‘เพื่อไทย’แถลงศูนย์ปราบโกง รับแจ้งทุจริตเลือกตั้ง 61 เรื่อง ส่งร้อง กกต.แล้ว 7 เรื่อง

‘เพื่อไทย’แถลงศูนย์ปราบโกง รับแจ้งทุจริตเลือกตั้ง 61 เรื่อง ส่งร้อง กกต.แล้ว 7 เรื่อง

‘เพื่อไทย’แถลงศูนย์ปราบโกง รับแจ้งทุจริตเลือกตั้ง 61 เรื่อง ส่งร้อง กกต.แล้ว 7 เรื่อง

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.52 น.

“เพื่อไทย”แถลงศูนย์ปราบโกง รับแจ้งทุจริตเลือกตั้ง 61 เรื่อง ส่งร้อง กกต.แล้ว 7 เรื่อง ซื้อเสียงปทุมธานี-สตูล-สุพรรณบุรี-บึงกาฬ-กทม. / พบ 26 จังหวัดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าเพิ่มจากปี 66 เกิน 100% สั่งจับตา 1 ก.พ. ด้าน”ประเสริฐ”ยื่นฟ้อง”ศุภชัย”หมิ่นประมาทกรณี MOU ศาลนัด 23 มี.ค. “ภูมิธรรม”ฝาก ขรก.เป็นกลาง

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รับแจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้ง , นายประเสริฐ จันทรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายภูมิธรรม เวชชยชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมแถลงข่าวการใช้อำนาจรัฐเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เปิดศูนย์รับแจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา ถึงปัจจุบัน ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ตั้งแต่วันที่ 5 – 22 มกราคม ศูนย์ได้รับแจ้งเรื่องการทุจริตเลือกตั้งรวมประมาณ 61 เรื่อง คัดแยกแล้วเป็นเรื่องที่มีมูลความผิด

สำหรับเรื่องที่มีมูล ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการแจกสิ่งของ การให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด รวมถึงการใส่ร้ายด้วยความเท็จ ซึ่งล้วนเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ศูนย์ได้รวบรวมข้อเท็จจริงและยกร่างคำร้อง เพื่อแจ้งพนักงานสอบสวนและแจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในแต่ละจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้ได้มีการแจ้งเรื่องร้องเรียนแล้วประมาณ 7 เรื่อง ในจังหวัดต่างๆ เช่น ปทุมธานี สตูล สุพรรณบุรี บึงกาฬ และกรุงเทพมหานคร 3 เรื่อง เป็นกรณีการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์เพื่อจูงใจในการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการทุจริตเลือกตั้ง

ศูนย์รับแจ้งเบาะแสดำเนินการอย่างเข้มข้น และจากสัญญาณที่ปรากฏในขณะนี้เห็นได้ชัดว่ามีการให้เงินทอง หรือทรัพย์สิน เพื่อหวังผลต่อการเลือกตั้ง ขอฝากไปถึง กกต.ให้พิจารณาดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ ศูนย์ปราบโกงได้วิเคราะห์ข้อมูลการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า พบว่า มี 26 จังหวัด ที่มีจำนวนผู้ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 บางจังหวัดเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% เช่น จ.พะเยา ปี 2566 มีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 5,717 คน ในการเลือกตั้งปี 2569 เพิ่มเป็น 13,030 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 127.99 และ จ.ขอนแก่น ปี 2566 มีผู้ลงทะเบียน 6,540 คน แต่ปีนี้เพิ่มเป็น 14,279 คน การเพิ่มขึ้นในลักษณะนี้อาจเป็นสัญญาณของการซื้อเสียงล่วงหน้าหรือการซื้อเสียงข้ามเขต ใน 26 จังหวัด เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ นครปฐม นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ปทุมธานี รวมถึงกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ศูนย์ปราบโกงได้แจ้งผู้สมัครของพรรค ให้จัดตั้งผู้สังเกตการณ์ประจำหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เพื่อสังเกตกระบวนการลงคะแนน การถ่ายภาพ และการขนส่งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมทั้งแจ้ง กกต.ให้ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับจังหวัดที่มีการลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ

ด้าน นายประเสริฐ กล่าวว่า ช่วงนี้เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามจากฝ่ายผู้มีอำนาจในการทำให้ประเด็นต่างๆ กลายเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะกรณี MOU ซึ่งตนขอชี้แจง 3 ประเด็น

ประเด็นแรก ขณะนี้ได้ยื่นฟ้องนายศุภชัย ใจสมุทร ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ในข้อหาหมิ่นประมาทและความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง จากกรณีการแถลงข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงและใส่ร้ายด้วยความเท็จเกี่ยวกับการลงนามใน MOU เมื่อวันที่ 6 และ 8 มกราคม 2569 รวมถึงการนำข้อมูลอันเป็นเท็จไปเผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กของพรรคภูมิใจไทย ทำให้ตนเองและพรรคเพื่อไทยได้รับความเสียหาย ซึ่งศาลได้นัดพิจารณาคดีในวันที่ 23 มีนาคม 2569 และอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม หากมีผู้ใดกระทำในลักษณะเดียวกัน จะดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

ประเด็นที่สอง ได้รับหนังสือจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรียกให้ไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MOU ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองในการตรวจสอบ โดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นส่วนใหญ่เป็นบุคคลจากฝ่ายการเมือง อีกทั้งการกำหนดเวลาให้ชี้แจงภายใน 1 วัน ถือเป็นเรื่องผิดปกติ จึงตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายและระเบียบราชการหรือไม่

ประเด็นที่สาม เชื่อว่าการตั้งคณะกรรมการดังกล่าวอาจเกิดจากอคติส่วนตัว จากกรณีที่ตนเคยตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการเสนอเงินจำนวน 40 ล้านบาท ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบความคืบหน้า จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ

ส่วน นายภูมิธรรม กล่าวถึงข้าราชการ ว่า ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา มักมีการใช้กลไกราชการไปเอื้อประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งในช่วงนี้พบว่ามีมากเป็นพิเศษ โดยมีรายงานทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการว่ามีการใช้อำนาจเรียกข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปหารือหรือสั่งการในที่ว่าการอำเภอ รวมถึงการนำเสื้อของพรรคการเมืองไปแจก โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายเลือกตั้ง ตนเชื่อในเกียรติและศักดิ์ศรีของข้าราชการ และขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันปกป้องความเป็นกลาง ความยุติธรรม และประชาธิปไตย ไม่ให้ผลการเลือกตั้งถูกบิดเบือนโดยอำนาจหรืออิทธิพลทางการเมือง พร้อมเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลย่อมเกิดขึ้นได้ และการกระทำที่ไม่สุจริตจะถูกตรวจสอบตามกฎหมายในที่สุด

เมื่อถามกรณีข่าวการซื้อเสียงในราคา 7,500 บาท นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับแจ้งตัวเลขดังกล่าว มีเพียงการร้องเรียนเรื่องการซื้อเสียงในหลายพื้นที่ โดยจำนวนเงินแตกต่างกันไป ตั้งแต่ 500 1,000 หรือ 2,000 บาท ส่วนตัวเลข 7,500 บาท ถือว่าสูงมาก หากเป็นจริงจะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล เนื่องจากหนึ่งเขตเลือกตั้งมีผู้มีสิทธิประมาณ 100,000 คน

ส่วนพื้นที่ที่พบการร้องเรียนมาก ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่แข่งขันสูง เป็นเป้าหมายของการแพ้ชนะ รวมถึงบางจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันตกด้วย โดยเท่าที่ทราบไม่ใช่ เป็นการจ่ายรายหัวในอัตรา 7,500 บาท มากกว่านั้น เป็นการให้กับแกนนำ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในระดับหลักหมื่นถึงหลายหมื่นบาท

Leave a comment