
ขายฝัน‘รวยทุกวัน9ล้าน9คน’ ‘มารค-กรณ’ฉะพท. ชี้นโยบายส่อเอื้อพวกพ้อง ภท.ตามยำเข้าข่ายมัวเมา
วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ขายฝัน‘รวยทุกวัน9ล้าน9คน’ ‘มารค-กรณ’ฉะพท. ชี้นโยบายส่อเอื้อพวกพ้อง ภท.ตามยำเข้าข่ายมัวเมา ‘ยศชนัน’อ้างศึกษาดีแล้ว
“อภิสิทธิ์-กรณ์” ผนึกกำลังถล่ม นโยบาย “รวยทุกวัน9 ล้าน 9 คน” ของพรรคเพื่อไทย ชี้ขายฝัน ไม่ยั่งยืน ส่อเอื้อพวกพ้อง ขณะที่ “ยศชนัน” เผยศึกษามาดีแล้วไม่ผิดกฎหมายและทำได้จริง กระแสตอบรับดียกทัพเยือนอีสานหลายจังหวัดประกาศปั้นเศรษฐีใหม่
เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นางสาวอรอนงค์ การญจนชูศักดิ์ อดีต สส. กทม. เขต2 และผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พร้อมผู้สมัคร สส.กทม. เขต 2 เบอร์ 11 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร ลงพื้นที่หาเสียงโค้งสุดท้าย ในย่านสาทรและตลาดกิตติ ใจกลางกรุงเทพฯ ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่น
นายอภิสิทธิ์เปิดเผยถึงภาพรวมการตอบรับของพรรคช่วงโค้งสุดท้ายว่าจากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลุยพื้นที่ภาคตะวันออก 4 จังหวัดเมื่อวานนี้พบว่าได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากเกินคาด ซึ่งเดิมทีหลายฝ่ายอาจมองว่าฐานเสียงของพรรคจำกัดอยู่เพียงภาคใต้ แต่ปัจจุบันพบว่าทั้งในกรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออก หรือแม้แต่ภาคเหนืออย่างสุโขทัยพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ยืนยันว่าจะหันกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง
“หากเทียบเชิงปฏิกิริยาของผู้คนในกทม.ครั้งนี้ ถือว่าดีกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมามาก แม้การประเมินจำนวน สส.ผ่านโพลที่เป็นวิทยาศาสตร์จะยังมีความเป็นไปได้หลายทาง เพราะคะแนนบัญชีรายชื่อและเขตอาจไม่สัมพันธ์กัน แต่บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นกำลังใจสำคัญให้พวกเราอย่างมาก”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
สับพท.ชู‘รวยทุกวัน9ล้าน9คน’
ผู้สื่อข่าวถามถึงนโยบาย“รวยทุกวัน 9 ล้าน 9 คน”ของพรรคเพื่อไทย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าในแง่การปฏิบัติอาจทำได้จริง แต่ในมุมของนโยบายสาธารณะและประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ยังเป็นเครื่องหมายคำถาม โดยตั้งข้อสังเกตว่า เงินงบประมาณกว่า 3,000ล้านบาทต่อปี หากนำไปแจกเพื่อให้คนมีโอกาสรวยทางลัดวันละ 9คน อาจไม่คุ้มค่าเท่ากับการนำไปพัฒนาศักยภาพของคน
“ถ้าจะทำ ก็คงทำได้ แต่ว่าผมก็พยายามคิดอยู่ว่าเหตุผลในเชิงนโยบายสาธารณะเชิงประโยชน์ทางเศรษฐกิจเนี่ยมันคืออะไร ถ้าสมมุติเราตีคร่าวๆว่าวันละ 9ล้านบาท ปีนึงสัก 3,000กว่าล้าน ผมก็คิดว่าเอาเงิน3,000 มาให้คนล้านคน เขาปรับปรุงทักษะเขามันจะไม่ดีกว่าหรือเราคิดว่าเอ่อ การอาจจะทำให้คนมีความรู้สึกว่ามีโอกาสรวยขึ้นมาเฉลี่ยได้ วันละ 9 คน แต่จริงๆแล้วในแง่ของเศรษฐกิจภาพรวม ความยั่งยืน ความเป็นธรรม คิดว่าเงินจำนวนนี้ไปใช้อย่างอื่น น่าจะดีกว่า” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
อุบ‘หมัดเด็ด’ช่วงโค้งสุดท้าย
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่า ในช่วงท้ายของการหาเสียงนั้น พรรคมีทั้งเชิงนโยบายและแนวทางทางการเมืองที่เตรียมจะสื่อสารเพิ่มเติม แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดในขณะนี้
เมื่อถามต่อว่า ส่วนกรณีพรรคคู่แข่งเริ่มโจมตีกันเองหรือมีท่าทีถ้อยทีถ้อยอาศัยกับบางขั้วการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่วิจารณ์เพราะเป็นสิทธิ์และทางเลือกของแต่ละพรรค ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นในการนำเสนอแนวทางที่สุจริตและสร้างสรรค์เพื่อเป็นทางเลือกหลักให้ประชาชน
‘กรณ์’ยำสุ่มแจกเงินวันละ9ล้าน’
ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์ถึงนโยบาย สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน ล่าสุด ของพรรคเพื่อไทยที่เปิดตัว ณ เวทีสยามพารากอนโดยระบุว่าเป็นนโยบายที่สร้างความผิดหวังและทำลายระบบการคลังของประเทศ นายกรณ์ระบุว่าที่ผ่านมาพยายามหลีกเลี่ยงการวิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาโดยตลอด แต่กรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก
“หลายวันที่ผ่านมาผมเจอคุณจุลพันธุ์อยู่หลายเวที น้องเขาบอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือ การเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์
“รอบนี้ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาตลอด ตั้งใจปล่อยให้ประชาชนพิจารณากันเอง…แต่นโยบายสุ่มแจกวันละ9ล้านบาท นี่น่าผิดหวังจริงๆ นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว วิธิการ‘สุ่มเลือก’จากกลุ่มต่างๆก็ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะไม่แปลกใจว่าผู้ได้รับเงินจะเป็นหัวคะแนนหรือพรรคพวกของเพื่อไทย”
เงินดิจิทัลแพ้มาแล้วรอบนี้ขายฝัน
พร้อมระบุอีกว่า“ก่อนหน้านี้ ผมเห็นเพื่อไทยพยายามเปลี่ยน lookใหม่ด้วยมาดวิชาการของ ดร.ยศชนัน ผมก็นึกว่าเพื่อไทยอาจจะเปลี่ยนจริง แต่แล้วก็ยังเหมือนเดิม เอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม เที่ยวที่แล้วด้วยเงินดิจิตอล ก็แพ้เลือกตั้งมาแล้ว รอบนี้ขายฝันไปเถอะครับ”
ทั้งนี้การวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่พรรคเพื่อไทยได้เปิดตัวแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งถูกมองจากหลายฝ่ายว่าเป็นการใช้กลไกการ”สุ่ม”มอบเงินช่วยเหลือ ซึ่งนายกรณ์ชี้ให้เห็นว่าอาจไม่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง และส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบงบประมาณของประเทศ
‘ยศชนัน’นำทัพพท.บุกร้อยเอ็ด
เมื่อเวลา10.30น.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมแกนนำพรรค นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย และนายพานทองแท้ ชินวัตร ลงพื้นที่ช่วย ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.ร้อยเอ็ด น.ส.ชญาภา สินธุไพร เขต 8 เบอร์ 6 ที่รร.จตุรพักตรพิมาน รัชดาพิเษก จ.ร้อยเอ็ด มีประชาชนมารอต้อนรับ มอบพวงมาลัย ผูกผ้าขาวม้าให้กำลังใจและรอฟังปราศรัยล้นหลามเต็มพื้นที่
แจงนโยบาย‘เศรษฐีเงินล้าน’
นายยศชนันปราศรัยชูวิทยาศาสตร์แก้น้ำ-ดินพร้อมแจงละเอียดสิทธิ์”เศรษฐีวันละ 9 ล้าน” โดยระบุว่าถึงเวลาแล้ว ที่ความยุติธรรมต้องกลับคืนสู่แผ่นดินร้อยเอ็ด และคนทำดีต้องได้ดี ตนมีความตั้งใจที่จะเข้ามารายงานตัวกับพี่น้องทั้ง 8เขตเพื่อขอโอกาสเข้าไปดูแลลูกหลานชาวร้อยเอ็ดในสภา หลังจากที่รูปของตนติดอยู่บนเสาไฟฟ้าทำความรู้จักกับทุกคนมานานกว่า 2เดือน
โดยเน้นย้ำว่าพรรคเพื่อไทยจะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขปัญหาพื้นฐานอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วมน้ำแล้ง รวมถึงการแก้ปัญหาดินเหนียวและดินเค็มซึ่งเป็นเรื่องที่ตนมีความถนัด เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำมาหากินได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ รัฐบาลจะดึงข้อมูลการค้านอกระบบกลับเข้าสู่ฐานข้อมูลทั้งหมด เพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณลงไปถึงท้องถิ่นในการพัฒนาถนน น้ำ และไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำและทั่วถึง
ลั่นเดินหน้าปั่นเศรษฐีคลุม5กลุ่ม
ในส่วนของนโยบายใหม่ที่สร้างเสียงฮือฮา โครงการ”สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ9คน” นายยศชนันขยายความว่า ไม่ใช่เพียงการลุ้นโชคทั่วไป แต่คือ การรวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยในทุกวันจะมีผู้โชคดีได้รับเงินรางวัลคนละ1ล้านบาท รวมมูลค่า 9 ล้านบาทต่อวัน ครอบคลุมประชาชน 5 กลุ่มสำคัญได้แก่ กลุ่มสายช้อปปิ้งที่ใช้จ่ายผ่านใบเสร็จซึ่งมีสิทธิ์รับรางวัลถึง 5 คนต่อวัน รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พี่น้องเกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้ กลุ่มผู้ทำงานจิตอาสาช่วยเหลือสังคม และผู้ที่ยื่นแบบภาษีอย่างถูกต้อง โดยรัฐบาลจะใช้ข้อมูลจากใบเสร็จเหล่านี้มาวิเคราะห์ราคาสินค้าและความเป็นอยู่ของประชาชน เพื่อวางแผนค่าใช้จ่ายและฉีดงบประมาณลงไปช่วยเหลือให้ถูกจุดที่สุด พร้อมประกาศปักหมุดวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ขอให้ชาวร้อยเอ็ดเลือกพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9 ทั้งจังหวัด
‘เต้น’ควง‘โอ้ค’ตัวแทนขึ้นเวที
ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อขึ้นเวทีร่วมกับนายพานทองแท้ ชินวัตร เพื่อเป็นตัวแทนของอดีตนายกฯ ดร.ทักษิณ ชินวัตร มาคารวะหัวใจชาวร้อยเอ็ดที่ยืนหยัดเคียงข้างต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาอย่างยาวนาน โดยนายณัฐวุฒิกล่าวฝากฝัง นางสาวชญาภา สินธุไพร ในฐานะเลือดเนื้อเชื้อไขนักต่อสู้ของคนอีสานที่ไม่เคยทิ้งพื้นที่ พร้อมย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือการชี้ชะตาประเทศไทย จึงขอให้ประชาชนเข้าคูหากาเพื่อไทยทั้งสองใบเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง พร้อมส่งต่อความคิดถึงจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ไปยังกลุ่มผู้สนับสนุนที่ชูภาพถ่ายอดีตนายกฯ กันอย่างเนืองแน่นบริเวณหน้าเวทีปราศรัย
ชูนโยบายนำความหวังสู่มือประชาชน
นายณัฐวุฒิยังได้ช่วยทำความเข้าใจนโยบาย “เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” ว่า นี่คือนวัตกรรมการสร้างฐานข้อมูลประชาชนที่ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายงบประมาณอย่างสูญเปล่า แต่เป็นการใช้รางวัลเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนช่วยกันส่งข้อมูลการใช้จ่ายเข้าระบบ นอกจากนโยบายใหม่นี้แล้ว
พรรคเพื่อไทย ยังมีความพร้อมที่จะผลักดันนโยบายที่เคยประกาศไว้ทันทีเมื่อเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟฟ้าให้เหลือเพียง 3.70 บาทต่อหน่วย นโยบายยิ่งกว่าพลัส 70:30 โครงการหวยเกษียณที่เปลี่ยนเงินซื้อหวยเป็นเงินออม รวมถึงมาตรการล้างหนี้เพื่อปลดล็อกพันธนาการทางการเงินให้ประชาชน โดยยืนยันว่าทุกนโยบายของเพื่อไทยคือการนำความหวังกลับมาสู่มือประชาชนอีกครั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
‘ดร.เชน’แจงยิบมุ่งดึงคนสู่ระบบภาษี
ที่ รร.จตุรพักตรพิมาน รัชดาพิเษก จ.ร้อยเอ็ด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์กรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “เศรษฐีเงินล้าน”ของพรรคเพื่อไทยที่เปิดเมื่อวานนี้ว่าประเด็นเป้าหมายของนโยบายนี้ คือการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายต่างๆเพื่อให้เห็นกลไกราคาได้อย่างชัดเจน เมื่อทุกคนรับใบเสร็จและนำเข้าสู่ระบบแล้ว ข้อมูลต่างๆตั้งแต่เรื่องของเกษตรกร ผู้สูงอายุ ไปจนถึงการดึงคนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบ จะถูกรวบรวมไว้ทั้งหมด
ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องการผลักดัน “รัฐบาลดิจิทัล” เพราะเมื่อเรารู้ข้อมูลของแต่ละคนแล้ว จะทำให้สามารถคาดการณ์เรื่อง GDP รายรับ รายจ่ายต่างๆได้ และสามารถออกแบบนโยบายการช่วยเหลือจากภาครัฐได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้ดีขึ้น โดยหากนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบก็จะสามารถดูแลในส่วนของเงินที่ให้คนไทย9ล้าน ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการพิจารณาไว้แล้ว และจะส่งข้อมูลให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เมื่อถามว่าถ้าเป็นมุมกลับไม่สามารถจัดเก็บภาษีเข้าระบบได้จะนำเงินส่วนไหนมาดำเนินโครงการ นายยศชนันกล่าวว่า เรื่องนี้มีความมั่นใจและได้มีการประเมินทำการศึกษามาระยะหนึ่งแล้ว ก่อนที่จะปล่อยนโยบายนี้ออกมา
ไม่ขายฝันหวังดึงคะแนนเลือกตั้ง
เมื่อถามต่อว่า นโยบายนี้จะเป็นเพียงนโยบายขายฝันเหมือนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่ไม่สำเร็จหรือไม่ อาจจะเป็นการดึงคะแนนเสียงมากกว่า นายยศชนันกล่าวว่า ต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่านี่คือการทำรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบ โดยหากวันนี้เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายต่าง ๆ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ สิ่งที่พยายามทำคือการนำข้อมูลของทุกคน ทั้งรายรับและรายจ่าย มาใช้เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้อง ตรงจุด และมีงบประมาณหมุนเวียนจากนอกระบบเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะทำให้สามารถดูแลตรงนี้ได้ ส่วนการแจกจะมีกี่รอบนั้น จะทำไปเรื่อยๆ ทุกปี ดูตามระบบฐานภาษี
น้อมรับปม‘มาร์ค-กรณ์’วิจารณ์
เมื่อถูกถามถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากอดีตรมว.คลัง นายกรณ์ รวมถึง นายอภิสิทธิ์ ที่มองว่าเป็นการใช้เงินภาษีโดยไม่เกิดประโยชน์และไม่ตรงเป้าด้านเศรษฐกิจ นายยศชนันกล่าวว่า นี่เป็นเรื่องของการรวมศูนย์ข้อมูลเพื่อทำรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบ ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศดำเนินการ โดยให้ทุกคนเข้าสู่ระบบภาษี หากวันนี้เรารู้ค่าใช้จ่ายของประชาชน และรู้ว่าการค้าในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร ก็จะสามารถช่วยเหลือประเทศได้มาก จึงอยากให้มองว่านี่คือการรวบรวมข้อมูลเพื่อพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งสามารถดำเนินการได้จริง
เมื่อถามว่ามีการมองว่านโยบายกล่องสุ่ม ไม่ได้ไปปรับเรื่องโครงสร้างความยากจนแต่ไปเปลี่ยนชีวิตของคนบางคนมากกว่านายยศชนัน กล่าวว่าเรามีนโยบายออกมาทุกรูปแบบ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ตนพยายามสื่อสารเรื่องเศรษฐกิจ wellness เพื่อให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูง เรื่องการบริหารจัดการน้ำ เรื่องที่เรานำเสนอเกี่ยวกับรัฐบาลดิจิทัล เรายังเปิดเรื่องของคนไทยไร้จน การดูแลผู้ป่วยติดเตียง การจะทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้ จำเป็นต้องช่วยเหลือคนกลุ่มนี้
ดูแนวทางแล้วไม่ติดข้อกฎหมาย
เมื่อถามว่าได้ดูเรื่องข้อกฎหมายแล้วหรือไม่ว่าจะไม่ติดล็อกเหมือนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต นายยศชนัน กล่าวว่า ไม่ติด ได้ดูวิธีแนวทางเรียบร้อยแล้ว
เมื่อถามว่าไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะออกนโยบายอะไรมาก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตลอดนายยศชนัน กล่าวว่า เป็นสิทธิของทุกท่าน เราน้อมรับและได้ศึกษามาเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้พยายามพูดคุยกับพี่น้องประชาชน วันนี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเงินอย่างเดียว แต่ต้องหารายได้เข้ามาในประเทศด้วย นี่คืออีกหนึ่งกลไก หนึ่งหมุดหมาย และหากเราดูเรื่องข้อมูลสาธารณสุข 30 บาทเอไอ เรารู้ข้อมูลต่างๆ จะทำให้รู้ว่าประเทศควรเดินไปทางไหน ซึ่งจะทำให้การส่งมอบนโยบายตรงจุดมากขึ้น ตรงนี้เรามองว่าเป็นการทำทั้งระบบ และสามารถทำได้
ยันศึกษามาอย่างรอบคอบแล้ว
เมื่อถามว่าจะดูขัดกับภาพลักษณ์ที่เป็นนักวิชาการหรือไม่เพราะดูเหมือนจะให้คนพึ่งดวงนายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรวมข้อมูลของรัฐบาลดิจิทัล เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน คนไทยมี 60ล้านคน เราสามารถดูแลคนได้ทั้งหมดไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำ ซึ่งตรงนี้เป็นกฎหมายหลัก ส่วนการที่เราออกนโยบายนี้ออกมา ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่มาเติมเต็มให้กลไกนี้ เพื่อดึงดูดให้คนเข้าสู่ระบบภาษี
เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน นายยศชนัน กล่าวว่ามั่นใจ เราพร้อมสื่อสาร ซึ่งเราสื่อสารเสมอว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล การใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาหนุน และในหลายประเทศก็มีธุรกิจที่เข้าสู่ระบบภาษีมากกว่าเรา จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เราพยายามผลักดัน ขอให้มองเรื่องเกี่ยวกับฐานข้อมูลเป็นหลัก การเข้ามาของเอไอจะไม่มีประโยชน์ หากวันนี้เราไม่รู้จักคนไทย เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่คนไทยกรอกข้อมูลเองและข้อมูลจะเชื่อมกัน เราศึกษามาอย่างรอบคอบแล้ว
เมื่อถามว่าทำไมจึงไม่ไปแก้ไขเรื่องภาษีที่ต้นเหตุ นายยศชนัน กล่าวว่า เราแก้ทั้งระบบ เราสื่อสารตลอดว่าเป็นการยกเครื่องประเทศไทย ทุกสิ่งทุกอย่างในครั้งนี้เราไม่สามารถทำเรื่องเดียวได้ ต้องแก้ทั้งระบบ อยากให้ทุกคนมองไปที่นโยบายตั้งแต่วันแรกที่เราเปิดมา นี่เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่เราเปิด
‘จุลพันธ์’ลุยหาเสียงตลาดมหาสิน
เมื่อเวลา06.30น.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตลาดมหาสิน ร่วมกับ นายกวีวงศ์ อยู่วิจิตร ผู้สมัครสส.กทม.เขต 23 เบอร์11เพื่อรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนและสื่อสารนโยบายของพรรคเพื่อไทย บรรยากาศช่วงเช้ามีผู้ประกอบการทยอยออกมาตั้งร้าน และมีประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคัก ประชาชนและผู้ประกอบการให้การต้อนรับขอถ่ายรูป กอด และมอบดอกไม้ให้กำลังใจ
นอกจากนี้ พบว่านโยบายใหม่‘สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน’ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี มีผู้เข้ามาพูดคุยและสอบถามรายละเอียดของนโยบายดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
ระหว่างการเดินพบปะพูดคุยกับประชาชน นายจุลพันธ์ยังได้สื่อสารถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาปากท้องของพรรคเพื่อไทยอาทินโยบายคนละครึ่งยิ่งกว่าพลัส แพ็กเกจแก้ไขปัญหาหนี้สินและนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย
จากนั้น คณะได้ขึ้นรถแห่เดินทางต่อไปยังตลาดสายหยุด หน้าวัดวชิรธรรมสาทิต เพื่อพบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นอีกครั้งโดยคณะได้แวะรับประทานอาหารเช้าที่ร้าน‘โจ๊กกวัดทุ่ง’ก่อนเข้าพบปะพูดคุยกับผู้นำชุมชนสุภาพงษ์และเข้ากราบนมัสการเจ้าอาวาส พระราชวชิรธรรมาภรณ์ (บุญศักดิ์ สิริปุญโญ)
คณะพรรคเพื่อไทย ที่ร่วมลงพื้นที่ประกอบด้วยผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ได้แก่ พลนชชา จักรเพ็ชร, ประเมศฐ์ พิชญ์พันธ์เดชา, สุรเกียรติ เทียนทอง และพัทธนัย จิวรวิวัฒน์ ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตพระโขนง พรรคเพื่อไทย
‘ไหม’ชำแหละเพื่อไทย
ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึง โครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทยว่าถ้าดูจากตัวนโยบายที่พรรคเพื่อไทย ได้แถลงออกมาแล้ว จะสามารถแบ่งออกมาได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่แจกให้กับคนที่มีใบเสร็จรับเงินก็จะคล้าย ๆกับ“โครงการหวยใบเสร็จ”ของพรรคประชาชนแต่กลไกในการสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจขนาดย่อมหรือsmeเข้ามาอยู่ในระบบภาษี ไม่ได้จบแค่ การออกใบเสร็จ เพราะกว่าจะออกใบเสร็จไปถึงขั้นตอนของการออกใบกำกับภาษีต้องใช้ระยะเวลาและต้องมีระบบที่ทำให้ธุรกิจขนาดย่อมเหล่านั้นเติบโตได้ ซึ่งพรรคประชาชนได้พิจารณาเป็นขั้นตอน มาแล้วทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่จะต้องจ่ายลดลงมีกลไกที่จะให้ขอสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยดอกเบี้ยต่ำหรือเป็นเงินกู้ฉุกเฉิน
แค่2พันคน อาจไม่สร้างแรงจูงใจ
“ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ยังไม่เห็นว่ามีอะไรต่อเนื่องจากโครงการแม้จะเป็นการคล้ายแต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ส่วนที่แจกให้กับเกษตรกรหรือผู้สูงอายุไม่แน่ใจว่าจะให้ลงทะเบียนอะไรเพราะว่าที่ผ่านมาโครงการต่างๆของประเทศไทยก็มีการเปิดให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้ลงทะเบียนเพื่อรับเงินจากทางรัฐบาลไปแล้วที่เหลือก็เหมือนว่าเป็นการหาที่จะแจกเงินเท่านั้น”น.ส.ศิริกัญญา
พร้อมระบุอีกว่า หากมองในแง่งบประมาณ ใช้ไม่มาก ทั้งโครงการใช้เพียงแค่ปีละ 3,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น แต่ต้อง ไปที่ประสิทธิภาพของโครงการมากกว่า เพราะคนที่ได้รับประโยชน์มีเพียงแค่ 2,000 คนต่อปีเท่านั้น และหาก โอกาสที่จะถูกรางวัลมีน้อยก็อาจจะ ไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้คนเข้าไปอยู่ในระบบ
‘พีระพันธุ์’ลุยหาเสียงมีนบุรี
วันเดียวกัน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แคนดิเตคนายกฯลงพื้นที่มีนบุรี รณรงค์หาเสียงพร้อมผู้สมัครสส.กทม.เขต16-19โดยได้ขึ้นรถแห่ไปที่หมู่บ้านสัมมากรลงพบปะประชาชนที่หมู่บ้านสัมมากรและขึ้นรถแห่และลงพบปะประชาชนที่ตลาดมีนบุรี เข้าพื้นที่ เขต 17ซึ่งเป็นตลาดที่มีผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก โดยมีประชาชนให้ความสนใจมาขอถ่ายรูปและให้ดอกไม้กับนายพีระพันธุ์เป็นจำนวนมาก
ลั่นพร้อมแก้ปัญหาให้ประชาชน
โดยนายพีระพันธุ์กล่าวว่าตนอยู่ในการเมืองมา 30 ปีเป็นสส.หลายสมัย ทุกครั้งที่ตนได้ทำงานตนจะพยายามแก้ไขปัญหาที่คนอื่นแก้ไม่ได้ เพราะตนถือที่ว่างานง่ายๆอย่าทำเลยอยู่บ้านดีกว่าวันนี้ตนก็อยากทำพรรคที่เป็นพรรคทำงาน ไม่ใช่พรรคที่มาเล่นการเมือง เพราะตลอดการทำงานการเมืองของตนตนได้เห็นว่าการใช้อำนาจหน้าที่ทางการเมืองแก้ปัญหาให้ประชาชนสามารถทำได้เยอะแต่ส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเขามาเล่นการเมืองกัน สิ่งนี้จึงทำให้ตนเหนื่อยหน่ายใจ ตนจึงลาออกจากพรรคเดิมที่สังกัดมา แต่สิ่งที่ทำให้ตนต้องกลับมาการเมืองเพราะตนอยากทำเรื่องโฮปเวลล์
ทั้งนี้ ตอนที่ตนเป็น รมว.พลังงานได้ออกกฏหมายให้ประชาชนติดโซล่าไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ผ่านคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ เขาจึงไม่ให้แต่ให้กลับไปซื้อนายทุน แบบนี้แหละประเทศไทยเรา ตนบอกแล้วว่าเขาไม่ทำงานเขามาเล่นการเมืองแต่พรรครวมไทยสร้างชาติเราเห็นและมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน ไม่ใช่เป็นพรรคที่มาสร้างสถานะหรือสร้างประโยชน์ให้กับตน วันนี้ถ้าเลือกพรรคเราเท่ากับได้ประหยัดพลัง จากนั้นได้ลงพื้นที่ไปยังตลาดหทัยมิตรเพื่อหาเสียงในเขตมีนบุรีต่อไป
ภท.ยำซ้ำเข้าข่ายมัวเมา
นายธนกร วังบุญคงชนะ และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นรถแห่และเดินหาเสียงตลาดนัดเย็น ตลาดวังยาว และตลาดบ้านหนองแวง เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม เขต 1 ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยภายในตลาดอย่างมาก
นายธนกร ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบาย รวยทุกวันเงินล้าน 9 คน คนละ 1 ล้านบาท ของพรรคเพื่อไทยว่า ถ้าคิดจะพูดเพื่อขายฝันอย่างเดียวแบบนั้นมันง่าย แต่พรรคเพื่อไทยต้องตอบคำถามให้ได้ด้วยว่า จะเอาเงินจากที่ไหนมาแจก อย่าบอกว่าจะเอาเงินงบประมาณรัฐมาแจก ถ้าคิดแบบนั้นก็จะดูหน้าหนาไปหน่อย นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยต้องตอบคำถามสังคมด้วยว่า นโยบายนี้จะเข้าข่ายพนันออนไลน์ หรือเข้าข่ายมัวเมาประชาชนหรือไม่ หรือว่าพรรคนี้จากรุ่นสู่รุ่น ดีเอ็นเอเดียวกันหมด คิดวนไปไหนได้ไม่ไกลแล้วจริงๆ เดี๋ยวก็หวยบนดิน เดี๋ยวก็หวยเกษียณ ทั้งๆ ที่วันนี้โลกไปถึงไหนกันแล้ว แต่พรรคเพื่อไทยยังจมปลักอยู่กับการหลอกประชาชนด้วยการเอาหวยมาล่อ หลอกให้ฝันว่าสักวันจะได้ถูกหวยกับเขาบ้าง พรรคเพื่อไทยควรสงสารประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ แต่ต้องมาเจียดเงินเพื่อซื้อฝันที่ท่านสร้างหลอกเขาไว้บ้าง
ส่วนกรณีที่พระปกเกล้าโพลระบุว่า ประชาชน 26.2% ยังไม่เห็นคนที่ใช่ และให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจเป็นอันดับแรกนั้น นายธนกร กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวชี้ชัดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเปิดกว้าง พรรคที่ดีอกดีใจนักหนาว่าตอนนี้ได้คะแนนสูงสุดนั้น มันก็ยังไม่แน่ว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย อาจจะถูกพลิกเกมก็ได้ ดังนั้น การตัดสินใจของกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เลือกเหล่านี้ จะเป็นตัวแปรชี้ขาดผลการเลือกตั้งครั้งนี้แน่นอน อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนั้น วันนี้หลายๆ เรื่องเราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ ดังนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ตัดสินใจเทคะแนนให้นายอนุทินอย่างล้นหลาม เพื่อเข้าไปขับเคลื่อนประเทศต่อไป
“สุดารัตน์”ลุยคลองจั่น
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยนายอุดมเดช รัตนเสถียร ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมคณะ เข้าหารือกับผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยชูนโยบายแก้ปัญหาปากท้องผ่าน กองทุนตั้งตัว ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนกู้เงินไปตั้งตัวได้ตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท เพื่อใช้เป็นทุนประกอบอาชีพโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หวังขจัดปัญหาหนี้นอกระบบและสร้างโอกาสทำมาหากินให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่าสหกรณ์คือกลไกหลักที่จะเป็นพระเอกกู้เศรษฐกิจฐานราก แต่ที่ผ่านมามักถูกระบบราชการขัดขวางจนไม่สามารถช่วยเหลือสมาชิกได้อย่างเต็มที่
คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่าแม้งบประมาณแผ่นดินจะพุ่งสูงถึง 4 ล้านล้านบาท แต่กลับไม่สามารถยกระดับชีวิตคนตัวเล็กได้จริง เพราะรัฐยังยึดติดการรวมศูนย์และวิธีคิดแบบเดิมที่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐบริหารจนขาดทุน พรรคไทยสร้างไทยจึงมุ่งเปลี่ยนวิธีคิดใหม่โดยเน้นให้ประชาชนและสหกรณ์เข้มแข็งด้วยตนเองผ่านการนำเทคโนโลยีมาใช้ พร้อมลดทอนกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัยเพื่อให้ภาคประชาชนเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องรอกลไกรัฐที่ล่าช้า ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้จะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ท้องถิ่นและเข้าถึงมือประชาชนที่ต้องการโอกาสอย่างแท้จริง
สำหรับแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างพรรคเสนอให้เร่งปรับปรุงกฎกระทรวงที่เป็นอำนาจโดยตรงของรัฐมนตรี เพื่อทลายอุปสรรคการเติบโตของสหกรณ์ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนสภา เช่น การขยายเพดานการลงทุนให้มากกว่าร้อยละสิบเพื่อให้สหกรณ์มีรายได้มาดูแลสมาชิกเพิ่มขึ้น และการผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางการออมของเยาวชนในพื้นที่ เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับชุมชนมากกว่าหน่วยงานอื่น การปลดล็อกกฎระเบียบเหล่านี้ร่วมกับการสนับสนุนจากกองทุนตั้งตัว จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนตัวเล็กสามารถลืมตาอ้าปากและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน