
28 ม.ค. 2569 04:29 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
นาฬิกาวันสิ้นโลก เหลือ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ใกล้หายนะที่สุดที่เคยมีมา
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ปรับเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกอยู่ห่างจากเที่ยงคืนเพียง 85 วินาที ซึ่งเป็นจะใกล้ที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากปัจจัยวิกฤตความขัดแย้งระหว่างประเทศ, สภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีอย่าง AI
เมื่อ 27 ม.ค. 2569 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากองค์การจดหมายข่าวนักวิทยาศาสตร์ด้านปรมาณู (The Bulletin of the Atomic Scientists – BAS) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ ประกาศว่า เข็มของ “ดูมส์เดย์ คล็อก” (Doomsday Clock) หรือ “นาฬิกาวันสิ้นโลก” ถูกขยับมาอยู่ที่ 85 วินาทีก่อนถึงเที่ยงคืนแล้ว ซึ่งหากเข็มเวลามาถึง “เที่ยงคืน” จะหมายถึงช่วงเวลาที่มนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ในโลกได้อีกต่อไป และตัวเลข 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืนถือเป็นจุดที่ใกล้เวลาเที่ยงคืนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา นับตั้งแต่ BAS สร้าง “นาฬิกาวันสิ้นโลก” ขึ้นมาในปี 2490 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่ามนุษยชาติเข้าใกล้การทำลายล้างโลกมากเพียงใด
เข็มนาฬิกาที่เคยหยุดนิ่งในปี 2566-2567 ถูกปรับเข้าใกล้เที่ยงคืนมากขึ้น 2 ปีติดต่อกัน เนื่องจากความก้าวหน้าที่ไม่เพียงพอในการต่อสู้หรือควบคุมความท้าทายระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์, วิกฤตสภาพภูมิอากาศ, ภัยคุกคามทางชีวภาพ และความก้าวหน้าของ “เทคโนโลยีที่พลิกผันโลก” อย่างเช่น AI
นอกจากนี้ คณะนักวิทยาศาสตร์ยังระบุว่าการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ การบิดเบือนข้อมูล และทฤษฎีสมคบคิด เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติด้วยเช่นกัน
“มนุษยชาติยังไม่มีความก้าวหน้าเพียงพอในการรับมือกับความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ซึ่งเป็นอันตรายต่อเราทุกคน” อเล็กซานดรา เบลล์ ประธานและซีอีโอของ BAS ระบุถึงเหตุผลเบื้องหลังการปรับเข็มนาฬิกาในปีนี้
“นาฬิกาวันสิ้นโลกเป็นเครื่องมือสื่อสารว่าเราเข้าใกล้การทำลายล้างโลกด้วยเทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้นเองมากเพียงใด ความเสี่ยงที่เราเผชิญจากอาวุธนิวเคลียร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีที่พลิกผันโลกนั้นต่างกำลังเพิ่มสูงขึ้น ทุกวินาทีมีค่า และเวลาของเรากำลังจะหมดลง”
“มันเป็นความจริงที่ทำใจได้ยาก แต่นี่คือความจริงที่เรากำลังเผชิญ” เบลล์กล่าว
เมื่อปีที่แล้ว BAS ขยับเข็มนาฬิกาเป็น 89 วินาทีก่อนถึงเที่ยงคืน และเตือนว่า นานาประเทศจำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทางไปสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศ และดำเนินการจัดการกับความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ที่วิกฤตที่สุด
“แทนที่จะรับฟังคำเตือนนี้ บรรดาประเทศมหาอำนาจกลับยิ่งมีท่าทีที่ก้าวร้าว เผชิญหน้า และยึดมั่นในลัทธิชาตินิยมมากขึ้น” ดร. แดเนียล โฮลซ์ ประธานคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และความมั่นคงของ BAS กล่าวในการบรรยายสรุปเมื่อวันอังคาร
“ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2568 โดยมีการปฏิบัติการทางทหารหลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง นอกจากนี้ สนธิสัญญาฉบับสุดท้ายที่ควบคุมคลังแสงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียกำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษที่จะไม่มีสิ่งใดมาขัดขวางการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ที่อาจบานปลายจนเกินควบคุมได้เลย”
ไม่เพียงเท่านั้น ดร.โฮลซ์กล่าวเสริมว่า “ความอันตรายร้ายแรงยังคงปรากฏชัดในสาขาชีววิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในด้านที่กำลังเกิดขึ้นใหม่อย่างการพัฒนา สิ่งมีชีวิตกระจกเงาสังเคราะห์ (synthetic mirror life) แม้จะมีคำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกก็ตาม”
“ประชาคมระหว่างประเทศยังไม่มีแผนการทำงานที่ประสานกัน และโลกยังคงขาดความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามทางชีวภาพที่อาจสร้างความเสียหายย่อยยับได้”
“การเติบโตและการใช้เครื่องมือ AI อย่างรวดเร็ว ประกอบกับการขาดระเบียบข้อบังคับ ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับการแพร่กระจายข้อมูลที่ผิดและการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อความพยายามในการจัดการกับภัยคุกคามเหล่านี้ และยังทำให้ภัยพิบัติอื่น ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นเลวร้ายลงไปอีก” ดร.โฮลซ์ระบุ
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cnn