
‘อนุทิน’ยิ้มปลื้ม ชาวนครพนมใจร้อนรอกาภูมิใจไทย ถาม’เลือกวันนี้เลยได้มั้ย’
วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.07 น.
22 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ลาราชการวันที่ 21 มกราคม 2569 เพื่อลงพื้นที่หาเสียงในเขตภาคอีสานครั้งแรก โดยปักหมุดนครพนมเป็นจังหวัดแรก กำหนดการปราศรัยในอำเภอนาแก นาหว้า ศรีสงคราม บ้านแพง และอำเภอเมืองฯ เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.นครพนมของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 4 เขตหาเสียง ประกอบด้วย น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ เขต 1 นายณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ เขต 2 นายแพทย์อลงกต มณีกาศ เขต 3 และนายชูกัน กุลวงษา เขต 4

จุดแรกนายอนุทินเดินทางลงพื้นที่หาเสียงที่สวนสาธารณะดอนตาทองใกล้อ่างเก็บน้ำ ต.หนองสังข์ อ.นาแก ช่วยหาเสียงให้กับนายชูกัน กุลวงษา ผู้สมัคร สส.นครพนม เขต 4 เบอร์ 3 ถือเป็น สส.ที่ห่วงใยประชาชนอีกคนหนึ่ง ที่มักจะมาปรึกษาในหลายๆเรื่อง ล่าสุดการก่อสร้างอาคารผู้ป่วย 5 ชั้นโรงพยาบาลนาแก ในปีงบประมาณ 2570 จำนวน 189 ล้านบาท
นอกจากนี้นายอนุทินได้เดินทางไปยังอาคารโดมโรงเรียนนาหว้าพิทยาคม อ.นาหว้า หาเสียงช่วย น.ส.ศุภพานี โพธ์สุ ผู้สมัคร สส.เขต 1 เบอร์ 1 ก็ได้กล่าวถึงความผูกพันกับชาวจังหวัดนครพนม ว่า ปี พ.ศ.2518 ตอนอายุ 10 ขวบได้ออกทีวีครั้งแรก 15 วินาที เพราะทุบกระปุกนำเงิน 2 พันบาทไปบริจาคที่ช่อง 7 สี เพื่อสมทบทุนสร้างพระธาตุพนมองค์ใหม่

ตอนจะสอบเข้าสถาบันการศึกษา ก็กลัวสอบไม่ผ่าน พระท่านแนะนำให้ไปสร้างพระประธานที่จังหวัดนครพนม ก็เลือกวัดดงคราม อ.ธาตุพนม สร้างถวายร่วมกับเพื่อน เจ้าอาวาสตั้งชื่อว่าพระกตัญญูชัย
ปี 2563 ขณะดำรงตำแหน่งเป็น รมว.สาธารณสุข ได้ร่วมพิธีเปิดศูนย์ไตเทียม ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิฟ้าสั่ง เป็นการนำร่องฟอกไตฟรีเป็นแห่งแรกของประเทศ โดยนายศุภชัย โพธิ์สุ เห็นความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องเข้าจ่ายเงินค่าฟอกไต เดือนละหลายพันบาท จึงเปิดเป็นศูนย์ฟอกไตฟรีที่โรงพยาบาลอำเภอศรีสงคราม ก่อนจะขยายเป็นฟอกไตฟรีทั่วประเทศในปัจจุบัน

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ขอชื่นชมอาสาสมัครชาวนครพนมกว่า 4 พันราย ที่เข้าร่วมโครงการทดลองวัคซีนโควิด-19 สัญชาติไทย (วัคซีนขององค์การเภสัชกรรม) ในรูปแบบการฉีดเข็มกระตุ้นระยะที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยพัฒนาวัคซีนใช้เองได้สำเร็จ แสดงถึงความเสียสละเพื่อส่วนรวมของชาวจังหวัดนครพนม และยังได้พัฒนาเป็นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อีกด้วย
ส่วนการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายอนุทินกล่าวว่าเรื่องศักดิ์ศรีของประเทศไม่ต้องห่วง พูดแล้วเหมือนไปหาเรื่องกัน ตอนนี้สงบแล้ว ไม่กล้ามาวุ่นวาย ก็ปล่อยให้อยู่เช่นนี้ เพราะถ้าเขาเข้ามาก็รู้แล้วว่าเราไม่ยอม ไม่ได้มาจากใครคนใดคนหนึ่งมีต้นทุนทั้งหมด สิ่งที่เสียใจที่สุดคือชีวิตของทหารหาญ ไม่ใช่บอกว่าให้ลุยอย่างเดียว อะไรเลี่ยงได้ก็เลี่ยง เพราะพี่น้องหรือลูกของตนเองไม่ได้ไปรบ ไทยเป็นประเทศที่รักสงบแล้ว
.jpg)
อย่างไรก็ตาม ถ้าตนเป็นคนกำกับดูแลประเทศนี้ ยังร้องเพลงชาติไทยทุกวัน โดยเฉพาะท่อนที่บอกว่า “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” เรื่องนี้จะตัดสินใจแบบสะใจไม่ได้ เราอยู่ตรงนี้อย่ามายุ่งกับเรา แต่ถ้ามาเมื่อไหร่เจอกัน เอาเป็นว่า ถ้าไว้วางใจพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศนี้ต่อไป ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามแนวชายแดน และต้องเป็นสิ่งที่ดีขึ้นสำหรับคนไทย ศักดิ์ศรีของคนไทยจะไม่ถูกย่ำยี
ระหว่างนั้นีชาวบ้านตะโกนขึ้นมาว่า “เลือกวันนี้เลยได้หรือไม่” นายอนุทินตอบเลือกไม่ได้ เพราะเป็นบัตรเถื่อน ต้องเลือกวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แต่ขออย่าเปลี่ยนใจ ตั้งแต่วันนี้ (21 มกราคม) จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ให้เลือกผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย และอย่าลืมเลือกเบอร์ 37 ไม่เช่นนั้น ตนมานครพนมไม่ได้อายเขา

นายอนุทินได้ปราศรัยต่อว่า พอปิดด่านทำให้ราคาสินค้าเกษตรหลายตัวดีขึ้น เพราะสินค้าเถื่อนเข้ามาไม่ได้ คนที่เป็นเจ้าของโรงงานก็ชอบ เพราะราคาตกต่ำ แต่พรรคภูมิใจไทย เห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพืชผลทางการเกษตร ดังนั้นนโยบายนี้ยังอยู่ และหาช่องทางขายให้กับประชาชนให้มากที่สุด สมัยก่อนขายไม่ได้ เพราะทำตัวเป็นเบี้ยล่างเขาตลอด ไม่กล้าพูดและไม่อยากออกไปข้างนอก ไม่กล้าต่อรองและเจรจา ต้องการคำเดียวคือคำว่ากล้า พอออกไปเราทำให้ลูกหลานเห็นว่าประเทศนี้ไม่ได้อยากมาคุกคามเมื่อไหร่ก็มาได้ “กูไม่ใช่หลานมึงนะเว้ย” เรารักษาอธิปไตย ไม่มีอะไรต้องกลัว เราไปรุกรานเขาก่อนหรือไม่ ก็ไม่เคย ไปรุกรานดินแดนหรือไม่ก็ไม่เคย หรือยิงใส่ก่อนไม่ก็ไม่เคย เขาทำเราก่อนทั้งนั้น พอเราสู้บ้างกลับบอกว่าเรารุนแรง เราไม่ให้ใครเข้ามาย่ำยีเราแม้แต่นิดเดียว เรายอมไม่ได้ ต้องเลิกเกรงใจเขา พอต่างชาติไปบอกให้เขาหยุดแต่กับคนไทยไม่เกรงใจได้อย่างไร

โดยนายอนุทินยังย้ำว่าหากได้เข้าไปเป็นรัฐบาล โครงการแรกที่จะทำคือโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ซึ่งไม่ใช่การแจกเงิน เพราะประชาชนมีศักดิ์ศรี คราวที่แล้ว มีประชาชนบางคนเข้าโครงการไม่ได้ ตนเองจึงจะเติมในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คราวที่แล้วมีช่องโหว่นิดหนึ่ง แต่ครั้งหน้าจะทำให้พอใจมากที่สุด เงินเหล่านี้ไม่ได้ไปไหน ไม่เหมือนกับเงินแจก เงินแจกพอเข้าไปเงินในบัญชี มีเจ้าหนี้มายืนรอ เลยได้แต่ดูว่า เงินหมื่นก็มา แต่กี่คนจะได้แตะ เพราะไปๆ มาๆ มันเยอะเกิน แต่โครงการคนละครึ่งพี่น้องได้จ่าย รัฐก็ไม่ต้องเติม และเงินนี้เจ้าหนี้ก็ทวงเงินไม่ได้ เพราะอยู่ในระบบต้องซื้อของฯลฯ

