ศุภจี กางแผนรุกดาวอส ชู ไทย เป็น พันธมิตรทุกฝ่าย ฝ่าสภาวะโลกแบ่งขั้ว

ศุภจี กางแผนรุกดาวอส ชู ไทย เป็น พันธมิตรทุกฝ่าย ฝ่าสภาวะโลกแบ่งขั้ว

ศุภจี กางแผนรุกดาวอส ชู ไทย เป็น พันธมิตรทุกฝ่าย ฝ่าสภาวะโลกแบ่งขั้ว

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลสำเร็จการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19 – 23 ม.ค.ที่ผ่านมาว่าปัจจุบันบริบทของการค้าโลกได้เปลี่ยนผ่านจากยุคพหุอำนาจ (Multipolar World) เข้าสู่สภาวะ การแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว (Extreme Polarization) ซึ่งไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอีกต่อไป แต่เป็นสถานการณ์ที่ประเทศต่าง ๆ ถูกบีบให้ต้องเลือกข้างในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน

โดยในปัจจุบันเรื่องของการค้าได้ถูกผนวกรวมเข้ากับเรื่องความมั่นคงอย่างแยกไม่ออก หลายประเทศเริ่มใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่ตนมีเป็นเครื่องมือต่อรองและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก สำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง เราเลือกที่จะหาทางรอดโดยการ แสวงหาตลาดใหม่ รูปแบบการค้าใหม่ และความร่วมมือใหม่ ๆ เพื่อลดความเปราะบางจากระบบโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ในบริบทการค้าโลกใหม่ กระทรวงพาณิชย์ได้วางกรอบการดำเนินงานเชิงรุกไว้ในประเด็นหลักได้แก่ 

ศุภจี

1. การวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย (Positioning as an Ally to All) โดยไทยต้องเป็นมิตรกับทุกขั้วอำนาจ ซึ่งจากการหารือในเวทีระดับโลก เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ประธานสหภาพยุโรป (EU) ได้แสดงทัศนะว่าอาเซียนคือโอกาสสำคัญ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแรงของ EU  โดยได้มีการหารือกับประธาน EU ในการเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้บรรลุผลโดยเร็วภายในปีนี้ 

2. ประเทศไทยต้องเดินหน้าสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ให้กับคู่ค้า โดยปัจจุบัน “Trust” ได้กลายเป็นสกุลเงินที่มีค่าที่สุด ซึ่งไทยต้องสร้างสิ่งนี้ให้คู่ค้าเห็นเพื่อเปลี่ยนจากคู่ค้าธรรมดาให้กลายเป็นพันธมิตรที่แท้จริง โดยจุดยืนในเรื่องนี้เป็นไปตามบริบทการมุ่งเน้นผลประโยชน์ร่วมมากกว่าการเลือกข้าง (Mutual Benefit over Side-Taking) โดยต้องมองถึงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เพียงประโยชน์ส่วนตัวของประเทศใดประเทศหนึ่ง 

ศุภจี

3.ประเทศไทยต้องมุ่งสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าในเชิงลึก และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Deep Integration in Supply Chain) โดยการค้ายุคใหม่ต้องลงรายละเอียดและทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อให้รู้ว่าสินค้าของเราจะไปอยู่ในส่วนใดของห่วงโซ่อุปทานของคู่ค้า โดยไทยต้องวางตัวเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ขาดหายไปเพื่อเติมเต็มความต้องการของคู่ค้า และร่วมมือกันไปเจาะตลาดที่สามหรือสี่ต่อไป โดยแต่ละประเทศที่ไทยไปเจรจาจะมีการวางแผนที่แตกต่างกันตามประโยชน์ร่วมที่มีต่อกันซึ่งเป็นกลยุทธ์สำหรับการค้าและการส่งออกในอนาคต

4.ยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยประเทศไทยต้องใช้ประโยชน์ผ่านกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล Digital Economy Framework Agreement (DEFA) โดยในประเด็นนี้ตนเองได้มีการเข้าร่วมประชุมในเวทีการประชุม “Recoding Trade” โดยกระทรวงพาณิชย์ไทยได้ชูบทบาทการเป็นประธานการเจรจากรอบเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนของอาเซียน ซึ่งหากทำสำเร็จ อาเซียนจะเป็นภูมิภาคแรกในโลกที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าด้วยกัน โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 นี้

ศุภจี

นอกจากนี้ นางศุภจีได้กล่าวถึงความคืบหน้าของการเจรจา FTA กับแคนาดา โดยตั้งเป้าจะบรรลุข้อตกลงให้ได้ภายในปีนี้ รวมถึงการเร่งรัดกระบวนการสัตยาบันของ FTA ต่างๆ ที่ได้ลงนามไปก่อนหน้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติว่านโยบายของไทยมีความต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเป้าหมายคือการทำให้ข้อตกลงต่างๆ มีผลบังคับใช้เพื่อเริ่มใช้สิทธิประโยชน์ได้จริงในวันที่ 1 มกราคม 2570
นอกจากนี้ในการเข้าร่วมการประชุมดาวอสได้มีการหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization) หรือ WIPO เพื่อนำระบบทรัพย์สินทางปัญญามาสนับสนุน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถปกป้องไอเดียและสิทธิบัตรของตนเองเพื่อนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ

“บทสรุปของการค้าโลกวันนี้คือการที่ไทยต้องหาอัตลักษณ์ของตัวเองให้เจอ แล้วใช้ ความไว้วางใจ เป็นเครื่องมือที่เข้มแข็งที่สุดในการเปลี่ยนคู่ค้าให้เป็นพันธมิตรทางการค้า เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคต” นางศุภจีกล่าว

ศุภจี

Leave a comment