โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง “บ้านใหญ่” เกาะพื้นที่แน่น

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง "บ้านใหญ่" เกาะพื้นที่แน่น

26 ม.ค. 2569 18:26 น.

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง “บ้านใหญ่” เกาะพื้นที่แน่น

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 กลยุทธ์ชิงคะแนน 5 พรรคการเมือง “นักวิชาการ” มอง “บ้านใหญ่” เกาะพื้นที่ไม่ปล่อย หวังโกยคะแนน สส.เขต ด้านพรรคประชาชน ปลุกกระแส “พิธา” ชิงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์

โค้งสุดท้ายเลือกตั้งทั่วไปกำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุด ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่แต่ละพรรคการเมืองต่างเร่งวางหมากทางยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในนาทีสุดท้าย ก่อนที่ประชาชนจะตัดสินใจผ่านคูหาเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนทิศทางการเมืองในระยะสั้น แต่ยังอาจกำหนดสมดุลอำนาจทางการเมืองในอนาคตอันใกล้ด้วย

ตลอดช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมการเมืองไทยมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับทัพภายในพรรค การดึงบุคคลสำคัญกลับมามีบทบาท รวมถึงการเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน บางพรรคเน้นสร้างกระแสในระดับประเทศ ขณะที่บางพรรคเลือกทำงานเงียบในระดับพื้นที่ เพื่อรักษาฐานเสียงเดิมและขยายแนวร่วมใหม่อย่างเป็นระบบ

เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย การแข่งขันจึงไม่ได้วัดกันเพียงที่กระแสนิยมหรือภาพลักษณ์ผู้นำเท่านั้น หากแต่เป็นการวัดพลังของโครงสร้างพรรค เครือข่ายในพื้นที่ และความแม่นยำของยุทธศาสตร์ที่ถูกวางไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดกำลังจะถูกพิสูจน์ผ่านผลการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ จึงได้สอบถามไปยัง ศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 โดย ศ.ดร.ยุทธพร ได้ประเมินแนวโน้มและยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองสำคัญ 5 พรรค ที่กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้ายของศึกเลือกตั้ง2569 ไว้ดังนี้

พรรคประชาชน

การนำ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กลับมาช่วยหาเสียงให้กับพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งผลให้บรรยากาศของฐานเสียงพรรคกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคสีส้มที่มีความกระตือรือร้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากจำนวนผู้เข้าร่วมการปราศรัยที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ในช่วงสองสัปดาห์สุดท้าย ยุทธศาสตร์หลักของพรรคประชาชนคือการให้นายพิธาลงพื้นที่สำคัญที่ยังมีความเสี่ยงในการได้คะแนน เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ เชียงใหม่ ภูเก็ต และชลบุรี

สิ่งนี้ทำให้ ศ.ดร.ยุทธพร เชื่อว่าในช่วงเวลาที่เหลือ นายพิธาจะไม่อยู่เฉยอย่างแน่นอน และต้องลงพื้นที่เหล่านี้เพื่อกระตุ้นฐานคะแนนของพรรคให้กลับมาอีกครั้ง แต่หากจะหวังผลถึงระดับแลนด์สไลด์ คงยังเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันไม่มีแรงส่งทางการเมืองเหมือนกับการเลือกตั้งปี 66ที่ผ่านมา

การเลือกตั้งปี 66 คะแนนนิยมของนายพิธามีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของพรรคก้าวไกล แต่ก็ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียว ยังมีแรงหนุนอื่นๆ เข้ามาประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังอำนาจ คสช.คลายตัวอย่างแท้จริง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงการยุบพรรคอนาคตใหม่ที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 63 และ 64 ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งในปี 66

ส่วนการใช้กลยุทธ์การหาเสียงแบบแบ่งขั้วทางการเมือง เช่น วลี “มีลุงไม่มีเรา” แม้จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความเกลียดชังทางการเมือง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็กลับกลายเป็นจุดแข็งของพรรคประชาชนในปัจจุบัน เช่น การนำวลี “ทหารมีไว้ทำไม” กลับมาใช้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำแนวทางเดิม และสะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีบริบทที่แตกต่างจากปี 66 อย่างชัดเจน

สำหรับจำนวนเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่าพรรคประชาชนยังมีโอกาสได้จำนวนใกล้เคียงกับการเลือกตั้งปี 66 เนื่องจากคะแนนนิยมของพรรคจำนวนมากมาจากกระแสในโซเชียลมีเดีย ซึ่งเอื้อต่อการเก็บคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อโดยตรง

พรรคภูมิใจไทย

จุดได้เปรียบสำคัญของพรรคภูมิใจไทยคือการมีฐาน “บ้านใหญ่สายตระกูลการเมือง” อยู่ในพรรคเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันมีบ้านใหญ่อยู่ประมาณ 86 ตระกูล เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียงราว 40 กว่าตระกูล ส่งผลให้พรรคมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตค่อนข้างสูง แม้จำนวน สส. ที่ได้รับอาจไม่เข้ามาครบทั้งหมด และอาจมีการตกหล่นราว 20–30% แต่โดยภาพรวม สส. ส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มบ้านใหญ่ที่อยู่กับพรรคมาอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ พรรคภูมิใจไทยยังต้องแข่งขันโดยตรงกับพรรคประชาชน เช่น จังหวัดชลบุรี ซึ่งพรรคเลือกใช้ยุทธศาสตร์การล็อกเป้าหมายและการควบคุมฐานหัวคะแนนอย่างเข้มข้น

แม้กระแสของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงตัวนายอนุทิน ในภาพรวมช่วงหลังจะดูเงียบลง แต่ไม่ได้หมายความว่าฐานเสียงในพื้นที่จะอ่อนแรงลงแต่อย่างใด เนื่องจากการทำงานระดับพื้นที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง พรรคจึงไม่ได้เน้นการลงพื้นที่เชิงกระแสหรือการจัดเวทีดีเบตมากนัก เพราะไม่ใช่ยุทธศาสตร์หลัก หากแต่เลือกใช้แนวทางการประคับประคองและรักษาฐานเสียงเดิม เพื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งปี 69 อย่างมั่นคง

ในส่วนของจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ การเลือกตั้งปี 66 พรรคภูมิใจไทยได้เพียง 3 ที่นั่ง แต่ในการเลือกตั้งปี 69 ครั้งนี้ ด้วยจำนวน สส.บ้านใหญ่ที่เพิ่มขึ้นและฐานคะแนนที่ติดมากับตระกูลการเมืองเหล่านี้ คาดว่าอาจได้ สส.บัญชีรายชื่อประมาณ 15 ที่นั่ง แต่ไม่น่าจะมากไปกว่านี้ เนื่องจากคะแนนนิยมในระดับประเทศยังเป็นรองพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย

ก่อนหน้านี้มักมีการมองว่าพรรคเพื่อไทยเป็น “พรรคต่ำร้อย” หรือเป็นพรรคที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยจนเสี่ยงจะสูญพันธุ์ทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.ยุทธพรเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยืนยันมาโดยตลอดว่าพรรคเพื่อไทยยังมีศักยภาพที่จะได้ที่นั่ง สส. ถึงระดับ 100 ที่นั่ง วาทกรรมที่ว่า “เพื่อไทยเลือดไหล” หรือ “เพื่อไทยเลือดไหลไม่หยุด” นั้น ไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง จากการรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี พบว่าการสูญเสีย สส. ของพรรคเพื่อไทยมีเพียงราว 9% เท่านั้น อีกทั้งยังมี สส. จากพรรคการเมืองอื่นย้ายเข้ามาเสริม ทำให้ภาพรวมของพรรคไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

อีกปัจจัยสำคัญคือการมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างนายยศชนัน ซึ่งช่วยดึงคะแนนนิยมและรักษาฐานเสียงเดิมของพรรคไว้ได้ โดยแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คน ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน นายสุริยะเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้สนับสนุน นายยศชนันเป็นตัวแทนของตระกูลชินวัตร และนายจุลพันธ์เป็นตัวแทนของ สส. และคนในพรรคในฐานะหัวหน้าพรรค ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยมีความครบถ้วนในทุกมิติ

ในเชิงโครงสร้าง พรรคเพื่อไทยยังคงมีฐานแฟนคลับครอบคลุมทั้งคนรุ่นเก่า รุ่นกลาง และรุ่นใหม่ ทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เคยเป็นจุดอ่อนเริ่มลงตัวมากขึ้น ฐานผู้สนับสนุนเดิมยังคงมีความศรัทธาอยู่ สิ่งที่อาจลดลงบ้างคือ สส. เขต ซึ่งส่วนหนึ่งย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้ยังไม่ทำให้พรรคเพื่อไทยหลุดจากระดับเกิน 100 ที่นั่ง และยังมีโอกาสขึ้นมาเป็นอันดับสอง

ภาพรวม ศ.ดร.ยุทธพร เชื่อว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ทั้งสามพรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย จะมีจำนวนที่นั่งใกล้เคียงกัน โดยช่องว่างไม่น่าจะเกิน 20–30 ที่นั่ง และผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างสูสี

สำหรับจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ การเลือกตั้งปี 66 พรรคเพื่อไทยได้ถึง 29 ที่นั่ง แต่ในการเลือกตั้งปี 69ครั้งนี้ คาดว่าจำนวนจะลดลงเหลือไม่เกิน 20 ที่นั่ง

พรรคกล้าธรรม

พรรคกล้าธรรมถือเป็นพรรคที่มาอย่างเงียบๆ แทบไม่ปรากฏในเวทีดีเบต ไม่เด่นในโซเชียลมีเดีย และไม่อยู่ในโพลล์ต่างๆ เนื่องจากพรรคไม่ได้ใช้ยุทธศาสตร์ด้านกระแส หากถามว่าพรรคกล้าธรรมหายไปไหน ศ.ดร.ยุทธพร มองว่าเขา “หายไปอยู่ในสภา” มากกว่า เพราะพรรคเลือกใช้ยุทธวิธีการล็อกเป้าหัวคะแนนในพื้นที่เป็นหลัก

ทั้งนี้ ศ.ดร.ยุทธพร ประเมินว่าอย่างน้อยพรรคกล้าธรรมจะได้ที่นั่งประมาณ 40–50 ที่นั่ง อีกทั้งยังมี สส. ที่ไหลออกจากพรรคประชาธิปัตย์ราว 20 คน รวมถึงคะแนนจากพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ดึงมาจากพรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อย ทำให้พรรคกล้าธรรมในฐานะพรรคขนาดกลาง กลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตา

พรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งครั้งนี้สามารถเรียกคะแนนเสียงจากภาคใต้กลับมาได้ดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งช่วยปลุกฐานแฟนคลับเดิมให้กลับมามีความคึกคักและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผู้สมัครในภาคใต้ พบว่าหลายเขตเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่อาจทำให้จำนวนที่นั่งไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

มีความเป็นไปได้ว่าพรรคจะได้ที่นั่งในภาคใต้ประมาณ 10 ที่นั่ง และอาจได้เพิ่มเติมจากบัญชีรายชื่อบางส่วน ขณะที่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งพรรคตั้งเป้าจะทวงคืนความเป็นเจ้าพื้นที่ คาดว่าอาจทำได้เพียง 1–2ที่นั่งเท่านั้น ส่วน สส.บัญชีรายชื่อ ศ.ดร.ยุทธพร ประเมินว่าอาจได้ประมาณ 10 ที่นั่ง จากกระแสความนิยมของนายอภิสิทธิ์

บทสรุปการเลือกตั้ง 69

การเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้ายสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นและหลากหลายเชิงยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรคการเมือง ทั้งการเร่งสร้างกระแสในระดับประเทศ การรักษาฐานเสียงเดิมในพื้นที่ และการอาศัยโครงสร้างเครือข่ายทางการเมืองที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ภาพรวมการแข่งขันมีแนวโน้มออกมาอย่างสูสี โดยผลลัพธ์สุดท้ายอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระแสเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความแข็งแรงของโครงสร้างพรรค ความต่อเนื่องในการทำงานในพื้นที่ และความแม่นยำของยุทธศาสตร์ที่แต่ละพรรควางไว้ ซึ่งทั้งหมดจะถูกสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่จะถึงนี้

Leave a comment