กระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย! ‘วิรังรอง’ร้องศาล ปค.ขอให้วันทำประชามติ 8 ก.พ.เป็นโมฆะ

กระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย! 'วิรังรอง'ร้องศาล ปค.ขอให้วันทำประชามติ 8 ก.พ.เป็นโมฆะ

กระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย! ‘วิรังรอง’ร้องศาล ปค.ขอให้วันทำประชามติ 8 ก.พ.เป็นโมฆะ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.05 น.

“วิรังรอง”ร้องศาลปกครอง ขอให้วันทำประชามติ 8 ก.พ.เป็นโมฆะ อ้างกระบวนการกำหนดวันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อรธน.และละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นางวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุสาระสำคัญใจความว่า ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอร้องให้ศาลปกครองได้โปรดมีคำสั่งเพิกถอน “ประกาศของคณะรัฐมนตรี และ กกต.” ที่กำหนดให้มีการทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 ให้เป็นโมฆะ และเนื่องจากขณะนี้ใกล้วันทำประชามติ หากปล่อยให้มีการดำเนินการต่อไปตามประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงที่มิอาจแก้ไขได้ภายหลัง เพื่อคุ้มครองหลักนิติธรรมของรัฐ และสิทธิของข้าพเจ้าที่ถูกลิดรอน ตลอดจนลดภาระด้านงบประมาณของแผ่นดินซึ่งส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ ข้าพเจ้าขอให้ศาลได้โปรดมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

โดยได้แนบหนังสือร้องเรียนเนื้อความอ้างในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ตามรัฐธรรมนูญ ขอร้องเรียนศาลว่า การกระทำของหน่วยงานรัฐ คือรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และ กกต.ในกระบวนการจัดทำประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปี 2569 เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของข้าพเจ้าและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีกระบวนการ การปฏิบัติและขั้นตอนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ปี 2564

โดยมีเหตุผลสำคัญ ดังนี้ 1.กระบวนการเสนอญัตติและลงมติมิชอบด้วยขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และข้อบังคับการประชุมสภา ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2.การกำหนดวันที่ให้มีการออกเสียงประชามติไม่เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 3.ผลกระทบความเสียหายต่อรัฐและละเมิดสิทธิเสรีภาพ อ้างว่าการจัดทำประชามติโดยมิชอบด้วยกฎหมายและกระบวนการ โดยเฉพาะการไม่ปฏิบัติตามกรอบระยะเวลา ขั้นต่ำ 60 วัน ตามที่ พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 10 กำหนด เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานที่ข้าพเจ้าพึงมีตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ข้าพเจ้าในฐานะพลเมืองและผู้มีสิทธิออกเสียงได้รับความเดือดร้อน หากปล่อยให้กระบวนการที่มิชอบด้วยกฎหมายดำเนินต่อไปจนถึงวันออกเสียงประชามติ จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสถานะความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยจะถูกโต้แย้งในภายหลังว่ามีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีที่มาจากการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นการสูญเสียงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลโดยสูญเปล่าจากการจัดกิจกรรมที่ไม่มีกฎหมายรองรับ

“ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงทางกฎหมายดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่ามีการจงใจข้ามขั้นตอนเพื่อความรวดเร็วจนละเลยความถูกต้องที่กฎหมายบังคับไว้ ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้ศาลปกครองได้โปรดมีคำสั่งเพิกถอน “ประกาศของคณะรัฐมนตรี/กกต.” ที่กำหนดให้มีการทำประชามติในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ ให้เป็นโมฆะ และเนื่องจากขณะนี้ใกล้วันทำประชามติ หากปล่อยให้มีการดำเนินการต่อไปตามประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงที่มิอาจแก้ไขได้ภายหลัง เพื่อคุ้มครองหลักนิติธรรมของรัฐ และสิทธิของข้าพเจ้าที่ถูกลิดรอน ตลอดจนลดภาระด้านงบประมาณของแผ่นดินซึ่งส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ ข้าพเจ้าขอให้ศาลได้โปรดมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด” นางวิรงรอง กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ น.ส.นันทนา ให้สัมภาษณ์อยู่บริเวณด้านหน้าสำนักงาน กกต.มีประชาชน ซึ่งมาติดต่อหน่วยงานอื่นภายในศูนย์ราชการฯได้ตะโกนสวนไปยังน.ส.นันทนาว่า “จะแก้ทำไม ของเดิมมันก็ดีอยู่แล้ว” ก่อนที่จะเดินผ่านไป

Leave a comment