
3 กูรูกองทัพ ชำแหละวาทกรรม ‘ทหารมีไว้ทำไม’ พร้อมโต้ภาพนายพลรวย
วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.
ม.รามคำแหง จัดเวทีเสวนา ‘ทหารมีไว้ทำไม?’ ด้าน ‘พล.อ.นพนันต์–วันวิชิต’ โต้ภาพนายพลรวย ย้ำ บทบาทกองทัพคู่การเมือง–ความมั่นคงต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
วันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้อง 501 อาคารศรีศรัทธา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ ทหารมีไว้ทำไม ? : วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งด้านกองทัพของพรรคการเมืองไทย
นำเสวนาโดย พล.อ.ดร.นพนันต์ ชั้นประดับ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก , พล.ท.กนก เนตระคะเวลินะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกอง กำลังสุรนารี , ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และที่ปรึกษา รมว.กลาโหม
โดยช่วงหนึ่ง พล.อ.ดร.นพนันต์ ชั้นประดับ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพ กล่าวว่า นายพลรวย รวยยังไง และตนเองพึ่งเกษียณบ้านก็ยังไม่มี รักษาแผ่นดินด้วยชีวิต เกษียณมีเงินฝากอยู่ 650,000 บาท ไม่มีทองเก็บก็ความเป็นจริงแต่แบบนี้ หลายๆอย่างที่เราได้ยินมันไม่ใช่ เพราะกองทัพ มีความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างเยอะ พร้อมยืนยันว่าแก้ทุกปัญหาที่สังคมไทยโต้แย้งกันอยู่ทุกวันนี้กับกองทัพ ส่วนนโยบายที่ยุบ กอ.รมน มั่นใจหรือไม่ว่ามีกฎหมายความมั่นคง จะเห็นว่าไม่มีกฎหมายกองทัพทำงานไม่ได้ ทั้งหมดมีกฎหมายสากล ต้องเข้าใจรายละเอียดในเรื่องนี้อีกเยอะจึงจะเสนอมาได้ ส่วนนโยบายเรื่องสิทธิของกำลังพลทหารก็ยินดี เป็นเรื่องที่กองทัพใฝ่ฝันมานาน แต่ทำไมถึงไปไม่ได้ แต่ขออย่างเดียวคือต้องตอบให้ได้งบประมาณมาจากไหน
.jpg)
ขณะที่ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตและที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า คำถามที่ว่า ทหารมีไว้ทำไม ตนคิดว่าเป็นคำที่สร้างวาทกรรมหรือเป็นที่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามในแง่บวกและลบ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราก็เห็นว่าบางเรื่องทหารก็ถูกสังคมตรวจสอบ ตนเป็นพลเรือนเป็นนักวิชาการและรับตำแหน่งบทบาททางการเมือง ซึ่งทหารมีไว้ทำไมนั้นตนมองว่าก่อนที่จะมีความรักชาติมาก่อน ดังนั้นอาชีพกองทัพเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความรักชาติที่มีมานานแล้ว แต่ในรูปแบบของทหารประจำที่มีเงินเดือนนั้นความสัมพันธ์ยึดโยงกับเสาหลักของชาติ คือยึดโยงสถาบันหลักชาติ ยังไม่มีอุดมการณ์ในแง่ของการพิทักษ์รักษาอธิปไตย เป็นเรื่องที่สถาบันกองทัพผูกโยงติดกับสถาบันหลักของชาติ คือสถาบันพระมหากษัตริย์ดังนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ก็ผูกตรงนี้มาเป็น 100 ปี
ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวต่อว่า ทุกคนเคยได้ยินคำว่า เลี้ยงทหาร 1,000 วันเพียงใช้งานแค่วันเดียว และถ้าเรามีการเตรียมความพร้อมในการอยู่ภาคสนาม การปฏิบัติจริง ศึกสงคราม รวมถึงในเรื่องของภัยพิบัติต่างๆ กองทัพเป็นหน่วยงานแรกที่ไม่ต้องรอสังคมหรือรัฐบาลสั่ง รวมถึงเรื่องของน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ ในหลายพื้นที่ที่คนตั้งคำถามว่ารัฐบาลอยู่ไหนแต่ทหารได้ทำไปแล้ว อย่างไรก็ตามในยามศึกและสงบเราทำ ตนได้เห็นอย่างปัญหาชายแดนไทย มาเลเซีย ที่ผ่านมากว่าจะนิ่งกว่าจะสงบการวางกำแพงรั้ว 110 กิโลเมตรตรงชายแดนที่ไทยและมาเลเซียร่วมกันสร้างใช้เวลา 40 กว่าปี กว่าจะคุยกันรู้เรื่องและกว่าจะคืนพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาใครเป็นคนมาพูดมาจัดการสะสางปัญหานั้น กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลแค่ห้วงหนึ่งเท่านั้นแต่คนที่พูดอย่างต่อเนื่อง ทำงานอย่างต่อเนื่องหรือการเจรจาทางลับต่าง ๆ คือกองทัพ
.jpg)
ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า คำว่าทหารมีไว้ทำไมในแง่หนึ่งคนก็บอกว่าทหารไปยุ่งกับการเมือง ซึ่งทหารก็มองว่าตัวเองไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารประเทศในช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งทหารเข้ามายึดอำนาจทำรัฐประหารเพื่อยุติความขัดแย้งหรือเป็นการชิงอำนาจของคนชั้นนำ แต่ในห้วงบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปเขาต้องขีดเส้นว่า วันหนึ่งทหารต้องอยู่ในที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่น้อมรับคำบังคับบัญชาหรือนโยบายของฝ่ายการเมืองโดยที่ปฏิเสธไม่ได้เพราะคำสั่งของผู้บังคับบัญชาคือศักดิ์สิทธิ์
“ย้อนไปสถานการณ์ไทยกัมพูชารอบแรกที่หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่ไปโจมตีฝั่งปอยเปรต ขยายแนวร่วม ซึ่งเราไม่ต้องการขยายแต่ต้องการจำกัดวงการปะทะ และตอนนั้นฝ่ายการเมืองไม่ได้ไฟเขียวให้กองทัพปฎิบัติหน้าที่แถวจังหวัดสระแก้ว ยืนยันว่าทหารพร้อมและใจเต็มร้อย แต่เราต้องจำกัดวงของการปะทะ เพราะหากเรารุกก่อนจะทำให้พื้นที่ในระดับสายตาการประทะไม่มีปากเขา ไม่มีบังเกอร์กำบังธรรมชาติ ทำให้ประชาชนจะได้รับอันตราย เพราะเขมรยิ่งมั่ว ”ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว
ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวต่อว่า รัฐมนตรีรวมถึงกองทัพสามารถทำงานร่วมกันได้ เพียงแต่ว่าคนอยู่วงนอกอาจไม่รู้ ส่วนเรื่องของนโยบายทางการเมืองต่างๆที่จะเปิดให้มีทหารระบบสมัครใจ ได้เงินเดือนสูงขึ้นมีสวัสดิการที่ดีขึ้น แต่ระบบเดิมยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่นั้น ตนเห็นว่ากองทัพเข้ามาช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยในแต่ละกองร้อยหรือหน่วยทหารทั่วประเทศ พลทหารที่จับใบแดงเข้ามาหรือสมัครเป็นคนส่วนมากร้อยละ 90 คือเป็นบุคคลที่ตกออกระบบการศึกษาภาคบังคับ หลาย ๆ กองร้อยตรวจสุขภาพเจอปัสสาวะม่วง สิ่งหนึ่งที่เราเป็นห่วงคือถ้าคนสมัครแล้วแน่นอนว่าค่าตอบแทนสูงขึ้นแต่คนที่ไม่สามารถเข้ามาด้วยระบบที่เราต้องการพัฒนาขีดความสามารถ อาทิ อ่านหนังสือไม่ เขียนไม่ได้ อยู่ในพื้นที่อโคจร เราพยายามจะดึงจุดนั้นขึ้นมา โทษกองทัพไม่ได้เพราะเป็นในเรื่องของโครงสร้างของสังคม กองทัพเข้ามารับรู้ต่าง ๆ ว่าอะไรที่ไม่ดีก็ค่อยสกัดออกไป ดังนั้นในห้วงเวลาที่ผ่านมาตนได้เห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม และขนาดเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ระบบการศึกษาจะทำให้คนตื่นรู้มากขึ้น