจำกัดในการปฏิบัติ ซึ่งยังไม่สามารถพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารโดยการเปลี่ยนหน่วยงานรับผิดชอบจากกรมปศุสัตว์เป็นกรมส่งเสริมสหกรณ์ ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนเป็นไปอย่างมีเอกภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถควบคุมคุณภาพน้ำนมตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงบริโภคของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอทบทวนคณะรัฐมนตรีในการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
2. ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน
คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ในคราวประชุมครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนและแนวทางการพัฒนาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
2.1 วัตถุประสงค์ของโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้วัตถุประสงค์ของโครงการฯ คงเดิม (ตามติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568) โดยมี 4 ข้อหลัก ดังนี้
1) นักเรียนทั้งประเทศได้ดื่มนมที่มีคุณภาพ
2) เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถผลิตขายน้ำนมโคที่มีคุณภาพได้และมีความยั่งยืนในอาชีพ
3) เพื่อสร้างศักยภาพ ความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์โคนม รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษาในการดำเนินกิจการผลิตนมในลำดับแรก ซึ่งจะเกิดความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
4) ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมได้รับการจัดสรรสิทธิและพื้นที่การจำหน่ายอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
2.2 โครงสร้างระบบบริหารโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้ปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารโครงการฯ ดังนี้
1) ให้คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน จำนวน 15 คนประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ หน่วยงานที่กำกับดูแล จำนวน 4 คน เป็นกรรมการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการผลิต จำนวน 3 คน เป็นกรรมการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับผู้รับบริการ จำนวน 3 คน เป็นกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ประธานกรรมการแต่งตั้ง จำนวน 3 คนเป็นกรรมการ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นกรรมการและเลขานุการ
2) ให้คณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ซึ่งอยู่ภายใต้กำกับดูแลของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ประกอบด้วย อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานอนุกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เป็นอนุกรรมการ และตัวแทนจากกรมปศุสัตว์ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ ให้คณะอนุกรรมการชุดนี้มีจำนวนไม่เกิน 15 คน และมีหน้าที่และอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน
3) ให้คณะอนุกรรมการรณรงค์บริโภคนมในสถานศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วยผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นประธานอนุกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการในตลาดนมพาณิชย์ร่วมเป็นอนุกรรมการ และหัวหน้าฝ่ายการตลาดและการขาย อ.ส.ค. เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการชุดนี้ มีจำนวนไม่เกิน 15 คน และมีอำนาจในการจัดทำโครงการรณรงค์บริโภคนมในสถาบันการศึกษาทุกระดับ
4) ให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนระดับกลุ่มพื้นที่ 7 กลุ่มพื้นที่ ดังนี้
กลุ่มพื้นที่ 1 จำนวน 17 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสระบุรี ลพบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี สุโขทัย กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลกเพชรบูรณ์ อุทัยธานี ตาก และจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
กลุ่มพื้นที่ 2 จำนวน 8 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสระแก้ว ระยอง ตราด ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เป็นประธานผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
กลุ่มพื้นที่ 3 จำนวน 11 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร หนองบัวลำภู และจังหวัดเลย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดขอนแก่น เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
กลุ่มพื้นที่ 4 จำนวน 9 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสกลนคร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม อุดรธานี กาฬสินธุ์ บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร และจังหวัดหนองคาย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
กลุ่มพื้นที่ 5 จำนวน 8 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน และจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
กลุ่มพื้นที่ 6 จำนวน 19 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร กระบี่ ระนอง พังงา ภูเก็ต สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร สตูล และจังหวัดตรัง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
กลุ่มพื้นที่ 7 จำนวน 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และจังหวัดนราธิวาส โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธาน ผู้แทนจากกรมปศุสัตว์จังหวัดพัทลุง เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
2.3 แนวทางการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้คณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ภายใต้กรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ยังคงทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการส่งเสริม (นม) โรงเรียน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน และให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ระดับกลุ่มพื้นที่ ทำหน้าที่จัดสรรสิทธิและพื้นที่การจำหน่ายนมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหลักเกณฑ์ การจัดสรรสิทธิ การจำหน่าย ให้ยึดหลัก 7 ข้อ (ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568) ดังนี้
1) ปริมาณน้ำนมดิบที่ผู้ประกอบการรับซื้อตามพันธสัญญาซื้อขายที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และน้ำนมดิบต้องได้จากเกษตรกรที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน
2) คุณภาพน้ำนมดิบที่รับซื้อ และคุณภาพนมโรงเรียนที่ผลิต
3) ศักยภาพการผลิตของผู้ประกอบการ
4) ระบบโลจิสติกส์ โดยเน้นการผลิตและจัดส่งนมกายในกลุ่มพื้นที่ตนเอง เป็นลำดับแรก
5) ประวัติการดำเนินงานที่ผ่านมา
6) ให้ความสำคัญกับภาคสหกรณ์โคนม รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษาที่มีการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในลำดับแรก
7) ความรับผิดชอบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการที่มีศูนย์รวบรวมน้ำนมโคเป็นของตนเอง มีแผนการตลาดรองรับปริมาณน้ำนมดิบและรับผิดชอบรับซื้อน้ำนมดิบตลอด
365 วัน
ทั้งนี้ ในรายละเอียดแต่ละหลักเกณฑ์ข้างต้น รวมทั้งหลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินงานอื่น ๆ ที่จำเป็น ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนกำหนด
ประโยชน์และผลกระทบ
1) การกำกับดูแลคุณภาพน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมเป็นไปอย่างครบวงจรมีมาตรฐาน ถูกสุขอนามัย ปราศจากโรค สารตกค้าง และสารปนเปื้อน และมีความปลอดภัยทางอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ส่งผลให้นมโรงเรียนที่ส่งถึงเด็กนักเรียนมีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐานอาหารแห่งชาติ
2) เด็กนักเรียนทั่วประเทศได้รับนมที่มีคุณภาพและปลอดภัย ส่งผลดีต่อสุขภาพโภชนาการและการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในระยะยาว
3) เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถดำรงอาชีพการเลี้ยงโคนมตลอดจนขายน้ำนมดิบ อาทิ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การลดต้นทุนเพื่อการผลิต รวมถึงการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบของเกษตรกรที่มีวัตถุประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้ได้มาตรฐานตั้งแต่มาตรฐานระดับฟาร์ม มาตรฐานศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ จนถึงเป็นไปตามมาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดโดยควบคุมกำกับ ดูแลคุณภาพน้ำนม หน้าโรงงานแปรรูปก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต
4) ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมนมของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการผลิตการตลาด และการยกระดับมาตรฐานอาชีพเกษตรกร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงทางอาหารของประเทศในภาพรวม
ต่างประเทศ
10. เรื่อง ผลการประชุมกรอบความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสิงคโปร์ (STEER) ครั้งที่ 7
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประชุมกรอบความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสิงคโปร์ (Singapore – Thailand Enhanced Economic Relationship : STEER)
(การประชุม STEER) ครั้งที่ 7 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามผลการประชุม STEER ครั้งที่ 7 (ตามข้อ 3) เพื่อให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ระหว่างไทย – สิงคโปร์เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ โดยให้ พณ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปพิจารณาดำเนินในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
พณ. รายงานว่า
1. การประชุม STEER ครั้งที่ 7 ระดับรัฐมนตรี จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย (นายพิชัย นริพทะพันธุ์) ในขณะนั้น เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1.1 ความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร ไทยได้ติดตามความคืบหน้าการอนุญาตนำเข้าสินค้าเกษตร 4 รายการ ได้แก่ ไข่ไก่ที่เลี้ยงปล่อยแบบอิสระ เนื้อสุกร เนื้อไก่ดิบนวดเครื่องปรุงแช่แข็ง และเลือดสุกรสุก ซึ่งสำนักงานอาหารสิงคโปร์จะเริ่มดำเนินการตรวจรับรองแหล่งผลิตในเดือนมิถุนายน 2568 โดยจะหารือกับกรมปศุสัตว์ของไทยเกี่ยวกับการส่งออก/นำเข้าไข่ไก่ที่เลี้ยงปล่อยแบบอิสระ และเนื้อสุกรแช่เย็นและแช่แข็ง สำหรับเลือดสุกรสุก สิงคโปร์อยู่ระหว่างรอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณานำเข้าต่อไป นอกจากนี้ ยังได้ขอให้สิงคโปร์สนับสนุนการนำเข้าสินค้าข้าวจากไทยมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวคุณภาพสูงและข้าวชนิดพิเศษสำหรับตลาดเฉพาะ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล โดยไทยพร้อมส่งออกข้าวปริมาณมากตามความต้องการของตลาดเพื่อเสริมความมั่นคงทางอาหารให้กับสิงคโปร์
1.2 ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงธุรกิจ ในปี 2568 เพื่อร่วมฉลองการครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสิงคโปร์ โดยไทยได้เชิญชวนสิงคโปร์ให้ขยายการลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต เช่น สาขาพลังงานสะอาด อิเล็กทรอนิกส์ บริการด้านการเงิน และการพัฒนาทักษะแรงงานในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมสีเขียว ทั้งนี้ ไทยอยู่ระหว่างจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) แห่งใหม่ที่สิงคโปร์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนสิงคโปร์ นอกจากนี้ ที่ประชุมยินดีต่อบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนระหว่างบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัดและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พณ.
1.3 ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างยั่งยืน โดยไทยติดตามสิงคโปร์ในการเสนอร่างบันทึกความเข้าใจ ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับใหม่ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ของไทยและกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศของสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยจะเริ่มการพิจารณาให้ได้ข้อสรุปภายในปี 2568 และยินดีต่อการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจการระงับข้อพิพาทของผู้บริโภคและการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ระหว่างสมาคมผู้บริโภคสิงคโปร์และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ของไทย [สคบ. และสมาคมผู้บริโภคแห่งสิงคโปร์ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านการระงับข้อพิพาทของผู้บริโภคและการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ระหว่าง สคบ. และสมาคมผู้บริโภคแห่งสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 (ตามข้อ 4.1.1)] นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งในกรอบอาเซียนทวิภาคี และพหุภาคี โดยสิงคโปร์จะสนับสนุนการเจรจากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนและการเข้าเป็นสมาชิกของไทยในความตกลงดังกล่าว รวมถึงขอให้ไทยสนับสนุนความตกลงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ภายใต้องค์การการค้าโลก
1.4 ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเรือสำราญระหว่างการท่องเที่ยวสิงคโปร์และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) ของไทย โดยมีคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการท่องเที่ยวเรือสำราญไทย – สิงคโปร์ ดำเนินการร่วมกันในการพัฒนาท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการจัดทำโปรแกรมท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล และการส่งเสริมการตลาดร่วมกันเพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและดึงดูดนักท่องเที่ยวมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1.5 ประเด็นสำคัญอื่น ๆ ได้แก่
(1) การลงนามเอกสารความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทยและสิงคโปร์ โดยทั้งสองฝ่ายเป็นสักขีพยานการลงนามเอกสารความร่วมมือดังกล่าว จำนวน 5 ด้าน เช่น ด้านการส่งเสริมสินค้าและบริการของไทยบนแพลตฟอร์มการขายสินค้าหรือบริการบนอินเทอร์เน็ต (E – Commerce) ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือบริษัท Sea Group ของสิงคโปร์ ด้านการระงับข้อพิพาทผู้บริโภคและการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ระหว่าง สคบ. ของไทยและสมาคมผู้บริโภคสิงคโปร์ รวมถึงด้านสินค้าปศุสัตว์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนหลักเกณฑ์และข้อมูลกฎระเบียบการนำเข้าส่งออกเนื้อสุกร ระหว่างสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออกไทย และสมาคมผู้ค้าเนื้อสัตว์สิงคโปร์
(2) การหารือกับผู้บริหารระดับสูงในภาคธุรกิจ และผู้นำเข้าข้าวของสิงคโปร์ โดยได้สร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยและการมีความตกลงเขตการค้าเสรีกับคู่ค้าเพิ่มขึ้น ตลอดจนความพร้อมด้านพลังงานในการรองรับการลงทุนด้าน Data Center และ เซมิคอนดักเตอร์ โดยได้เชิญชวนนักธุรกิจสิงคโปร์เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงแสดงความพร้อมในการสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารให้แก่สิงคโปร์ โดยเฉพาะข้าวคุณภาพสูง ข้าวขาว และข้าวเพื่อสุขภาพ ซึ่งสิงคโปร์ยินดีที่จะนำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
2. การประชุม STEER ครั้งที่ 7 ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ในสาขาที่มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้การดำเนินความร่วมมือในประเด็นต่าง ๆ มีความคืบหน้าและบรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว เช่น การขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและข้าวของไทยไปยังสิงคโปร์ การดึงดูดการลงทุนจากสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย รวมทั้งการร่วมมือกันพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเรือสำราญและดึงดูดนักท่องเที่ยวมายังภูมิภาค
3. พณ. ได้เสนอแนวทางการดำเนินการขั้นต่อไป โดยมอบหมายหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการและติดตามความคืบหน้า ดังนี้
| ประเด็นที่ต้องติดตาม | หน่วยงานที่รับผิดชอบ |
| ความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร | |
| – ติดตามความคืบหน้าการอนุญาตนำเข้าไข่ไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระ เนื้อสุกร เนื้อไก่ดิบนวดเครื่องปรุงแช่แข็ง และเลือดสุกรสุกของไทย เพื่อส่งออกไปยังสิงคโปร์- ผลักดันให้ฝ่ายสิงคโปร์นำเข้าข้าวไทยเพิ่มมากขึ้น | กษ.พณ. |
| ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน | |
| – ติดตามความคืบหน้าการลงทุนของภาคธุรกิจสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ | สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)สกท. |
| – ติดตามและพิจารณาจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างไทยและสิงคโปร์- ดำเนินความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนระหว่างบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ | พณ. |
| ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล | |
| – ติดตามความคืบหน้าการจัดทำบันทึกความเข้าใจด้านเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับใหม่ระหว่าง ดศ. และกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศของสิงคโปร์ | ดศ. |
| – ติดตามความคืบหน้าการเจรจากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน- ดำเนินงานตามขั้นตอนการเข้าเป็นสมาชิกความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน | พณ. ดศ. |
| – ดำเนินความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจการระงับข้อพิพาทของผู้บริโภคและการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ระหว่าง สคบ. และสมาคมผู้บริโภคสิงคโปร์ | สคบ. |
| ความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต | |
| – ติดตามความคืบหน้าการจัดทำร่างข้อตกลงการดำเนินงานฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปสู่การลงนามภายในปี 2568 | กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) |
| ความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา | |
| – ดำเนินความร่วมมือภายใต้แผนการดำเนินงานประจำปี พ.ศ. 2568 – 2570 ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาสิงคโปร์ | พณ. |
| ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว | |
| – ดำเนินความร่วมมือภายใต้คณะทำงานเฉพาะกิจด้านการท่องเที่ยวเรือสำราญไทย – สิงคโปร์ | กก. |
ทั้งนี้ สคก. พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เป็นกรณีที่ พณ. ได้จัดทำและเสนอสรุปผลการประชุม STEER ครั้งที่ 7 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 ณ สิงคโปร์ซึ่งมีรายละเอียดครอบคลุมภาพรวมการหารือความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร ด้านการค้าและการลงทุน ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ด้านทรัพย์สินทางปัญญาด้านคาร์บอนเครดิตและด้านการท่องเที่ยว ตามกรอบท่าทีไทยที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไว้ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 กรณีจึงไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการเป็นหนังสือสัญญาตามาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย (รัฐธรรมนูญฯ) และไม่มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญฯ คณะรัฐมนตรีจึงพิจารณารับทราบและมอบหมายให้หน่วยงานดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องได้ตามที่เห็นสมควร
11. เรื่อง ผลการเดินทางไปปฏิบัติราชการ ณ นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
คณะรัฐมนตรีทราบผลการเดินทางไปปฏิบัติราชการ ณ นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีน) ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
สาระสำคัญ
กษ. รายงานว่า
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินทางเข้าร่วมการประชุมและภารกิจที่เกี่ยวข้อง ณ นครฉงชิ่ง ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 11 – 14 พฤศจิกายน 2568 รายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
1. การเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจตามระเบียงการค้าระหว่างประเทศทางบกและทางทะเลสายใหม่ (Forum on Economic Development along New International Land-Sea Trade Corridor: ILSTC) ภายใต้หัวข้อ “ร่วมสร้างนวัตกรรมแบ่งปันผลสำเร็จ เสริมพลังก้าวกระโดด” ซึ่งการประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ของจีนในการผลักดันการดำเนินการตาม “ความคิดริเริ่มแถบและเส้นทาง” (Belt – Road Initiative: BRI) และการสร้างระเบียงการค้าระหว่างประเทศทางบกและทางทะเลสายใหม่ (ILSTC) ผลักดันการเปิดประตูภาคตะวันตกของจีนสู่ภายนอก และเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างกัน ยกระดับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ โดยนำเสนอเทคโนโลยี อุปกรณ์ และบริการล้ำสมัยด้านโลจิสติกส์ผลักดันการขนส่งอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลักดันให้นครฉงชิ่งเป็นศูนย์กลาง โลจิสติกส์นานาชาติ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กล่าวสุนทรพจน์ในนามประเทศสมาชิกอาเซียน และประกาศความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการใช้ระเบียงการค้านี้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ พร้อมเน้นย้ำว่า ILSTC คือทางเลือกใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูงในห่วงโซ่อุปทานการเกษตร สามารถลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าการเกษตรลงกว่าร้อยละ 50 ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวได้สร้างมูลค่าการค้าที่สำคัญในปี 2568 อาทิ เส้นทางรถขนส่งสินค้าข้ามแดน ฉงชิ่ง – ด่านโม่ฮาน – กรุงเทพ สร้างมูลค่าสูงถึง 4,820 ล้านหยวน (ประมาณ 21,600 ล้านบาท) และรัฐบาลไทยพร้อมร่วมมือกับจีนและอาเซียนเพื่อพัฒนาเส้นทางการค้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2. การประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรว่าด้วยความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช อาเซียน – จีน ครั้งที่ 9 (9th China-ASEAN Ministerial Meeting on Sanitary and Phytosanitary Cooperation) (การประชุม SPS) โดยมีรัฐมนตรีว่าการสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Customs of the People’s Republic of China: GACC) และผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry: AMAF) เป็นประธานร่วมฝ่ายอาเซียน โดยมีรัฐมนตรีและผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน
10 ประเทศ จีน และสำนักเลขาธิการอาเซียนเข้าร่วมประชุม สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
2.1 ที่ประชุมเน้นย้ำถึงความก้าวหน้าของความร่วมมือด้าน SPS อาเซียน – จีน โดยเฉพาะความมุ่งมั่นของจีนในการยกระดับการค้าเสรี อาเซียน- จีน (ASEAN-China Free Trade Agreement: ACFTA 3.0) และความร่วมมือ SPS 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมระบบกักกันอัจฉริยะ การพัฒนากฎระเบียบระดับภูมิภาค การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการธำรงรักษาระบบการค้าพหุภาคี
2.2 ตระหนักถึงความเป็นคู่ค้าสำคัญของกันและกันและยินดีกับการลงนามใน ACFTA 3.0 และย้ำถึงความสำคัญของความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ความตกลงสำคัญของแถลงการณ์ร่วมอาเซียน – จีน ว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตร และมุ่งหวังให้นำปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยวิสัยทัศน์ด้านอาหาร เกษตรกรรม และป่าไม้ ปี 2568 ไปสู่การปฏิบัติ
2.3 รับรองแผนปฏิบัติงานปี 2569 – 2570 ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือ 5 ด้านหลัก เช่น ระบบแจ้งเตือนข้อมูล การแลกเปลี่ยนบุคลากร การฝึกอบรมและกลไกปรึกษาหารือ โดยจะผลักดันความร่วมมือเชิงนวัตกรรมด้านการตรวจสอบด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการแลกเปลี่ยน e-SPS รวมถึงการบริหารจัดการศัตรูพืชข้ามพรมแดนและที่ประชุมได้เห็นชอบร่างแถลงข่าวร่วม ซึ่งยืนยันความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับ SPS และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
2.4 กำหนดจัดการประชุม SPS ครั้งที่ 10 ซึ่งจะจัดควบคู่กับการประชุม AMAF ในปี 2570 ณ ประเทศไทย
3. การหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการ GACC สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
3.1 รัฐมนตรีว่าการ GACC เน้นย้ำความสัมพันธ์ไทย – จีน และความร่วมมือเชิงลึกกับ กษ. ด้านความปลอดภัยและการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มีกลไกความร่วมมือด้าน SPS กับจีนอย่างใกล้ชิด โดยในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา จีนนำเข้าอาหารและเนื้อสัตว์จากไทยเป็นหลัก รวมทั้งผลไม้ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของสินค้าเกษตรทั้งหมด เนื่องจากไทยมีบริษัทส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารกว่า 260,000 แห่ง ไทยและจีนจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหาด้าน SPS และผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น การจัดการทุเรียนที่พบสารเคมี Basic Yellow 2 (BY2) ผ่านการจำแนกและแบ่งเกรดบริษัทผู้ส่งออก แม้ว่าการส่งออกทุเรียนไทยจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ทั้งนี้ นับตั้งแต่การประชุม SPS ครั้งที่ 8 ได้มีการผลักดันและลงนามพิธีสารหลายฉบับ โดย GACC ยินดีที่จะสานต่อความร่วมมือเชิงลึกด้านการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารและสินค้าเกษตรเพื่อเปิดโอกาสและสร้างประโยชน์ร่วมกันไปอีก 50 ปีข้างหน้า
3.2 ความก้าวหน้าประเด็นสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ไทยเสนอการเปิดตลาดผลอินทผลัมสด ผลสละสด ผลมะปรางหวาน ผลมะยงชิดสด โคมีชีวิต และผลิตภัณฑ์สินค้าม้าน้ำตากแห้งเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตยา รวมถึงลำไยและทุเรียน เป็นต้น และไทยยังเสนอให้ฝ่ายจีนสนับสนุนการใช้การเชื่อมโยงระบบแลกเปลี่ยนใบรับรองสุขอนามัยพืชแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Phytosanitary Certificate) เต็มรูปแบบอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2569 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินค้า การควบคุมความเสี่ยง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการส่งออก ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการ GACC ยินดีขยายพร้อมอำนวยความสะดวกสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานไปจีน
3.3 ภายหลังการหารือได้มีการลงนามในพิธีสารด้านความปลอดภัยอาหาร ด้านการสัตวแพทย์ และการปกป้องพืช เพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งจากประเทศไทยไปประเทศจีน ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถขยายขอบข่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมจากน้ำผึ้งให้ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์นมผึ้งและเกสรผึ้ง คาดว่าจะสร้างมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้กว่าปีละ 800 – 1,000 ล้านบาท และจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน (Good Agricultural Practices) สำหรับพิธีสารอื่น ๆ คาดว่าจะสามารถลงนามได้ในเดือนธันวาคม 2568
กษ. แจ้งว่า การเข้าร่วมการประชุม ILSTC เป็นการช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ไทยในเวทีนานาชาติ และไทยได้เน้นย้ำถึงการใช้ระเบียงการค้านี้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคและผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ รวมทั้งช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรไทย นอกจากนี้การเข้าร่วมประชุม SPS อาเซียน – จีน จะเป็นการเน้นย้ำบทบาทนำของไทยในด้านความร่วมมือสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยและจีน รวมทั้งโอกาสในการรับทราบข้อมูล แนวโน้มตลาด และเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการจัดทำนโยบาย และแนวทางความร่วมมือในอนาคตเพื่อเพิ่มศักยภาพสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยส่งออกไปจีน
แต่งตั้ง
12. เรื่อง ขออนุมัติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แทนตำแหน่งที่ว่าง (กระทรวงยุติธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง พลตำรวจตรี สถิตย์
พรมอุทัย เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
13. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการบริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง นายโสภณ เมฆธน เป็นประธานกรรมการบริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เนื่องจากประธานกรรมการบริหารสถาบันฯ เดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
14. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จำนวน 2 คน เพื่อแทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออกและมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ ดังนี้
1. นายธนพล ภู่พันธ์ศรี
2. นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว