พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีมติเอกฉันท์ “โต เลิม” นั่งเลขาธิการพรรคต่ออีก 5 ปี

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีมติเอกฉันท์ "โต เลิม" นั่งเลขาธิการพรรคต่ออีก 5 ปี

23 ม.ค. 2569 14:48 น.

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีมติเอกฉันท์ “โต เลิม” นั่งเลขาธิการพรรคต่ออีก 5 ปี

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามออกแถลงการณ์ยืนยันว่า คณะกรรมการกลางพรรคจำนวน 180 คน มีมติ “เป็นเอกฉันท์” เลือก “โต เลิม” (To Lam) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ต่อไปอีก 5 ปี ส่งผลให้เขายังคงเป็นผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศอย่างเป็นทางการ พร้อมเดินหน้าวาระปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หนุนภาคเอกชนและตั้งเป้าหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

พรรคคอมมิวนิสต์กล่าวในแถลงการณ์ว่า คณะกรรมการกลางพรรค “ลงมติเป็นเอกฉันท์เลือกสหายโต เลิม ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคต่อไป” ด้านนายเจิ่น ทันห์ มัน ประธานสภาแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้นำพรรคได้รับคะแนนเสียง 180 เสียงจากทั้งหมด 180 เสียง เพื่อดำรงตำแหน่งสูงสุดต่อไป

ทั้งนี้ มีสองกลุ่มหลักในพรรคที่กำลังแย่งชิงอำนาจเหนือการเมืองเวียดนาม คือ กลุ่มความมั่นคงที่สนับสนุนนายเลิม และกลุ่มทหารที่อนุรักษ์นิยมกว่า ขณะที่พรรคยังได้ประกาศรายชื่อคณะกรรมการโปลิตบูโรชุดใหม่ 19 คน ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจสูงสุดของพรรค ไม่มีสมาชิกคนใดใน 4 คนแรกของคณะกรรมการโปลิตบูโร ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วสอดคล้องกับ “เสาหลัก” ทั้งสี่ของระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ของเวียดนาม ที่อยู่ฝ่ายทหาร

การประชุมสมัชชาใหญ่ในครั้งนี้เสร็จสิ้นลงเร็วกว่ากำหนดการเดิมที่จะสิ้นสุดในวันอาทิตย์ (25 ม.ค.) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณของความเห็นพ้องที่เป็นปึกแผ่น หรืออาจเป็นการสยบขั้วอำนาจตรงข้ามระหว่างฝ่ายความมั่นคงของโต เลิม กับฝ่ายกองทัพที่คานอำนาจกันมาอย่างยาวนาน

นับตั้งแต่ก้าวขึ้นรับตำแหน่งเมื่อ 18 เดือนก่อนหลังการถึงแก่อสัญกรรมกรรมของ “เหงียน ฟู้ จ่อง” นายโต เลิม ได้เปลี่ยนทิศทางประเทศจากการเน้นปราบปรามทุจริตเพียงอย่างเดียว มาเป็นการปฏิรูปโครงสร้างขนานใหญ่ที่เวียดนามไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบ 4 ทศวรรษ โดยมีนโยบายสำคัญ เช่น ตัดลดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ โดยลดจำนวนจังหวัดจาก 63 เหลือเพียง 34 จังหวัด รวมถึงการเลิกจ้างข้าราชการมากกว่า 100,000 ตำแหน่งเพื่อความคล่องตัว

ภายใต้ “มติที่ 68” นายโต เลิม ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับระบอบสังคมนิยมเวียดนาม ด้วยการประกาศให้ “ภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจชาติ” ซึ่งถือเป็นการยกระดับบริษัทเอกชนขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับรัฐวิสาหกิจที่เคยเป็นรากฐานของชาติมาโดยตลอด

ยุทธศาสตร์หลักของโต เลิม คือการสนับสนุนบริษัทเอกชนที่เรียกว่า “นกกระเรียนจ่าฝูง” เพื่อก้าวขึ้นไปแข่งขันในระดับโลก ด้วยการสร้างบริษัทเอกชนชั้นนำ 20 แห่งที่มีขีดความสามารถระดับสากล โดยเดินตามรอยโมเดล “แชโบล” ของเกาหลีใต้ที่สร้างยักษ์ใหญ่อย่าง ซัมซุง และ ฮุนได

ส่วนเป้าหมายปี 2045 คือการนำพาเวียดนามสู่ประเทศรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความรู้ เพื่อสลัดภาพลักษณ์การเป็นเพียง “โรงงานรับจ้างผลิตราคาถูก” ให้กับต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม แผนการนี้ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เมื่อกลุ่มอนุรักษนิยมในพรรคได้ผลักดัน “มติที่ 79” ออกมาในช่วงต้นเดือน เพื่อยืนยันว่ารัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมี 671 แห่งและครองสัดส่วน 29% ของจีดีพี ก็ต้องเป็น “ห่านจ่าฝูง” เช่นกัน สะท้อนถึงการต่อสู้เชิงนโยบายระหว่างรัฐวิสาหกิจและเอกชนที่ยังคงดำเนินอยู่

นายโต เลิม เคยกล่าวเตือนไว้อย่างน่าสนใจว่า เวียดนามต้องรีบยกระดับห่วงโซ่มูลค่า เพราะปัจจุบันประเทศยังพึ่งพาเทคโนโลยีและการลงทุนจากต่างชาติมากเกินไป “ถ้าเสื้อหนึ่งตัวมีทั้งดีไซน์ ผ้า สีย้อม และกระดุมมาจากที่อื่นหมด เราจะได้อะไร? อาจจะได้แค่ค่าแรงราคาถูกกับมลพิษทางสิ่งแวดล้อมเท่านั้น”

การครองอำนาจต่ออีก 5 ปีของเขา จึงถูกมองว่าเป็นความหวังครั้งใหม่ของเวียดนามในการก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” ที่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย กำลังเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจหยุดนิ่งและสังคมผู้สูงอายุในขณะนี้.

ที่มา BBC

Leave a comment