
ค้านพักโทษ‘ทักษิณ’ คปท.บุกยธ.ให้ทบทวน
วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ค้านพักโทษ‘ทักษิณ’
คปท.บุกยธ.ให้ทบทวน
จี้ตรวจพฤติกรรมชั้น14
ปรับลดชั้นก่อนพิจารณา
ม็อบคปท.บุกกระทรวงยุติธรรมค้านพักโทษเทวดาทักษิณ ชินวัตร จี้นำพฤติกรรมย้อนหลังกรณีเหาะไปชั้น 14 มาพิจารณาปรับลดชั้นก่อน ด้านทนายยันพักโทษเป็นสิทธิ์
ของผู้ต้องขังตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล และนายนัสเซอร์ ยีหมะ เดินทางเข้ายื่นหนังสือคัดค้านกรณีคุณสมบัติของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะได้รับการพิจารณาพักการลงโทษในเดือน พ.ค.69 หลังถูกคำสั่งศาลฎีกาฯบังคับโทษ1ปี ซึ่งจะครบกำหนดพ้นโทษวันที่ 9ก.ย.69 ต่อรมว.ยุติธรรม โดยมีนายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วม กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้แทนรับเรื่อง
นายพิชิต กล่าวว่าได้ ขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องของการพิจารณาพักการลงโทษทั่วไปกรณีนายทักษิณ เนื่องจากก่อนหน้านี้ รมว.ยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกรณีการพิจารณาพักการลงโทษนายทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากเข้าเงื่อนไขการพักการลงโทษ จากการรับโทษ 2 ใน 3 ตามระเบียบการพักการลงโทษของกรมราชทัณฑ์นั้น และจะได้พักโทษในเดือน พ.ค.69 ทาง คปท. เห็นว่าหากนับย้อนไปดูคำสั่งของศาลฎีกาฯ ที่ได้มีคำสั่งบังคับโทษนายทักษิณ 1 ปี ก็มองว่าอาจเข้าเงื่อนไขนั้น แต่เพียงแค่ว่ากรณีของนายทักษิณ จะพิจารณาเฉพาะโทษที่ได้รับ 1 ปี จากการถูกคำสั่งศาลให้กลับมารับโทษใหม่ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.68 เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ศาลเคยออกหมายขังนายทักษิณไปแล้วครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 ส.ค.66 แต่กลับมีขบวนการร่วมกันสนับสนุนช่วยเหลือให้นายทักษิณไม่ต้องรับโทษตามความจริง ไปอยู่ที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 จนศาลฎีกาฯ ได้มีคำสั่งให้นายทักษิณกลับเข้าไปอยู่ในเรือนจำฯ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.68 ฉะนั้น พฤติการณ์การกระทำผิดปรากฏชัดแจ้งแล้ว
และกรณีที่ผู้ต้องขังมีการกระทำผิดวินัยดังกล่าว ย่อมทำให้สถานะการเป็นผู้ต้องขังต้องถูกลดชั้นจากผู้ต้องขังชั้นกลางลงมาเป็นผู้ต้องขังชั้นต้องปรับปรุง หรือต้องปรับปรุงมาก แต่ในกรณีของนายทักษิณกลับพบว่าในการกลับเข้าไปเรือนจำฯครั้งนี้ ราชทัณฑ์กลับไม่มีการปรับลดชั้น ดังนั้น กรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้สัมภาษณ์ว่าการพักโทษที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ค.69 เป็นไปตามระเบียบกฎหมายนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องที่จะต้องมีการกลับไปพิจารณาทบทวนพฤติกรรมของนายทักษิณนับแต่เดือน ส.ค.66 เช่นตอนวันที่ 22 ส.ค.66 นายทักษิณอาจเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง แต่เมื่อมีคำสั่งศาลฎีกาฯ วันที่ 9 ก.ย.68 โทษครั้งนี้ นายทักษิณไม่ควรยังอยู่ในสถานะผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง เพราะมีการกระทำความผิด ไม่อย่างนั้นศาลฎีกาฯ คงไม่สั่งบังคับโทษ 1 ปี อีกทั้งนักโทษที่จะได้รับการพักโทษจะต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นดีเท่านั้น
นายพิชิต เผยอีกว่า เมื่อพิจารณาจากการออกหมายขังตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.66 และมีคำสั่งศาลให้กลับมารับโทษใหม่เมื่อวันที่ 9 ก.ย.68 นั้นย่อมเป็นที่ทราบว่ามีการกระทำผิดในระหว่างต้องขังในครั้งแรก เหตุดังกล่าวย่อมไม่เข้าหลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษตามปกติได้ จึงขอให้ รมว.ยุติธรรมได้พิจารณาและชี้แจง ดังนี้ 1.)ขอให้ท่านได้ชี้แจงการจัดชั้นผู้ต้องขังแรกรับครั้งที่ 2 ของนายทักษิณ ชินวัตร ว่าอยู่ในสถานะชั้นผู้ต้องขังสถานะไหน เลื่อนชั้นกี่ครั้ง 2.)ขอให้พิจารณาการกระทำ ความผิดในระหว่างถูกหมายขังเมื่อวันที่ 22 ส.ค.66 ประกอบการพิจารณาพักการลงโทษว่าเข้าหลักเกณฑ์การพักการลงโทษหรือไม่อย่างไร เนื่องจากคดีดังกล่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่ระหว่างดำเนินการไต่สวนความผิดเพิ่มเติม หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุกนายทักษิณ ชินวัตร
นายพิชิต เผยต่อว่า ไม่ต้องลุ้นว่า พ.ค.นี้ นายทักษิณจะได้เข้าเกณฑ์พักโทษหรือไม่ เพราะแค่นี้ก็ถือว่านายทักษิณไม่ควรได้รับสิทธิ์แล้ว ส่วนกรณีเงื่อนไขที่นายทักษิณ ปัจจุบันอายุเกินกว่า 70 ปีและมีอาการเกี่ยวกับเจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัวนั้น นายพิชิต ส่ายหัวก่อนระบุว่า คราวที่แล้วก็อ้างอาการเจ็บป่วยแบบนี้ มีอ้างแขนยกไม่ขึ้น เส้นเอ็นเปื่อยยุ่ย ถึงขนาดบอกว่าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หากย้อนไปในตอนนั้นนายทักษิณได้รับการพักโทษกรณีมีเหตุพิเศษจนได้มาคุมประพฤติที่บ้านจันทร์ส่องหล้า แต่ในข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เห็นหรือไม่ว่ามันตรงกันข้ามทั้งหมด ตนจึงมองว่าในครั้งนี้หากกระทรวงยุติธรรมไม่หลับตาข้างเดียว หรือแม้ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตอนนี้ก็เหมือนอธิบายแบบหลับตาหนึ่งข้าง อ้างเฉพาะว่านายทักษิณอาจเข้าเงื่อนไขเพราะได้จำคุกมา 2 ใน 3 ซึ่งก็จะตรงกับเดือนพฤษภาคมนี้ แต่เป็นการอ้างเพียงเงื่อนไขเดียว
เมื่อถามว่าการมาร้องครั้งนี้เป็นเหมือนกันค้านนักโทษนายทักษิณ ชินวัตร ใช่หรือไม่ นายพิชิต ระบุว่า ถ้ามีสิทธิ์ในการพักโทษ ตนก็มองว่า คปท. ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด หากเขาถูกต้องตามสิทธิ์ ตนก็มองว่าเป็นสิทธิ์ที่นักโทษทั่วไปควรได้รับ แต่เพียงแค่ว่าเรามีข้อสงสัยต่อนายทักษิณ ตามที่ได้เรียนไป ไม่ว่าจะเป็นการกระทำความผิดซ้ำหรือการปรับเลื่อนชั้นนักโทษ ซึ่งถ้าหากสองเงื่อนไขดังกล่าวที่เราได้ยื่นสอบถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แล้วรัฐมนตรีสามารถชี้แจงสังคมได้ ตนคิดว่าคงไม่มีใครคัดค้าน
นายพิชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ นายทักษิณยังมีคดีค้างอยู่ในชั้นของ ป.ป.ช. ซึ่งถือว่าเป็นพลเรือนที่สนับสนุนการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ในข้อหามาตรา 157 กรณีการไปนอนพักรักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ หรือไม่ โดยตนได้มีโอกาสไปสอบถามกับทาง ป.ป.ช. ทราบว่าจะมีการไต่สวนพยานเสร็จสิ้นภายใน 2-3 เดือน ดังนั้น นายทักษิณ อาจตกเป็นผู้ต้องหาในคดีของ ป.ป.ช. ซึ่งหากตกเป็นผู้ต้องหาก็อาจไม่เข้าเงื่อนไขได้พักโทษ หรือไม่
เมื่อถามว่ามองการปล่อยข่าวช่วงนี้ว่านายทักษิณ ชินวัตร จะได้รับการพักโทษในเดือน พ.ค.นี้ ในช่วงใกล้ช่วงเลือกตั้งใหญ่ 2569 เพื่อเป็นการหวังผลทางการเมืองหรือไม่ นายพิชิต ระบุว่า คนที่ปล่อยข่าวเรื่องนี้ก่อนใคร คือ ลูกเขยนายทักษิณเอง ที่ไปเยี่ยมนายทักษิณในเรือนจำกลางคลองเปรมแล้วออกมาพูด ทำให้เหมือนเป็นการเรียกคะแนนสงสารนายทักษิณ และเหมือนให้ความหวังสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่านายทักษิณ เดี๋ยวก็จะกลับมา เหมือนใช้นายทักษิณมาหาเสียงทางการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การพิจารณาพักโทษทั่วไปในกรณีของนายทักษิณ ซึ่งอยู่ระหว่างคุมขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรม ตามคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี ของศาลฎีกาฯ จะครบกำหนดได้ปล่อยตัวพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 โดยปัจจุบันนายทักษิณ ถูกคุมขังมาแล้ว 4 เดือน (นับแต่วันที่ 9 ก.ย.68) และจะคุมขังครบ 8 เดือนในวันที่ 9 พ.ค.69 ซึ่งเป็นระยะเวลาคุมขัง 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี ตามเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาในโครงการพักการลงโทษทั่วไป และจะได้ปล่อยตัวคุมประพฤติก่อนครบกำหนดโทษ อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ต้องขังจะได้พักโทษทั่วไปนั้น ต้องผ่านขั้นตอนพิจารณาเห็นชอบทั้งสิ้น 3 ลำดับ ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 คณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษประจำเรือนจำ ขั้นที่ 2 คณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษประจำกรมราชทัณฑ์ และขั้นที่ 3 คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ก่อนจะมีการปล่อยตัวคุมประพฤติตามสถานที่ผู้อุปการะแจ้งต่อกรมราชทัณฑ์ และกรมกรมประพฤติ ซึ่งปัจจุบันนี้นายทักษิณ ยังเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง และยังไม่ได้มีการปรับเลื่อนเป็นชั้นดีแต่อย่างใด
นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว พร้อมญาติๆ เข้าเยี่ยมนายทักษิณ และให้สัมภาษณ์ว่า นายทักษิณมีสุขภาพแข็งแรง กำลังใจดี และยังติดตามสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ พร้อมฝากความห่วงใยและอยากให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันให้มาก เพื่อร่วมกำหนดทิศทางประเทศ การพูดคุยครั้งนี้ นายทักษิณ ไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดหรือทิศทางทางการเมืองใดๆ โดยประเด็นที่สนทนากัน เป็นเรื่องคดีและหน้าที่ตามกฎหมายที่ทีมงานรับผิดชอบอยู่
ส่วนความคืบหน้ากรณีการพักโทษ นายวิญญัติระบุว่า ขณะนี้เป็นขั้นตอนของกระบวนการรวบรวมและคัดกรองรายชื่อผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย หลังจากนั้นจะมีการเสนอรายชื่อไปยังกรมราชทัณฑ์ เพื่อพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการตามระเบียบ ซึ่งเป็นไปตามกรอบกฎหมายและแนวทางที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้
นายวิญญัติ ย้ำว่า การพักโทษถือเป็นสิทธิและประโยชน์ของผู้ต้องขังทุกคนที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลหรือมีการเลือกปฏิบัติ และขึ้นอยู่กับระยะเวลาการถูกคุมขังเป็นสำคัญ หากไม่เข้าเงื่อนไข ก็ไม่สามารถได้รับการพิจารณา ทั้งหมดเป็นกระบวนการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ส่วนที่กลุ่ม คปท.ยื่นหนังสือต่อรมว.ยุติธรรม เพื่อคัดค้านคุณสมบัติการพักโทษของนายทักษิณนั้น นายวิญญัติกล่าวว่า ถือเป็นสิทธิของกลุ่มดังกล่าว แต่เห็นว่าเป็นการไปขวางการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งข้อสังเกตว่าหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไปหรือครอบครัวของผู้ยื่นคัดค้านเอง ก็คงไม่เป็นที่ยอมรับ
ยืนยันว่าไม่กังวลต่อการเคลื่อนไหวของ คปท. เนื่องจากการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และการพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องจะยึดหลักคุณสมบัติและข้อกฎหมายเป็นสำคัญ หากเข้าเกณฑ์ก็สามารถพิจารณาได้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับแรงกดดันจากภายนอก