น้ำเงิน-ส้ม-แดง วัดกันที่ภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

น้ำเงิน-ส้ม-แดง วัดกันที่ภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

น้ำเงิน-ส้ม-แดง วัดกันที่ภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

ภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้งชัดที่ภูมิใจไทย เลือนรางในเพื่อไทยและพรรคส้ม

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วงที่การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งเปลี่ยนลักษณะไปจากรอบก่อนหน้าอย่างชัดเจน ไม่ได้เกิดจากความซบเซาทางการเมือง แต่เกิดจากการประเมินผลลัพธ์หลังวันเลือกตั้งที่จริงจังขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและหัวเมืองใหญ่

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้ไม่ได้ผูกพันกับพรรคใดเป็นพิเศษ และไม่ได้ตัดสินใจจากอารมณ์หรือความรู้สึกร่วมเป็นหลัก พวกเขาใช้ข้อมูล เปรียบเทียบทางเลือก และชะลอการตัดสินใจจนใกล้วันเลือกตั้ง สิ่งที่คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญมากขึ้น คือภาพของรัฐบาลชุดถัดไปว่าจะเริ่มทำงานได้เร็วและเป็นระบบเพียงใด

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถูกขับเคลื่อนด้วยประเด็นเรื่องความพร้อมในการบริหารประเทศ ไม่ใช่ความพร้อมในเชิงถ้อยคำหรือท่าทีทางการเมือง แต่เป็นความพร้อมเชิงโครงสร้าง ใครมีทีม ใครจัดวางคนกับงานไว้แล้ว และใครสามารถรับภาระรัฐได้โดยไม่ต้องเสียเวลาปรับตัว

แม้จะมีหลายพรรคลงเลือกตั้ง แต่ในการประเมินของสังคมและผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก การแย่งชิงอันดับหนึ่งและบทบาทแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ถูกจับตามองอยู่ที่สามพรรค คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม

เมื่อพิจารณาเฉพาะสามพรรคที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ภาพความพร้อมที่ถูกส่งไปถึงสายตาคนที่ยังลังเล โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ กลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ทำให้โครงสร้างรัฐบาลหลังเลือกตั้งปรากฏเป็นรูปธรรมล่วงหน้า ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสื่อสารเชิงนโยบาย แต่ผูกบุคคลเข้ากับภารกิจของรัฐอย่างตรงตัว และต่อเนื่อง

“อนุทิน ชาญวีรกูล” ถูกวางเป็นแกนการบริหารและการประสานอำนาจรัฐ ภาพของอนุทินทำหน้าที่เป็นจุดค้ำที่ทำให้การจัดวางบุคลากรในส่วนอื่นมีน้ำหนักตามมา เพราะสังคมรับรู้ถึงประสบการณ์การคุมระบบและการตัดสินใจในระดับบริหาร

“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ถูกเชื่อมโยงกับภารกิจด้านเศรษฐกิจ การค้า และการหารายได้ประเทศ

ภาพของศุภจีตอบโจทย์คนเมืองที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจจริง การขับเคลื่อนรายได้ และความสามารถในการทำงานร่วมกับภาคเอกชน

“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ถูกวางในบทบาทด้านการเงินการคลัง วินัยงบประมาณ โครงสร้างภาษี และเสถียรภาพทางการคลัง ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ใช้เป็นตัวชี้วัดความจริงจังของรัฐบาล

“สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ถูกผูกกับงานด้านต่างประเทศ การเจรจา และภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งที่คนเมืองมองว่าเป็นตัวสะท้อนความเป็นมืออาชีพของรัฐบาล

การจัดวางบุคคลลักษณะนี้ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถมองเห็นโครงสร้างรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องอาศัยการคาดเดาหรือการอธิบายเพิ่มเติม ภาพของการแบ่งงาน ความต่อเนื่อง และทิศทางการบริหาร ถูกวางให้เห็นเป็นชุดเดียวกัน

ลักษณะเช่นนี้ไม่ได้ดึงเฉพาะฐานเสียงเดิมของพรรคภูมิใจไทย แต่เริ่มมีผลกับกลุ่มที่ยังชั่งน้ำหนัก และพร้อมตัดสินใจจากความพร้อมเชิงระบบมากกว่าอารมณ์ทางการเมือง

ในทางกลับกัน ภาพของพรรคส้มยังคงหยุดอยู่ที่การเปิดรายชื่อบุคคลที่จะเข้าไปคุมกระทรวง แต่ยังไม่ทำให้เห็นความพร้อมในการบริหารรัฐในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจ

สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเมืองใหญ่ ความตั้งใจและอุดมการณ์เป็นองค์ประกอบหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการเลือกพรรคที่จะบริหารประเทศทั้งระบบ การทำงานของรัฐต้องอาศัยประสบการณ์กับกลไกจริง การประสานหน่วยงานจำนวนมาก และการตัดสินใจภายใต้แรงกดดันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

พรรคส้มยังไม่ทำให้คนกลุ่มนี้เห็นว่าทีมที่นำเสนอสามารถเชื่อมโยงการทำงานของระบบราชการขนาดใหญ่ได้อย่างราบรื่น และสามารถเริ่มเดินงานได้โดยไม่สะดุดเมื่อเข้าบริหารประเทศ

เมื่อโครงสร้างยังต้องอธิบายเพิ่มเติม ความรู้สึกไม่มั่นใจจึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ตัดสินใจจากความชัดของระบบมากกว่าความเชื่อส่วนตัว

กรณีของพรรคเพื่อไทย ภาพที่ออกมาอาจดูแตกต่างจากพรรคอื่นในรายละเอียด แต่ผลที่สะท้อนออกมากลับไม่ต่างกัน พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เคยบริหารประเทศมาก่อน กลับไม่แสดงให้เห็นภาพทีมรัฐบาลทั้งชุดอย่างชัดเจนว่า หลังการเลือกตั้งแล้ว ใครจะทำงานอะไร และจะเดินงานร่วมกันอย่างไร

การสื่อสารของพรรคเพื่อไทยยังคงเน้นไปที่บุคคลอย่าง “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ภาพที่ถูกนำเสนอคือความเป็นนักวิชาการและความเชื่อมโยงกับตระกูลชินวัตร

แต่ภาพเหล่านี้ไม่ได้บอกให้เห็นประสบการณ์คุมงานด้านรัฐ ไม่เห็นบทบาทในการสั่งการระบบราชการ และไม่เห็นการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์จริง

เมื่อการนำเสนอหยุดอยู่ที่ชื่อบุคคล โดยไม่มีภาพทีมเศรษฐกิจ การคลัง และต่างประเทศออกมาให้เห็นพร้อมกัน ภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยจึงยังไม่ชัด คนที่ติดตามการเมือง โดยเฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ มองไม่ออกว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำงานกันอย่างไร และจะคุมประเทศได้จริงหรือไม่

สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้ การเลือกพรรคไม่ได้ตัดสินจากความคุ้นชื่อหรือภาพลักษณ์ทางการเมือง แต่ดูว่าใครจะคุมงานได้จริง การขายชื่อบุคคลเพียงคนเดียว โดยไม่แสดงทีมบริหารประเทศทั้งชุด ยังไม่เพียงพอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะคุมการบริหารประเทศได้จริง

เมื่อพฤติกรรมการตัดสินใจของกลุ่มคนกลางในเมืองใหญ่ให้น้ำหนักกับความพร้อมเชิงโครงสร้างมากขึ้น ภาพของแต่ละพรรคจึงเริ่มส่งผลต่อทิศทางการเลือกตั้ง พรรคที่จัดวางรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้ล่วงหน้า ย่อมได้เปรียบในการช่วงชิงความเชื่อมั่นจากกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ

พรรคภูมิใจไทยแสดงภาพการจัดวางรัฐที่ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม พรรคส้มยังอยู่ในระดับการเสนอแนวคิดและรายชื่อ ส่วนพรรคเพื่อไทยยังไม่แสดงโครงสร้างทีมให้ชัดในระดับที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ

ความแตกต่างนี้อาจไม่ทำให้ฐานเสียงดั้งเดิมเปลี่ยนทั้งหมด แต่มีน้ำหนักมากพอที่จะขยับการตัดสินใจของกลุ่มที่ยังเปิดรับข้อมูล และพร้อมเลือกจากความพร้อมที่มองเห็นได้มากที่สุด

ในบริบทที่คะแนนเสียงจากกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ยังมีความหมายต่อการจัดตั้งรัฐบาล ความชัดของโครงสร้างและความพร้อมในการบริหารประเทศ จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังถูกนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างจริงจัง

และในจังหวะเวลานี้ ภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่ปรากฏต่อสายตาคนกลุ่มดังกล่าว มีความชัดเจนในฝั่งพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ยังคงเลือนรางในพรรคเพื่อไทยและพรรคส้ม.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

Leave a comment