
สุวินัย ชำแหละ วิกฤตอัตลักษณ์ พรรคส้ม จะจบลงด้วยการไม่ได้อะไรเลย
วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.
วันที่ 21 มกราคม 2569 รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิกฤตอัตลักษณ์ของพรรคส้ม
เมื่อจิตวิญญาณปฏิกษัตริย์นิยม กลายเป็นบาดแผลที่พรรคไม่กล้าพูดตรง ๆ ผมมองพรรคส้มต่างจากอินฟลูทุกสำนักผมเห็นว่า พรรคส้มกำลังเจอ “วิกฤตอัตลักษณ์” อย่างแรงแต่ไม่ใช่วิกฤตศรัทธาแบบที่นักวิเคราะห์ทั่วไปพูดกันวิกฤตของพรรคส้มเริ่มจากจุดเดียวที่ลึกที่สุด
….จิตวิญญาณของพรรคส้ม คือ “พรรคปฏิกษัตริย์นิยม” และเมื่อพรรคนี้ถือกำเนิดจาก “พลังปฏิกษัตริย์นิยม” แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องการเป็น “พรรคของคนทั้งประเทศ” มันจึงติดกับดักที่หนีไม่พ้นคือ พูดตรงก็พัง ไม่พูดตรงก็เน่า พูดสองแบบก็แตก นี่คือวิกฤตอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพรรคส้ม ในสายตาของผม
1. พรรคส้มไม่ได้เป็นพรรคปฏิรูปธรรมดาแต่เป็นพรรค “ปฏิกษัตริย์นิยม” ตั้งแต่ต้นน้ำ ต้องพูดให้ชัดว่า พรรคส้มไม่ได้โตขึ้นมาด้วย “นโยบายเศรษฐกิจ” เป็นหลัก ไม่ได้โตด้วย “ความสามารถบริหาร” เป็นหลักแต่โตด้วย “พลังของอุดมการณ์ต่อต้านสถาบัน” ซึ่งเป็นพลังที่ไวรัลที่สุดในยุคดาต้านิยม เพราะมันคืออารมณ์ที่ผสมกันครบสูตร โกรธ คับแค้น รู้สึกเป็นเหยื่อ อยากเอาคืน
และอยากเป็นฝ่ายชนะทางศีลธรรม นี่คือเชื้อเพลิงชั้นดีของการเมืองแบบอัลกอริทึม และพรรคส้มเป็นพรรคแรกในเมืองไทยที่ “เชี่ยวชาญที่สุด” ในการใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้
2. วิกฤตอัตลักษณ์เริ่มเมื่อพรรคส้มอยาก “ล้างภาพ” แต่ไม่ยอม “ตัดแก่น” เมื่อพรรคโตขึ้นพรรคเริ่มรู้ว่าความเป็นพรรคปฏิกษัตริย์นิยมแบบตรง ๆ ทำให้ชนชั้นกลางจำนวนมาก “กลัว” ทำให้นายทุนจำนวนมาก “ไม่แตะ” ทำให้ระบบรัฐ “ไม่ยอมรับ” พรรคจึงพยายามทำสิ่งที่ฉลาดในเชิงการตลาดการเมืองคือ ล้างภาพ แต่ไม่ตัดแก่น แปลไทยเป็นไทยคือ พยายามทำให้ดู “ซอฟต์” แต่ยังเก็บ “ฮาร์ดคอร์” ไว้ข้างใน และนี่แหละคือจุดเริ่มของความพัง เพราะอัตลักษณ์ของพรรคการเมือง ไม่ใช่สิ่งที่ “รีแบรนด์” แล้วจะรอดได้ อัตลักษณ์คือ “จิตวิญญาณ” และจิตวิญญาณ “โกหกไม่ได้”
3. พรรคส้มจึงต้องเล่นเกม “พูดสองภาษา” ตลอดเวลาต่อหน้าคนกลาง พูดอีกแบบ ต่อหน้าฐานเดิม พูดอีกแบบ ต่อหน้าสื่อหลัก “ยิ้ม” แต่ในโลกโซเชียล “ปลุกไฟ” นี่ไม่ใช่แค่เทคนิค แต่มันคือ Algorithmic Politics แบบเต็มขั้น คือการเมืองที่ไม่ได้ยืนบน “ความจริงหนึ่งเดียว” แต่ยืนบน “การจัดการการรับรู้หลายชุดพร้อมกัน” และเมื่อพรรคส้มทำแบบนี้นานพอ มันจะเกิดผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ
– คนกลางจะเริ่มรู้สึกว่า “พรรคไม่น่าไว้ใจ”
– ฐานเดิมจะเริ่มรู้สึกว่า “พรรคทรยศ”
สุดท้ายพรรคส้มจะเหลือแค่ “แฟนคลับ” แต่ไม่มี “มวลชนจริง”
4. พรรคส้มติดกับดัก “ชนะในโลกโซเชียล” แต่แพ้ในโลกอำนาจ นี่คือจุดที่คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจ พรรคส้มชนะการสื่อสาร ออกสื่อหลักบ่อยสุด ชนะการสร้างกระแส ผลโพลอันดับหนึ่งตลอดแต่ทั้งหมดนั้นเป็น “ชัยชนะ” ในโลกของ virality เท่านั้น ยังไม่ใช่ชัยชนะในโลกของ sovereignty โลกโซเชียลให้ “ยอดแชร์” แต่ไม่ให้ “อำนาจรัฐ” และการจะได้อำนาจรัฐ ต้องชนะความไว้วางใจของคนส่วนใหญ่จริง ๆ ไม่ใช่ชนะเสียงเชียร์ของคนกลุ่มเดียวที่ดังที่สุดในโลกโซเชียล
5. วิกฤตอัตลักษณ์ของพรรคส้มคือ “ไม่กล้าพูดความจริงกับตัวเอง” ถ้าพรรคส้มซื่อสัตย์กับตัวเองจริง ต้องตอบคำถามนี้ให้ชัดก่อน พรรคนี้เกิดมาเพื่อ “ล้มสถาบัน” หรือเกิดมาเพื่อ “ปฏิรูปประเทศ”? สองอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และไม่มีทางเป็นเรื่องเดียวกันได้ เพราะถ้าเป้าหมายคือ “ปฏิรูปประเทศ”คุณต้องสร้างความร่วมมือระดับชาติแต่ถ้าเป้าหมายคือ “ปฏิกษัตริย์นิยม”คุณกำลังทำสงครามทางอัตลักษณ์ซึ่งทำให้ประเทศแตกเป็นสองซีกโดยโครงสร้างและนี่คือเหตุผลที่พรรคส้มจะไม่มีวันพาประเทศไปข้างหน้าได้จริงต่อให้พูดเก่งแค่ไหนในเชิงนโยบายเพราะ “แก่น” ของพรรคคือความขัดแย้งระดับชาติ ระดับที่ก่อให้เกิดสงครามกลางเมือง ชักศึกเข้าบ้านได้ทุกเมื่อ
6. แกนนำพรรคส้มไม่ได้ขาดความสามารถแต่ขาด “ความเป็นรัฐบุรุษ”ความเป็นรัฐบุรุษเริ่มจากการรู้ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูดและอะไร “ต้องหยุด” แม้จะได้คะแนนจากการพูดมันแต่พรรคส้มยังไม่ยอมตัดวงจรนี้เพราะการเมืองแบบอัลกอริทึมที่พรรคส้มใช้เสพติด engagementเสพติดความโกรธเสพติดการแบ่งข้างเสพติดการได้เป็น “เหยื่อผู้สูงส่ง”และทั้งหมดนี้คือ “ทุนทางอำนาจ” ของพรรคส้มในยุคดาต้านิยม
○ บทสรุป
วิกฤตอัตลักษณ์ของพรรคส้มไม่ใช่วิกฤตภาพลักษณ์ ไม่ใช่วิกฤตยุทธศาสตร์ไม่ใช่วิกฤตการจัดตั้งแต่มันคือวิกฤตจิตวิญญาณเพราะจิตวิญญาณของพรรคนี้คือ “พรรคปฏิกษัตริย์นิยม”แต่พรรคดันอยากสวมหน้ากากเป็น “พรรคประชาธิปไตยปฏิรูปประเทศ”และเมื่อพรรคหนึ่งอยากได้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน มันจะจบลงด้วยการไม่ได้อะไรเลย พรรคส้มจึงไม่ใช่ปัญหาเพราะ “มีคนเทาในพรรค หรือทำงานไม่เป็น”แต่เป็นปัญหาเพราะ “แก่นของพรรค” นำไปสู่ความแตกแยกโดยโครงสร้างประเทศไทยจะปฏิรูปได้จริงก็ต่อเมื่อการเมืองไทยเลิกเสพติดการเผาบ้านตัวเองเพื่อได้ยอดแชร์และกลับมาสร้างประเทศด้วยความจริงด้วยความรับผิดชอบและด้วยสติของคนที่รู้ว่าไฟที่ปลุกขึ้นมา…มันเผาได้ทั้งแผ่นดิน