
อดีตผู้พิพากษาชำแหละเป็นข้อๆ แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา คือวิธีที่ทำได้จริงและคุ้มค่าที่สุด จริงหรือ?
วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.46 น.
วันที่ 29 มกราคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “แก้รายมาตรา” คือวิธีที่ทำได้จริงและคุ้มค่าที่สุด จริงหรือ?
แม้กระแสเลือกตั้ง ส.ส. จะกลบข่าวประชามติไปบ้าง แต่เมื่อวันลงประชามติใกล้เข้ามาทุกขณะ เริ่มมีบุคคลสร้างชุดความคิดเข้าสู่สังคม โดยเฉพาะผ่านสื่อกระแสรอง ซึ่งมีทั้งการใช้เพียงอารมณ์ความรู้สึก และการใช้ข้อกฎหมายควบคู่เหตุผลที่น่ารับฟัง
ในบทความนี้ ผู้เขียนขอวิพากษ์วิจารณ์ชุดความคิดดังกล่าวเป็นข้อๆ ดังนี้
1.ปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 60 และที่มาขององค์กรอิสระ
ชุดความคิด: รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จำเป็นต้องแก้ไขเพราะมีจุดอ่อนมาก โดยเฉพาะที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ขาดความเป็นอิสระอย่างแท้จริงและถูกครอบงำได้ง่าย จนเป็นต้นตอของความขัดแย้งในปัจจุบัน
คำวิจารณ์: ข้อนี้เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่ขอเสริมข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่มาของ สว. ระบบ “เลือกกันเอง” นั้นถูกตั้งคำถามเรื่องการฮั้วมาโดยตลอด (พบว่ามีถึง 138 คน จาก 200 คน หรือคิดเป็น 70% ของวุฒิสภา)
2. กับดักของการ “โละของเก่า ร่างใหม่” และข้อจำกัดทางกฎหมาย
ชุดความคิด: การร่างใหม่ทั้งฉบับมีข้อจำกัดจากศาลรัฐธรรมนูญ คือ สสร. จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงไม่ได้ ต้องมาจากการสรรหาของรัฐสภา ซึ่งสุดท้ายก็จะได้ตัวแทนโควตาพรรคการเมืองแบบเดิม
คำวิจารณ์: “เห็นด้วยบางส่วน” โดยขออ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 (10 ก.ย. 2568) ที่ระบุว่ารัฐสภามีอำนาจจัดทำฉบับใหม่ได้แต่ต้องผ่านประชามติ 3 ครั้ง (ครั้งที่ 1 และ 2 รวมกันได้) และไม่อาจให้ประชาชน “เลือกผู้ร่างได้โดยตรง”
อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ร่างต้องมาจากการสรรหาของรัฐสภาเท่านั้น ชุดความคิดนี้จึงอาจคลาดเคลื่อน รัฐสภาสามารถออกแบบองค์กรยกร่างแบบ Hybrid Model เพื่อปิดจุดอ่อนการครอบงำได้ เช่น:
(1)ตัวแทนกลุ่มอาชีพ: เลือกกันเองให้โปร่งใสในมิติทางสังคม
(2) ผู้ทรงคุณวุฒิ: ให้สถาบันการศึกษาหรือสภาวิชาชีพเสนอชื่อเพื่อสร้างเกราะป้องกันทางการเมือง
(3) สมัชชาประชาชนจังหวัด: คัดเลือกตัวแทนจังหวัดละ 1 คน ผ่านกระบวนการสรรหาที่เป็นธรรม
3. การสิ้นเปลืองงบประมาณและความซับซ้อนโดยไม่จำเป็น
ชุดความคิด: การร่างใหม่สิ้นเปลืองงบกว่า 3,000 ล้านบาท และซับซ้อน การแก้รายมาตรามีประสิทธิภาพมากกว่า ประหยัดกว่า และทำประชามติครั้งเดียวจบ
คำวิจารณ์: ขอเห็นต่างใน 2 ประเด็น:
(1) ในเชิงปฏิบัติ: การแก้รายมาตราผ่านวาระ 1 และ 3 ได้ยากมาก เพราะต้องใช้เสียง สว. ถึง 1 ใน 3 ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะได้รับความเห็นชอบในประเด็นที่กระทบต่อที่มาและอำนาจของตนเอง
(2) ความคุ้มค่าเชิงระบบ: การร่างใหม่คือการล้าง “มรดกความขัดแย้ง” ทั้งระบบในครั้งเดียว ส่วนการแก้รายมาตราหากต้องแก้หลายเรื่องสำคัญตามมาตรา 256 ( อาจต้องทำประชามติแยกกันหลายครั้งจนงบประมาณบานปลายและสร้างความสับสนมากกว่า
4. การบิดเบือนประเด็นและการชี้นำทางการเมือง
ชุดความคิด: ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริง แต่ถูกชี้นำให้เลือกข้างว่าถ้าโหวต “ไม่เห็นชอบ” จะต้องทนใช้รัฐธรรมนูญรัฐประหารตลอดไป
คำวิจารณ์: เห็นด้วย แต่ปัจจุบันมีการชี้นำไปอีกทางว่าใครที่โหวต “เห็นชอบ” คือคนทรยศหรือล้มล้างการปกครอง ซึ่งเป็นการหลอกลวงประชาชน เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 มาตรา 77 (3) มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับ 200,000 บาท และอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี
ท้ายที่สุดนี้ ด้วยเหตุผลข้างต้น ในการลงประชามติครั้งนี้ ผู้เขียนขอลงมติ “เห็นชอบ” ว่า “สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขวิกฤตเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป ครับ
(โพสต์นี้ขอใช้เป็นพื้นที่สื่อสารทางเดียว งดแสดงความคิดเห็นครับ)
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
29/1/69