
ตั้งเป้าคว้า 31 สส.ใต้ พิพัฒน์ปลุกคนไทย เลือกให้ชัดฝ่ายรักชาติ-ไม่รักชาติ
วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.
“พิพัฒน์”ปลุกคนไทย เลือกให้ชัด”ฝ่ายรักชาติ-ไม่รักชาติ” ยัน”ภท.”ยืนเคียงข้างทหารที่ไว้ปกป้องอธิปไตยไทย ไม่ใช่มีทหารไว้ทำอะไร ย้ำตั้งเป้าคว้า 31 สส.ใต้ ทวงคืนโครงสร้างพื้นฐาน 30 ปีที่หายไป ไม่ขอก้าวก่ายปม”หมอสุภัทร” แต่รับกระทบสมัยเป็น”รมว.ท่องเที่ยว”
เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ที่ จ.พังงา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำดูแลพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ อ.ก.พ. กระทรวงสาธารณสุข มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ในฐานะผู้สมัคร สส.หาดใหญ่ เขต 2 พรรคประชาชน (ปชน.) ออกจากราชการ ว่า ส่วนตัวไม่ได้ทราบเรื่องอะไรมากนัก แต่อยากฝากให้พี่น้องชาวไทยและสื่อมวลชนช่วยกันแชร์ว่าการที่มีการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเร่งด่วน จะต้องจัดซื้อในช่วงเดือนสิงหาคมไม่ใช่ไปจัดซื้อในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม เพราะช่วงเวลาดังกล่าวไม่ใช่ช่วงเวลาเร่งด่วน อีกทั้งบริษัทที่นายแพทย์สุภัทรจัดซื้อ ATK ก็ไม่ได้อยู่ในรายชื่อบริษัทที่นำเข้า
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ กระทรวงสาธารณสุข แต่ได้รับผลกระทบในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ ขณะนั้น ที่ต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยว และน่านฟ้าประเทศไทยถูกปิดลง จึงต้องพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้น คำว่าวัคซีน , ATK , RT-PCR จึงมีความสำคัญที่สุดสำหรับตัวของตนเอง ซึ่งเรื่องของนายแพทย์สุภัทรขอให้เป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องไปว่ากัน ตนไม่ขอก้าวล่วง ส่วนอะไรที่ตนเป็นผู้รับผิดชอบในขณะนั้น ยืนยันว่าสามารถชี้แจงได้ แต่อะไรที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ขอที่จะชี้แจง
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าในพื้นที่ 14 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ทั้งหมด 59 เขต พรรคภูมิใจไทยจะได้สส.ไม่น้อยกว่า 31 เขต และพยายามที่จะรักษาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ให้อยู่ครบให้ได้ ฉะนั้นหากประชาชนมีความพอใจและเข้าใจนโยบายของพรรคภูมิใจไทยก็ขอให้ช่วยกันเลือกเพื่อที่จะได้มีตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยเข้าไปในสภามากยิ่งขึ้น 30 ปี ที่หายไปของพี่น้อง 14 จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ หากเรามีสส.เข้าไปสภาเยอะๆจะได้ไปช่วยกันอภิปรายขอหรือทักท้วงในประเด็นโครงสร้างพื้นฐานที่คนใต้ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งนี่คือสิ่งที่ตนและเพื่อนๆที่ร่วมสังฆกรรมและร่วมอุดมการณ์ทั้ง 31 คน จะต้องไปทวงคืนในสิ่งที่คนใต้ของพวกเราสูญหายไป
เมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ กับ แนวคิด ลุงตู่ไม่อยู่แล้วให้เลือกลุงหนู หรือการเมืองแบบเชิงยุทธศาสตร์ นายพิพัฒน์กล่าวว่า แนวคิดนี้ เป็นแนวความคิด ตนคิดว่า ปัจจุบันนี้การเมืองควรจะเลือกฝ่าย ว่า ฝ่ายที่รักชาติกับฝ่ายที่ไม่รักชาติ ผมอยากประกาศให้คนไทยฟังชัดๆ ว่าพรรคไหนที่รักชาติ ขอให้ช่วยกันเลือก ฝ่ายไหนที่ไม่รักชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกเขา หรือฝ่ายไหนที่มีการละเลยเมื่อเกิดสงคราม เราก็ไม่ควรไปใส่ใจและผลักดันกับพรรคนั้น ถ้าถามผม ในคำถามที่แรงก็ต้องพูดตามความจริง ความรู้สึกเฉพาะส่วนบุคคล ฉะนั้นถ้าถามผมก็ยืนตรง ผมรักชาติ ผมมีความเป็นไทย ผมเคารพในบรรพบุรุษของราชวงศ์จักรีที่สร้างประเทศไทยบนถิ่นแหลมทองแห่งนี้ การเลือกถิ่นแหลมทองแห่งนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่บรรพบุรุษของเรามีสายตาที่เฉียบคม เพราะอะไรที่เป็นภัยธรรมชาติประเทศไทยไม่เคยเจอเลย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เช่นเวียดนามเจอพายุปีหนึ่งกี่ครั้ง แต่ประเทศไทยในกี่ปีจะเจอพายุในหนึ่งครั้ง
“ผมมีความภาคภูมิในความเป็นไทย ภาคภูมิที่ได้เกิดในประเทศไทย เพราะฉะนั้น ขอฝากเพื่อนๆ ใน 14 จังหวัดภาคใต้ พวกเราควรจะเลือกหรือต้องเลือก หรือต้องตัดสินใจว่า พวกเราจะเลือกใครกันแน่ ทหารมีไว้ปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ใช่มีทหารไว้ทำอะไร นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะสื่อสาร” นายพิพัฒน์ กล่าว