
‘เรืองไกร’ร้อง’นายกฯ’สอบ’วีระ’ปมจ้อรายการไม่ตรงข้อเท็จจริง เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมฯ หรือไม่
วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.
‘เรืองไกร’ร้อง’นายกฯ’สอบ’วีระ’ปมจ้อรายการไม่ตรงข้อเท็จจริง เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมฯ ม.14 (1) หรือไม่
เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน กรณีให้ข้อมูลในรายการ คุยให้คิด ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนั้น เข้าข่ายเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือไม่ และส่งเรื่องให้ กกต. พิจารณาอีกทางหนึ่งว่า การกระทำของนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน เข้าข่ายฝ่าฝืนระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ข้อ 18 (1) วรรคหนึ่ง หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า ในคำร้องแยกเป็นข้อ ๆ ดังนี้
ข้อ 1. เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 69 เว็บไซต์ topnews หัวข้อ “อนุทิน” ติงแรง “สุทธิชัย-วีระ” ให้ข้อมูลมั่วผ่านจอทีวี สื่อปชช.เข้าใจผิดๆ ยัน “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสมาชิก-ทีมศก.ภูมิใจไทย “ไม่ใช่คนนอกพรรค” ลั่นถ้าเป็นรัฐบาล 3 คนนี้เป็นรมต.แน่นอน ลงข่าวไว้ (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ)
ข้อ 2. ต่อมา เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 69 เว็บไซต์ประชาชาติ หัวข้อ ‘วีระ’ คอมเมนต์ขอโทษอนุทิน เผยไม่ทราบ เอกนิติ-ศุภจี เป็นสมาชิกภูมิใจไทย ลงข่าวไว้ (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ)
ข้อ 3. กรณีดังกล่าว เกิดขึ้นในรายการ คุยให้คิด ซึ่งมีนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน เป็นพิธีกร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 69 (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ)
ข้อ 4. ประกอบกับนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ลงวันที่ 15 ธ.ค. 68 ประกอบมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 21 ธ.ค. 68 และหนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0905/15611 ลงวันที่ 24 พ.ย. 68 ดังนั้น นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะ กรรมการ จึงเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความในมาตรา 4 แห่ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงอยู่ในหน้าที่และอำนาจในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี
ข้อ 5. นอกจากนี้ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 7/2569 อีกด้วย ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังนั้น นายวีระ ธีระภัทรานนท์ จึงเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความในมาตรา 4 แห่ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 อีกโสดหนึ่งด้วย (รายละเอียดตามสำเนาคำสั่งที่แนบ)
ข้อ 6. เนื่องจาก พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า
“มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”
ข้อ 7. กรณีตามข้อเท็จจริงที่เป็นข่าวดังกล่าว นายกรัฐมนตรี รวมทั้งนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ย่อมต้องรู้หรือควรรู้อยู่แล้วนั้น กรณี จึงมีเหตุอันควรขอให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบว่า นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน ว่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือไม่
ข้อ 8. กรณีดังกล่าว ขอให้นายกรัฐมนตรี ส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบอีกทางหนึ่งด้วยว่า การกระทำของนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กับพวก รวม 3 คน เข้าข่ายฝ่าฝืนระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ข้อ 18 (1) วรรคหนึ่ง หรือไม่