นักวิชาการ มอง ภูมิใจไทย ขึ้นแท่นพรรคแกนหลักฝ่ายอนุรักษ์นิยม

นักวิชาการ มอง ภูมิใจไทย ขึ้นแท่นพรรคแกนหลักฝ่ายอนุรักษ์นิยม

นักวิชาการ มอง ภูมิใจไทย ขึ้นแท่นพรรคแกนหลักฝ่ายอนุรักษ์นิยม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

“นักวิชาการ”มอง”ภูมิใจไทย” ขึ้นแท่น”พรรคแกนหลักฝ่ายอนุรักษ์นิยม” ผ่าจุดอ่อน”ฝ่ายขวา”ศักยภาพสูง แต่เอกภาพอ่อนแอ-แตกกันเอง ทำไม่ชัวร์เข้าวินคว้าชัยเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวให้ความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความแตกต่างจากหลายครั้งที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยได้พัฒนาไปสู่โครงสร้างการแข่งขันแบบ “3 ขั้วอำนาจ” อย่างชัดเจน ส่งผลโดยตรงต่อยุทธศาสตร์ของทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายอนุรักษ์นิยม

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า โครงสร้างอำนาจ 3 ขั้ว ประกอบด้วย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งแต่ละขั้วมีฐานอุดมการณ์ ฐานคะแนนเสียง และเครือข่ายทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบการสื่อสารกับประชาชน กลุ่มผู้สนับสนุนหลัก และบทบาทในเชิงโครงสร้างอำนาจของรัฐ ทำให้การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งกันด้านนโยบาย แต่เป็นการแข่งขันเชิงโครงสร้างอำนาจและเอกภาพทางการเมืองในระยะยาว ในบริบทดังกล่าว ฝ่ายอนุรักษ์นิยมถูกจัดวางให้อยู่ในสถานะที่ “แข็งแรงในเชิงศักยภาพ แต่เปราะบางในเชิงเอกภาพของโครงสร้างอำนาจ” แม้จะมีฐานคะแนนเสียงจำนวนมาก มีเครือข่ายการเมืองระดับพื้นที่ที่เข้มแข็ง และมีความใกล้ชิดกับกลไกรัฐในหลายระดับ แต่ยังไม่สามารถรวมพลังทางการเมืองให้เป็นก้อนเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวอ่กว่า ปัญหาหลักของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในขณะนี้ คือการกระจัดกระจายของพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองท้องถิ่น และเครือข่ายอำนาจย่อยในปีกเดียวกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างดำเนินยุทธศาสตร์ของตนเอง โดยขาดศูนย์กลางในการกำหนดทิศทางและตัดสินใจร่วมกันในเชิงการเมือง ดังนั้น ในภาพรวม พรรคภูมิใจไทยสามารถถูกมองได้ว่าเป็น “พรรคแกนนำหลักของฝ่ายอนุรักษ์นิยม” จากความได้เปรียบหลายประการ ทั้งเครือข่ายการเมืองระดับพื้นที่ที่ครอบคลุม การสนับสนุนจากกลุ่มบ้านใหญ่และตระกูลการเมือง ความสามารถในการบริหารจัดการเชิงนโยบายแบบปฏิบัตินิยม รวมถึงการสื่อสารทางการเมืองที่เข้าถึงประชาชนในระดับฐานราก

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังได้เปรียบในเชิงภาพลักษณ์จากบทบาทด้านความมั่นคงความชัดเจนด้านจุดยืนเรื่องอธิปไตยและชาตินิยม รวมถึงการจัดการปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันชัยชนะในการเลือกตั้ง หากพรรคภูมิใจไทยยังไม่สามารถดึงพรรคขนาดเล็ก กลุ่มการเมืองท้องถิ่น และเครือข่ายอนุรักษ์นิยมที่กระจัดกระจาย ให้หันมาผนึกกำลังภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกันได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัญหาเชิงโครงสร้างของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจึงไม่ได้อยู่ที่การขาดฐานคะแนนเสียง หากแต่อยู่ที่ “การแตกตัวของคะแนนเสียง” หรือ vote splitting ซึ่งเปิดโอกาสให้พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ที่มีฐานเสียงเหนียวแน่นและมีเอกภาพทางอุดมการณ์สูง สามารถกุมความได้เปรียบในสนามแข่งขันได้

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวด้วยว่า หากสถานการณ์ดังกล่าวยังดำเนินต่อไป ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอาจเสียเปรียบทางการเมือง ทั้งที่มีศักยภาพเพียงพอในการแข่งขัน แต่ไม่สามารถแปลงศักยภาพนั้นให้กลายเป็นชัยชนะในการเลือกตั้งได้ ด้วยเหตุนี้พรรคภูมิใจไทยจึงจำเป็นต้องปรับบทบาทจากการเป็นเพียง “ผู้แข่งขันรายหนึ่ง” ไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางการรวมพลัง” ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมทั้งหมด ทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมือง

“พรรคภูมิใจไทยควรกำหนดสารทางการเมืองที่ชัดเจน เพื่อทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมก้าวข้ามความขัดแย้งเชิงบุคคลและความแตกต่างทางยุทธวิธีในอดีต แล้วหันมาให้ความสำคัญกับเป้าหมายร่วมของฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นหลัก สารทางการเมืองดังกล่าวควรสื่อสารให้ชัดเจนว่า ความแตกแยกภายในฝ่ายอนุรักษ์นิยมย่อมนำไปสู่การสูญเสียอำนาจโดยรวม มากกว่าการได้เปรียบเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะพรรค” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

Leave a comment