
GISTDA เปิดพิมพ์เขียว ‘Thailand Spaceport’ วางรากฐานเศรษฐกิจอวกาศไทยสู่เวทีโลก
วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับ บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด เปิดเผยผลการศึกษาความเป็นไปได้โครงการจัดตั้งท่าอวกาศยาน (Spaceport) ของประเทศไทย ระบุ ศักยภาพของโครงการ ด้วยการเริ่มต้นลงทุนพร้อมผลวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่เป็นบวก และผลตอบแทนทางสังคม (SROI) 1.79 เท่า เสนอแผนโรดแมปเริ่มจากระดับ Suborbital เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร ก่อนก้าวสู่การเป็นฮับอวกาศเต็มรูปแบบในอนาคต ณ ห้องเพลินจิต โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต เซ็นเตอร์พ้อยท์เอ็กเซ็กคูทีฟ กรุงเทพมหานคร
ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยว่า รายงานผลการศึกษาฉบับนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ “เศรษฐกิจอวกาศใหม่” โดยสาระสำคัญคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไกลตัว หรือต้องใช้งบประมาณมหาศาลเสมอไป โดยผลการศึกษาชี้ชัดว่าประเทศไทยสามารถเริ่มต้นก้าวแรกด้วยการนำส่งแบบ Suborbital บนพื้นที่ที่มีความพร้อมทางกายภาพและภูมิศาสตร์ ซึ่งโครงการนี้ฯ ได้ศึกษาถึงการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมทั้งมิติวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และผลกระทบทางสังคม เพื่อหาโมเดลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบริบทของประเทศไทย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ชี้ให้เห็นว่า เรามีศักยภาพที่จะเปลี่ยนพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือพื้นที่ภาคใต้ให้กลายเป็นประตูสู่อวกาศได้
การศึกษาได้ทำการประเมินพื้นที่ศักยภาพ จำนวน 3 แห่งด้วยกัน โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านวิศวกรรม ความปลอดภัย เส้นทางการบิน และต้นทุนการลงทุน ผลการเปรียบเทียบปรากฏว่า พื้นที่แรกคือ “เกาะจวง – เกาะจาน จ.ชลบุรี” เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสูงสุด โดยมีต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นต่ำที่สุดอยู่ที่ 376 ล้านบาท เนื่องจากเป็นพื้นที่ราชพัสดุและอยู่ในเขตภูมิประเทศที่เอื้อต่อการปล่อยจรวด ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเวนคืนที่ดินและการปรับสภาพพื้นที่ ,ถัดมาคือพื้นที่ “สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง” แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินรองรับ แต่ต้องใช้งบประมาณลงทุนปรับปรุงกว่า 828 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอวกาศและไม่กระทบต่อการบินพาณิชย์ และพื้นที่สุดท้ายคือ “แหลมสนอ่อน จงสงขลา” แม้จะมีพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่น่าสนใจ (ใกล้เส้นศูนย์สูตร) แต่พบข้อจำกัดด้านต้นทุนกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นทุนจากการจัดซื้อที่ดินของเอกชน ทำให้ความคุ้มค่าในการลงทุนระยะเริ่มต้นลดต่ำลง หากลงทุนจะใช้เวลาในการสร้างไม่เกิน 5 ปี
ในส่วนของมุมมองการวิเคราะห์ทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ รายงานได้จำแนกผลตอบแทนออกเป็นสองส่วนสำคัญ เพื่อสะท้อนภาพจริงของการลงทุนภาครัฐ ซึ่งมูลค่าปัจจุบันสุทธิทางเศรษฐกิจของพื้นที่เกาะจวง–เกาะจาน เป็นเพียงพื้นที่เดียวที่มีค่า Economic NPV เป็นบวก สะท้อนว่าเมื่อนับรวมผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การจ้างงานในอุตสาหกรรมไฮเทค การเติบโตของห่วงโซ่อุปทาน และการท่องเที่ยวเชิงอวกาศ ประเทศจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าเม็ดเงินที่ลงทุนไป ส่วนมูลค่าปัจจุบันสุทธิทางการเงินในทุกพื้นที่ศึกษา ค่า Financial NPV ยังคงติดลบ ซึ่งเป็นลักษณะปกติของโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่เน้นผลกำไรเชิงพาณิชย์ แต่เน้นการสร้างฐานรากเพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนในระยะยาว
ในด้านผลตอบแทนทางสังคมจุดเด่นสำคัญของรายงานฉบับนี้คือการวิเคราะห์ ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) ซึ่งพบว่าการพัฒนา Spaceport ที่เกาะจวง–เกาะจาน จะสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมได้ถึง 1.79 เท่า นั่นหมายถึง เงินลงทุนทุก 1 บาท จะสร้างคุณค่าทางสังคมกลับคืนมาประมาณ 1.79 บาท ผ่านกลไกต่างๆ ได้แก่ การพัฒนาทุนมนุษย์ การสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ให้กับเยาวชนและบุคลากรในประเทศ ,ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและวิศวกรไทย ,ด้านความยั่งยืนของชุมชน การวางแผนลดผลกระทบต่อชุมชนและการสร้างรายได้ใหม่ในพื้นที่รอบโครงการ
.jpg)
ผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า คณะผู้จัดทำรายงานเสนอแนวทางการพัฒนาแบบ Phased Approach โดยแนะนำให้ประเทศไทยเริ่มต้นจากการพัฒนาขีดความสามารถในการทดสอบและปล่อยจรวดระดับ Suborbital (วงโคจรย่อย) ในระยะแรก (คาดว่าใช้เวลา 2-5 ปี) โดยเป็นการลดความเสี่ยงซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนเท่าการส่งเข้าวงโคจรและใช้งบประมาณน้อยกว่า ,การสร้าง Experience & Expertise เป็นช่วงเวลาสำคัญในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงด้านการปฏิบัติการ การบริหารจัดการน่านฟ้า การทดสอบมาตรฐานความปลอดภัย และเป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรเป็นสนามฝึกซ้อมที่ดีที่สุดสำหรับวิศวกรและนักวิจัยไทยก่อนขยับไปสู่ภารกิจที่ใหญ่ขึ้น
แม้โครงการ Thailand Spaceport จะมีความท้าทายรออยู่ ทั้งในด้านความซับซ้อนทางเทคโนโลยี กฎระเบียบข้อบังคับ และสภาพภูมิศาสตร์ แต่ผลการศึกษานี้ยืนยันว่า “ความเป็นไปได้มีอยู่จริงและคุ้มค่า” การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างฐานปล่อยจรวด แต่คือการ “ปักหมุด” ประเทศไทยลงบนแผนที่อวกาศโลก เป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมอวกาศ และเป็นการเปิดประตูโอกาสมหาศาลให้กับคนรุ่นใหม่ และการตัดสินใจเดินหน้าโครงการนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดอนาคตเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศในอีกทศวรรษข้างหน้า