จุลพันธ์ ตั้งโต๊ะแจงยิบ นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน ชี้ลงทุน 3,000 กว่าล้าน ได้เงินคืนกลับแสนล้าน

จุลพันธ์ ตั้งโต๊ะแจงยิบ นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน ชี้ลงทุน 3,000 กว่าล้าน ได้เงินคืนกลับแสนล้าน

จุลพันธ์ ตั้งโต๊ะแจงยิบ นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน ชี้ลงทุน 3,000 กว่าล้าน ได้เงินคืนกลับแสนล้าน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.38 น.

“เพื่อไทย” แถลงนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน” ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แจกเงินให้เปล่า แต่เป็นการจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบภาษี หาเงินให้รัฐแสนล้าน สร้างระบบสวัสดิการ-ฐานข้อมูล เปลี่ยนไทยเป็นประเทศรายได้สูง 

วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย  นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ นพ.พรหมมิน เลิศสุริเดช ร่วมแถลงข่าวนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” ว่า เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทย เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในการทำวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ผ่านทางนวัตกรรมและเทคโนโลยี สามารถเป็นไปได้จริง

โครงการนี้เป็นการจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบ สร้างฐานข้อมูล เพื่อกลับมาสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นในการสร้างแรงจูงใจในเชิงบวก มากกว่าการใช้การบังคับหรือการลงโทษ เพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบ นโยบายนี้จึงไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่า แต่เป็นการใช้ “ความหวัง” เป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนมีความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน และสมัครใจเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของรัฐ เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล หรือ Data Infrastructure ที่แข็งแรง เพื่อให้นำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง และจัดการสวัสดิการให้แม่นยำ

สำหรับนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” เปิดโอกาสให้คนไทยมีสิทธิ์ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ทุกวัน วันละ 9 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท เป็นนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อหาเงินให้รัฐ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน และสร้างฐานข้อมูล Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีและระบบฐานข้อมูลของรัฐ

โดยวิธีการสุ่มรายชื่อจาก 2 กลุ่มหลักดังนี้ กลุ่มแรก สุ่มจากเลขใบเสร็จ จำนวน 5 รางวัล สำหรับประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าและบริการ เพียงแค่ขอใบเสร็จรับเงินจากร้านค้า โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำ ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้  กลุ่มที่สอง สุ่มจากข้อมูลเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล แบ่งเป็น 4 กลุ่ม เพื่อดึงเข้าสู่ฐานข้อมูลของรัฐให้ครบถ้วน ได้แก่ 1.กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน 2.กลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ เช่น อสม. อสส. กู้ภัย ทหารผ่านศึก อปพร. และ ชรบ. เป็นต้น 3.กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 4.กลุ่มประชาชนผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ทุกคน

นายจุลพันธ์ ได้อธิบายนโยบายนี้มีหลายประเด็นสำคัญ ดังนี้ ข้อที่ 1 การจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบภาษี ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่มาก มูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจากธนาคารโลก) ทำให้ไทยมีขนาดเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก และอันดับ 2 ของอาเซียน การที่รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากเศรษฐกิจส่วนนี้ได้ ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้และข้อมูลการค้าขายที่แม่นยำ 

”โมเดลนี้มีตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น บราซิล และไต้หวัน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ภาษีได้เฉลี่ยถึง 20% หากมองในเชิงความคุ้มค่า ปัจจุบันฐานภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยอยู่ที่ประมาณ 900,000 ล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มการจัดเก็บได้เพียง 20% รัฐจะมีรายได้เพิ่มไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนเงินรางวัลอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง“

ข้อที่ 2 การสร้างฐานข้อมูล Big Data เพื่อนำไปต่อยอดนโยบายอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กลุ่มเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบกว่า 11 ล้านคน ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นรากฐานของเกษตรแม่นยำ หรือ Precision Agriculture ทำให้รัฐสามารถบริหารจัดการผลผลิต ไม่ให้ล้นตลาด และทำให้นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ดำเนินได้จริง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ข้อมูลยังเชื่อมโยงกับนโยบาย Cloud Kitchen การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ รวมถึงนโยบายปุ๋ยสั่งตัดและคูปองปุ๋ย เพื่อลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นของเกษตรกร

กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อสส. ชรบ. อปพร. และทหารผ่านศึก นอกจากเป็นการตอบแทนความเสียสละแล้ว รัฐยังได้ฐานข้อมูลทักษะ ความเชี่ยวชาญ พื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานเชิงรุกด้านสาธารณสุขและการบรรเทาสาธารณภัย ลดภาระแพทย์และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข

กลุ่มผู้สูงอายุ ปัจจุบันยังมีผู้สูงอายุอยู่ในตลาดแรงงานกว่า 5.1 ล้านคน โดยเป็นแรงงานนอกระบบถึง 4.4 ล้านคน ข้อมูลด้านสุขภาพ หนี้สิน และทักษะ จะช่วยให้รัฐพัฒนาศักยภาพและจับคู่งานที่เหมาะสม ดึงผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อสร้าง Active Aging Society

กลุ่มผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ จะช่วยให้รัฐเห็นโครงสร้างรายได้ของแต่ละอาชีพอย่างชัดเจน สนับสนุนนโยบาย “คนไทยไร้จน” ให้สามารถเติมเงิน 3,000 บาทต่อเดือนแก่ผู้มีรายได้น้อยได้อย่างแม่นยำ ไม่รั่วไหล และไม่ตกหล่น ข้อมูลจากใบเสร็จของประชาชนทั่วไปจะสะท้อนการจับจ่ายแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบ e-Receipt ทำให้รัฐเห็นราคาสินค้า การหมุนเวียนเศรษฐกิจ และสามารถจัดการค่าครองชีพได้ทันที หากพบราคาสินค้าสูงผิดปกติ รวมถึงใช้วางแผนงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุน SME อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อที่ 3 การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน การสร้างรัฐบาลดิจิทัลจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่และโปร่งใส การขอใบเสร็จจะทำให้รัฐสามารถตรวจสอบรายได้จริงของบริษัท หากพบความผิดปกติ ก็สามารถชี้เป้าการตรวจสอบได้ตรงจุด ลดการตรวจแบบสุ่มที่สิ้นเปลืองทรัพยากร

นายจุลพันธ์ สรุปว่า นโยบายนี้ 1.ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการหาเงินให้รัฐ 2.เป็นโมเดลที่พิสูจน์แล้วในต่างประเทศ 3.เงินรางวัลคือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล 4.คนไทยทุกคนมีสิทธิ์เข้าร่วมและลุ้นได้หลายช่องทาง 5.ระบบต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และ 6.ลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อสร้างรายได้กลับคืนหลักแสนล้านบาท

“อย่าให้ความกลัวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศไทย เราตกขบวนมาแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้คือการลงทุนด้าน Data Infrastructure ที่ใช้เงินไม่มาก แต่สร้างอนาคตประเทศได้อย่างยั่งยืน ฝากเรียนผ่านพี่น้องสื่อมวลชนไปยังพี่น้องประชาชนด้วยครับ” นายจุลพันธ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับนโยบายหวยท้ายใบเสร็จของพรรคประชาชนหรือไม่ หลายคนมองว่าเป็นการลอกนโยบาย นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน เรากำลังลงทุนเพื่อสร้างระบบข้อมูลที่ดีที่สุด วิธีคิดของพรรคเพื่อไทยคือการเข้าใจภาพรวมทั้งหมดและเชื่อมโยงกัน ข้อมูลเหล่านี้มีความหมาย ที่สำคัญคือทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งหมด พร้อมยกตัวอย่างเรื่องสวัสดิการ การก่อสร้างหรือเรื่องอื่น ๆ ต้องใช้เงิน ทุกคนมักพูดถึงแต่เรื่องการใช้เงิน แต่พรรคเราพูดถึงวิธีการหาเงินด้วย และเป็นวิธีที่มีหลักวิทยาศาสตร์ชัดเจน โดยยกไต้หวันที่ประสบความสำเร็จมากว่า 70 ปี นำสิ่งที่ประเทศอื่นทำสำเร็จแล้วมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย และให้ผลที่ดีกว่า ใหญ่กว่า ไม่ได้เป็นเพียงแค่การหาเงิน แต่เป็นการเชื่อมโยงระบบข้อมูลทั้งหมด

นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า นโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตัวเลขที่เราพูดถึงคือการนำเศรษฐกิจนอกระบบ ที่อยู่ข้างล่าง ขึ้นมาอยู่ข้างบน เพื่อให้รัฐสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้เพิ่มขึ้น ในส่วนของการบริโภค นโยบายนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ประชาชนยังใช้จ่ายตามปกติ ส่วนกระบวนการกระตุ้นการบริโภคจะเป็นนโยบายอื่นที่ต้องนำมาเติมในภายหลัง

Leave a comment