
โพลนำ สนามแผ่ว คะแนนไหล ภาพ ‘พรรคส้ม’ ก่อนวันเลือกตั้ง
วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.13 น.
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดขึ้นในช่วงที่ชีวิตคนแบกรับภาระรอบด้าน ข้าวของแพง งานฝืด ค่าใช้จ่ายไล่กดดัน ความกังวลรายวันกลายเป็นเรื่องหลัก
การเมืองรอบนี้จึงถูกมองในฐานะเครื่องมือจัดการปัญหา มากกว่างานปลุกอารมณ์ ใครคุมเกมได้ ใครประคองสถานการณ์เป็น ใครทำงานต่อเนื่องได้ กลายเป็นเกณฑ์ที่คนใช้ตัดสิน
นอกจากปัญหาปากท้อง เรื่องความมั่นคงของประเทศเริ่มถูกหยิบขึ้นมาคิดควบคู่กันมากขึ้น สถานการณ์รอบบ้าน ความตึงเครียดตามแนวชายแดน และความไม่แน่นอนในภูมิภาค ทำให้คำถามเรื่องความพร้อมของรัฐไม่ใช่เรื่องไกลตัว
ในจังหวะแบบนี้ ความคาดหวังของคนจำนวนหนึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่การวิพากษ์หรือการตั้งคำถาม หากขยับมาที่ความสามารถในการดูแลความปลอดภัยของประเทศ เมื่อสถานการณ์ตึงจริง ใครจะคุมเกม ใครจะประสาน ใครจะรับมือโดยไม่ทำให้ประเทศเสียหลัก
บรรยากาศเช่นนี้ทำให้การเมืองที่อาศัยเสียงเชียร์เดินยาก เวทีอาจยังจัดเต็ม แสงสียังมา แต่แรงดึงดูดลดลง คนฟังไม่ลุกตาม เพราะสิ่งที่ต้องการไม่ใช่ความสะใจ หากเป็นความมั่นใจว่าเมื่อเรื่องยากมา ใครจัดการได้จริง
ภาพนี้เห็นชัดกับ “พรรคส้ม” หรือ พรรคประชาชน ที่ยังนำแทบทุกโพล ทั้งโพลสำนักวิจัยและโพลสื่อออนไลน์ ตัวเลขส่วนใหญ่ชี้ไปทางเดียวกัน ความนิยมรวมยังสูง ข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง
อย่างไรก็ตาม ความหมายของ “การนำในโพล” รอบนี้ เริ่มถูกตั้งคำถามจากตัวระบบการเก็บข้อมูลเอง
เมื่อวานนี้ สำนักสื่อบางแห่งออกมายอมรับว่า โพลการเมืองในปี 2569 ที่ถูกนำมาเผยแพร่และใช้วิเคราะห์นั้น อ้างอิงจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคคลจริงเพียงราว 20-25 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่เข้ามาร่วมทำโพลทั้งหมด
ข้อมูลส่วนที่เหลืออีกราว 75-80 เปอร์เซ็นต์ ถูกคัดทิ้ง หลังตรวจพบพฤติกรรมเข้าข่ายบัญชีอัตโนมัติหรือบัญชีปลอม ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้เข้ามากดตอบแบบสอบถามซ้ำ ๆ ในทิศทางเดียวกัน ซึ่งไม่สะท้อนการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจริง
ในทางปฏิบัติของงานสื่อ พฤติกรรมลักษณะนี้ถูกเรียกว่า “ดัมพ์โพล” และทำให้ผลสำรวจที่ปรากฏต่อสาธารณะ ไม่ได้หมายความว่ามีผู้สนับสนุนในระดับเดียวกับจำนวนผู้ที่เข้ามากดตอบทั้งหมด หากเป็นเพียงผลจากกลุ่มตัวอย่างส่วนน้อยที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเท่านั้น
ข้อเท็จจริงนี้ทำให้โพลจำนวนไม่น้อยในช่วงโค้งสุดท้าย ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนสนาม หากกลายเป็นพื้นที่ต่อสู้ทางการเมืองอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งตัวเลขบนหน้าจออาจห่างจากพฤติกรรมจริงของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากกว่าที่เคยคิด
เมื่อวางข้อมูลนี้คู่กับภาพการเมืองในสนามจริง การที่พรรคส้มยังนำในแบบสอบถาม ส่วนหนึ่งจึงเป็นผลจากลักษณะของโพลที่สะท้อนทัศนะ มากกว่าการตัดสินใจลงคะแนน คนที่มีจุดยืนชัดและติดตามการเมืองใกล้ชิดมักตอบได้ทันที ขณะที่กลุ่มที่ยังลังเลหรือรอดูสถานการณ์จำนวนมากไม่ปรากฏในตัวอย่าง
ขณะเดียวกัน การเก็บข้อมูลจำนวนมากยังวนอยู่กับกลุ่มเดิม ทั้งคนเมือง คนตื่นการเมือง และผู้ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคส้มแข็งอยู่แล้ว
เสียงจากกลุ่มที่เงียบกว่า ช้ากว่า หรือยังไม่ตัดสินใจจึงถูกสะท้อนออกมาน้อย แม้กลุ่มนี้จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในบรรยากาศการเมืองจริง
ตัวเลขนำรอบนี้จึงไม่พาบรรยากาศให้คึกเหมือนปี 2566 คลื่นอารมณ์ที่เคยพาคนใหม่เข้ามาหายไป ความตื่นเต้นในสนามลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ผลโพลจะออกมาดีต่อเนื่อง
สิ่งที่เริ่มเห็นคือการตัดสินใจของผู้สนับสนุนไม่แน่นเหมือนเดิม จากที่เคยเลือกแบบมั่นใจ กลายเป็นรอดู จากที่เคยออกแรง กลายเป็นเงียบ จากที่เคยพร้อมออกมาใช้สิทธิ์ กลายเป็นชะลอ
คะแนนจึงไม่รวมตัวเป็นก้อนเดียวเหมือนที่ผ่านมา แต่ค่อย ๆ กระจายและไหลออกตามจังหวะความลังเล
พรรคส้มมีฐานจริง และฐานนั้นเติบโตจากกระแส ฐานแบบนี้เคยทำงานหนักมากในปี 2566 เพราะอารมณ์สังคมพุ่ง การเลือกตั้งถูกมองเป็นโอกาสเปลี่ยนหน้า เปลี่ยนเกม
ปี 2569 บริบทเปลี่ยนเป็นการเมืองที่คนคิดรอบคอบขึ้น ภาระค่าครองชีพและความไม่แน่นอนรอบตัว ทั้งด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ความมั่นคง ทำให้หลายคนชะลอการตัดสินใจ เมื่อพลังขับเคลื่อนทางการเมืองแบบเดิมไม่พอ ฐานที่เคยขยายเร็วเริ่มหด และคะแนนที่เคยรวมแน่นค่อย ๆ ไหลออก
เวทีปราศรัยวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ย้ำภาพนี้ แกนนำขึ้นพร้อมหน้า ทีมที่เคยเป็นตัวขายถูกจัดเต็ม แต่เวทีผ่านไปแบบเรียบ ไม่มีประเด็นที่ลากเกมต่อ ไม่มีแรงต่อเนื่องในวันถัดมา
เมื่อแรงจูงใจลด การออกมาใช้สิทธิ์ของกลุ่มที่เคยตื่นตัวสูงย่อมลดตาม กลุ่มที่ลังเลไม่ถูกดึงเพิ่ม และกลุ่มที่เฉยยังคงเฉย ภาพรวมจึงเปลี่ยนจากการรวมคะแนนแน่น ไปเป็นการแตกคะแนน
โพลสะท้อนความเห็นในช่วงเวลา แต่ไม่วัดการถอยของความตื่นตัว ไม่วัดการแตกของคะแนนในวันจริง และไม่วัดการตัดสินใจเงียบ ๆ ของคนจำนวนมาก
บทสรุปอยู่ตรงนี้ ภาพรวมของพรรคส้มไม่เหมือนปี 2566 ความได้เปรียบที่เคยมีลดลง บรรยากาศในสนามไม่เร่ง และจังหวะการเมืองไม่พาให้เกมพุ่งเหมือนที่ผ่านมา
พรรคที่เติบโตจากกระแส เมื่อกระแสไม่ทำงาน ย่อมต้องเผชิญสนามที่หนักขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์