‘ชูวิทย์’ขยี้ซ้ำเปิดหลักฐานสีเทา ทิ้งบอมบ์‘ปชน.’ แฉส่งสมัครสส.ไม่คัดกรอง

‘ชูวิทย์’ขยี้ซ้ำเปิดหลักฐานสีเทา  ทิ้งบอมบ์‘ปชน.’  แฉส่งสมัครสส.ไม่คัดกรอง

‘ชูวิทย์’ขยี้ซ้ำเปิดหลักฐานสีเทา ทิ้งบอมบ์‘ปชน.’ แฉส่งสมัครสส.ไม่คัดกรอง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ชูวิทย์’ขยี้ซ้ำเปิดหลักฐานสีเทา ทิ้งบอมบ์‘ปชน.’ แฉส่งสมัครสส.ไม่คัดกรอง ซัด‘สนิมเกิดจากเนื้อในส้ม’ ‘อภิสิทธิ์’ยกทัพลุยกรุงเก่า

ชูวิทย์” มาตามนัด ตั้งโต๊ะเปิดหลักฐานสีเทาทิ้งบอมบ์ปชน.’         แฉส่งผู้สมัครโดยไม่มีการคัดกรอง มีปัญหาจริยธรรมอย่างรุนแรง พร้อมหั่นส้มโชว์ซัดสนิมเกิดจากเนื้อใน‘    เตือนหยุดหาเสียงปลุกความเกลียดชัง  ด้านอภิสิทธิ์ลงพื้นที่กรุงเก่า โวลั่น ปชป.ตั้งใจเข้ามาคุมเกมทิศทางรัฐบาล ด้าน ภท.เดินสายคุยเอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ’ ย้ำนโยบายไม่เน้นแจกเงินแล้วจบ

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่โรงแรมเดวิด สุขุมวิท นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์  อดีตนักการเมืองชื่อดังตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงพรรคประชาชนที่มีสส.สีเทาอยู่ในพรรคโดยนายชูวิทย์ นำป้ายคำว่า “ราษฎรเต็มขั้น”มาวางไว้บนโต๊ะ และโหลใส่ผลส้มแปะข้อความ “สีเทา” และบลูเบอร์รี่สตรอว์เบอรี่ พร้อมกระถางธูปเทียน และขึ้นข้อความ “การเมืองเป็นเรื่องของเรา รู้ทันนักการเมืองก่อนไปเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569”

‘ชูวิทย์’ตั้งโต๊ะแถลงสับพรรคส้ม

นายชูวิทย์กล่าวว่าครั้งก่อนที่แถลงไป มีคนมาต่อว่า ว่าไม่มีหลักฐาน ครั้งนี้ตนจะพูดให้ฟัง เพราะการเมืองเป็นเรื่องของเรา เราต้องรู้ทันนักการเมือง วันนี้จะแสดงให้เห็น เพราะตนเป็นคน
รักส้ม เราไม่เอาการเมืองเก่า เราอยากทำอนาคตให้ลูกหลาน ข้อมูลทั้งหมดในวันนี้ในฐานะราษฎรเต็มขั้น คนในพรรคส้มเป็นคนส่งมาให้เพื่อยืนยันว่ามันเป็นตามที่พูด หลังหลายฝ่ายอ้างว่าตนพูดแล้วไม่มีหลักฐาน

เปิดคลิปเสียงผู้สมัคร-บิ๊กตำรวจ

จากนั้นนายชูวิทย์ได้เขียนในกระดาน 10 คนใต้ นอมินีคุมตำรวจ และเปิดคลิปเสียง 2 ผู้สมัครสส.และบิ๊กตำรวจที่พูดถึงเรื่องกระบวนการหาเสียง และกระบวนการทำให้ได้มาซึ่งสส.ในภาคใต้ มาเปิดให้ฟังว่านี่คือหลักฐาน เพราะคนพูดไปว่าตนไม่มีหลักฐานพอใจแล้วหรือยัง

ซัดยับ‘สนิมเกิดจากเนื้อในส้ม’

นายชูวิทย์ได้ล้วงโหลและหยิบผลส้มที่มีหมายเลข 6 ออกมา โดยเป็นผู้สมัครพรรคประชาชนภาคเหนือ และกล่าวว่า ผู้สมัครพรรคประชาชนคนหนึ่ง เป็นผู้สมัครจังหวัดแพร่ มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่และมีอายุไม่ถึง 35 ปี ต่อมากลับถูกปลดออกจากรองนายกเทศมนตรี พร้อมบอกว่า เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการแต่กลับลงสมัครตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ซึ่งเป็นการขาดคุณสมบัติ ถามว่าจริยธรรมและการคัดสรร สส. ได้มีการตรวจสอบหรือไม่ เรื่องนี้คุณไม่ได้ตรวจรับมาไม่ได้ดูอะไรเลย“สนิมเกิดจากเนื้อในส้ม” ยืนยันตนเป็นด้อมส้มตัวจริง
แต่แค่มาสอน อย่าต้องให้ลงไม้ลงมือการสั่งสอนของราษฎรใหม่แบบตนนั้น เพื่อทำให้พรรคการเมืองต่างๆไม่สร้างความแตกแยก สร้างความเกลียดชัง โกรธแค้นให้กับประชาชน ไม่เอาวิธีการแบบนี้ เราไม่หาเสียงแบบนั้น เราหาเสียงด้วยเหตุผลการคัดสรรคนมีปัญหาอย่างรุนแรง

สิ่งที่อยากจะพูดให้ทุกคนฟังคือการคัดสรรของพรรคประชาชนมีปัญหาอย่างรุนแรง เจอเทาเข้ม เทาอ่อน เทากลาง เรื่องผิดจริยธรรมไม่ได้สืบเลยเหรอ ขอพูดว่าแค่การดูแลผู้สมัคร 500 คนยังมีปัญหา นับประสาอะไรกับการดูแลคนทั้งประเทศ ตนพูดจากเอกสาร หลักฐาน จะมาว่าไม่ได้ว่า ตนไม่มีหลักฐาน หรือเอกสารก่อนต่อ มานายชูวิทย์ได้นำมีดออกมาหั่นผลส้ม ออกเป็น 2 ซีก และบอกว่า“ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน”และคั้นน้ำส้มออกมา และบอกว่า “จะไปดูแลใครได้ เดี๋ยวก็ปลดออกอีกไม่ทำเดี๋ยวก็มีคนร้อง และต้องเสียเงินเลือกตั้งอีก” และดื่มน้ำส้มในแก้วดังกล่าวจนหมดแก้ว

นายชูวิทย์กล่าวด้วยว่า เมื่อพรรคส้มพูดถึงสถาบันไม่ได้ก็พูดถึงกองทัพ แต่ตนขอบอกว่าทุกสถาบันต้องมีกองทัพ เมื่อเล่นกองทัพไม่ได้ ในปี’69 ก็มาเล่นที่รัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อสังเกต
คุณเคยพูดถึงปากท้องประชาชนหรือไม่ ตนไม่อยากไปทะเลาะ ส่วนการพูดว่าไม่ได้เป็นรัฐบาลนั้น ตนคิดว่าวิธีการหาเสียงของพรรคแบบนี้มันทำให้ครั้งหน้าคุณ
ไม่ได้เป็นรัฐบาลอีก

ของใหม่ที่อันตราย/ยังมีเน่าอีกเยอะ

“คุณเป็นของใหม่ที่อันตรายในการกระทำของคุณ คุณทำอะไรไม่ได้ เพราะยังมีเน่าอีกเยอะ ใครไปบังคับคุณว่าต้องรับคนนั้นนี่ เหมือนเด็กงอแงลูกคนรวยที่เอาแต่ใจตัวเอง จะเอาอย่างนั้นอย่างนู้นให้ได้และโทษคนอื่น ทั้งที่ผ่านมา ใครเป็นคนทำให้คุณถูกยุบเป็นคุณเองทั้งนั้น และครั้งที่ 3 คุณได้เป็นรัฐบาล เพราะคลิปเสียงดังขึ้น ทำไมถึงยังไม่เป็นรัฐบาล แต่กลับยกให้นายอนุทินเป็น”

ในช่วงท้าย นายชูวิทย์ ได้เปิดคลิปวิดีโอที่มีการเบลอหน้า พร้อมบอกว่า ถ้าไม่หาเสียงในรูปแบบนี้ตนคงไม่ออกมาเปิดคลิปนี้ หากใครถามว่าทำไมไม่เปิดให้เห็นหน้า เพราะตนมีจริยธรรมหากเปิดไปคุณเสียหาย ก็เหมือนเป็นการกลั่นแกล้ง ที่ทำให้คุณไม่ได้คะแนน ตนขอแลกกันกับการไม่สร้างความแตกแยกในโค้งสุดท้าย หากสร้างความแตกแยก จะไปหาเสียงยังไงก็พูดเลย

‘อภิสิทธิ์’ลงหาเสียงเมืองกรุงเก่า

ที่จ.พระนครศรีอยุธยา นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมลงพื้นที่พบปะพี่น้องชาวกรุงเก่า จ.พระนครศรีอยุธยา ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นโดยมีไฮไลท์สำคัญคือภาพความประทับใจเมื่อ“น้องแทนไท” เยาวชนวัย 16 ปี นำภาพถ่ายคู่กับคุณอภิสิทธิ์เมื่อครั้งตนเองอายุเพียง 3 ขวบมาให้ชมพร้อมเล่าอย่างตื้นตันใจว่าเคยได้พบกับนายอภิสิทธิ์ ในงานสัปดาห์หนังสือศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พอทราบข่าวว่านายอภิสิทธิ์จะมาอยุธยาเลยมารอพบให้กำลำลังใจ

ยกระดับอยุธยาด้วยพลังท้องถิ่น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า ต้องการดึงศักยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มาสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอแนวทาง “กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” เพื่อให้คนในพื้นที่ที่มีความเข้าใจปัญหาดีที่สุดสามารถบริหารจัดการงบประมาณและการพัฒนาการท่องเที่ยวได้แบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service)ลดความซ้ำซ้อนระหว่างกระทรวง ในส่วนของรัฐบาลกลาง ตนพร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะ“ระบบราง”เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) เพื่อให้ภาคเอกชนนำไปวางแผนต่อยอดธุรกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตอกย้ำการเมืองสุจริตคือหัวใจ

เมื่อถามถึงประเด็นการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนให้คำมั่นชัดเจนถึงจุดยืน การเมืองสุจริต ตนได้ร่วมกับพี่น้องภาคใต้ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างจริงจัง พร้อมตั้งเป้าหมายนำพรรคประชาธิปัตย์เข้ามากำกับทิศทางรัฐบาลให้เป็น รัฐบาลแห่งความซื่อสัตย์ ที่ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และไม่สร้างความขัดแย้งในสังคม

“วันนี้สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจ ก็คือเราจะเข้ามาคุมเกมในเรื่องของทิศทางของรัฐบาล ให้เป็นรัฐบาลที่ซื่อสัตย์ ให้เป็นรัฐบาลที่ยึดประโยชน์ของส่วนรวม ให้เป็นรัฐบาลที่ไม่สร้างความแตกแยก ซึ่งจะทำให้เราสามารถที่จะผลักดันนโยบายสำหรับประชาชนในทุกพื้นที่ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ตกลงคนใต้ใครซื้อเสียงไล่พ้นภาค

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มีกระแสข่าวการทุจริตซื้อเสียงอย่างหนักในพื้นที่ภาคใต้อีกครั้งว่า ครั้งสุดท้ายที่ตนขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ ตนได้ตกลงกับคนใต้แล้วว่าจะไล่คนซื้อเสียงออกจากภาคใต้

ชวนฟังปราศรัยใหญ่ภาคใต้3วันรวด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในช่วงต้นเดือนหน้าจะลงพื้นที่ไปปราศรัยใหญ่ เพื่อย้ำในพื้นที่ภาคใต้ โดยขอเชิญชวนประชาชนให้มารับฟังการปราศรัยโดยในวันที่ 1 กุมภาพันธ์จะปราศรัยในพื้นที่นครศรีธรรมราช วันที่ 2 กุมภาพันธ์จะปราศรัยที่สงขลา และวันที่ 3 กุมภาพันธ์จะปราศรัยที่ตรังและพัทลุง พร้อมกับระบุว่าเราจะเดินทางไปให้ทั่วถึงให้ได้มากที่สุด แม้กระทั่งในพื้นที่กรุงเทพฯ วันนี้สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจ คือจะเข้าไปคุมเกม ทิศทางรัฐบาล ให้เป็นรัฐบาลที่ซื่อสัตย์ และยึดประโยชน์ของส่วนรวมไม่สร้างความแตกแยก และสามารถที่จะผลักดันนโยบายให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ได้

ปลื้มโพลกทม.ปชป.ดีขึ้นมาก

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ตรงกับโพลว่าตนสอบถามจากคนที่รู้การทำโพลเป็นรายเขตทราบว่าคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯดีขึ้นมาก บางเขตมีโอกาสชนะชัดเจนขณะที่อีกหลายเขตมีความเป็นไปได้ที่จะชนะดังนั้นข้อมูลที่ตนติดตามสอดคล้องกับสิ่งที่สัมผัสอยู่

ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยในพื้นที่กทม.ออกยุทธศาสตร์ไม่เลือกเราเขามาแน่นั้นนายอภิสิทธิ์กล่าวว่าตนได้ถามคนที่ทำโพลเป็นรายเขตพบว่าไม่ได้เป็นไปอย่างฝ่ายที่พยายามบอกว่าต้องเลือกสีน้ำเงินแต่เป็นตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ถ้าเลือกสีน้ำเงิน มีโอกาสที่จะทำให้ผลการเลือกตั้งเหมือนครั้งที่แล้วเพราะฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์โดยธรรมชาติมีมากกว่าตั้งแต่ต้น ขณะนี้คะแนนพรรคประชาธิปัตย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

‘ชวน’ล่องใต้หาเสียงปัตตานี

ที่สมาคมฮกเกี้ยน จ.ปัตตานี นาย ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยน.ส.พิมพ์รพี พันธุวิชาติกุล และนายสาคร เกี่ยวข้อง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงเลือกตั้ง โดยคณะได้เดินทางไปพบปะประชาชนที่สมาคมฮกเกี้ยน ก่อนขึ้นรถแห่ปราศรัยไปตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชนให้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์โดยขอให้กาเลือกทั้ง 2 ใบยกจังหวัด เพื่อให้พรรคมีจำนวน สส. เพียงพอในการเข้าไปทำหน้าที่ในสภาและร่วมขับเคลื่อนนโยบายกับภาคส่วนต่างๆในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและการปราบปรามทุนสีเทา

ปลุกศรัทธา‘การเมืองสุจริต’

โดยนายชวนกล่าวว่าในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ได้เพียงมาหาเสียง แต่มาเพื่อวางมาตรฐานทางจริยธรรม อีกทั้งปัญหาความไม่สงบและความเหลื่อมล้ำที่กัดกินพื้นที่ชายแดนใต้มาอย่างยาวนานนั้น จำเป็นต้องแก้ด้วยกลไกการเมืองที่ยึดหลักนิติรัฐ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ

“ความสุจริต คือ รากฐานของความไว้วางใจความไว้วางใจนี้เองคือปัจจัยสำคัญที่จะหลอมรวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข“นายชวนกล่าว

ปชป.หวังดึง‘พลังเงียบ’คืนถิ่น

ภาพลักษณ์ความขัดแย้งภายในพรรคดูจะจางหายไป เมื่อทัพประชาธิปัตย์แสดงสัญญาณเอกภาพอย่างชัดเจนในการเยือนครั้งนี้ โดยมีการผนึกกำลังของนักการเมืองหลากรุ่นที่ตบเท้าเข้าร่วมคณะอย่างพร้อมเพรียง

ดร.พิมพ์รพี พันธุวิชาติกุล แกนนำคนสำคัญจากกระบี่ระบุว่าการลงพื้นที่ของ “นายหัวชวน” ครั้งนี้ว่ามีนัยลึกซึ้งเป็นการเดินเกมเพื่อดึงศรัทธากลุ่ม “พลังเงียบ” (Silent Majority) และชนชั้นกลางในเขตเมือง ที่เบื่อหน่ายวาทกรรมทางการเมืองและกำลังมองหา “เสถียรภาพ” การยึดโยงภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์และการตรวจสอบได้ของนายชวนถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแตกต่างในสนามเลือกตั้งที่ดุเดือด

‘หนู’ยัน มท.ตรวจสอบชื่อปชช.ตลอด

เมื่อเวลา 09.05 น. ที่รร.วอลดอร์ฟแอสโทเรีย กรุงเทพ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีการร้องเรียนชื่อบุคคลอื่นเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านในหลายพื้นที่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งการเลือกจะตรวจสอบทะเบียนราษฎรว่าต้องมีอยู่แล้วตอนที่กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบก็ถูกกล่าวหาว่าตรวจสอบมากเกินไปและใช้เวลานานทำให้ประชาชนเดือดร้อนพอมีชื่อผีเข้ามาในทะเบียนก็เรียกร้องว่าทำไมมหาดไทยไม่ตรวจสอบ เรามีไทม์ไลน์เรื่องนี้และมีรายชื่ออยู่แล้วเช่นกรณีที่จะต้องจ่ายเงินเยียวยาประชาชน ต้อง
ตรวจสอบรายชื่อซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะมี 5% ที่ตกหล่นไปบ้างหรือประเมินความเสียหายไม่เสร็จโดยกระทรวงมหาดไทยติดตามอยู่ตลอด

วอนอย่าผูกโยงลต.-ยังไม่พบผิดปกติ

ผู้สื่อข่าวถามว่าชื่อผีที่เข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้านคนอื่นอยู่ในช่วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นการผูกเรื่องกันไปเองทั้งนั้นตนทำงานในฐานะนายกฯและรมว.มหาดไทย แยกแยะเรื่องพวกนี้ได้ ไม่มีคำว่าเลือกตั้งหรือหาคะแนน ไม่มีคำว่าพวกเราหรือพวกเขา ตนไม่มีนับญาติ ใครเคยเห็นว่านับญาติกับใครบ้างไม่ว่าจะกับคนไทยหรือคนต่างชาติ เวลาทำงานตามหน้าที่ส่วนช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพบมีเรื่องใดที่เคลื่อนไหวผิดปกติหรือไม่  นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มี ทุกคนทำตามหน้าที่และบทบาทของตัวเอง

โยน‘พิพัฒน์’แจงยุปชช.เลือกฝ่ายรักชาติ

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิไทย ดูแลการหาเสียงภาคใต้ เชิญชวนประชาชนให้เลือกพรรคที่รักชาติเช่นพรรคภูมิใจไทยฝ่ายไหนที่ไม่รักชาติไม่จำเป็นต้องเลือกจะถูกทำให้มองว่าเป็นการแบ่งฝ่ายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ถามจากนายพิพัฒน์ ที่อยู่ระหว่างไปช่วยหาเสียงในพื้นที่รับผิดชอบ จึงยังไม่ได้
คุยกันเมื่อถามย้ำว่าจะกำชับแกนนำพรรคภูมิใจไทยให้ระวังการออกแคมเปญรณรงค์หาเสียงโค้งสุดท้ายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าทุกคนทราบกรอบกฎหมาย ไม่ใช่แค่การประชุมพรรคแต่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีได้ย้ำให้ทุกคนแยกบทบาทหน้าที่ให้ดี เพราะยังมีความเป็นรัฐมนตรีอยู่ ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมืองต้องทำหน้าที่ให้ดี จนกว่าจะมีครม.ชุดใหม่ ส่วนรัฐมนตรีคนไหนจะไปหาเสียงเลือกตั้งในเวลาราชการต้องลาราชการให้ถูกต้อง ไม่ใช้ทรัพย์สินของราชการ ไม่ใช้รถประจำตำแหน่ง รถนำขบวน ไม่นำข้าราชการประจำไปเพื่ออำนวยความสะดวกหรือประสานงาน

‘ภูมิใจไทย’นั่งคุย‘SME-สตาร์ทอัพ’

เวลา 10.00 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยแกนนำของพรรคภูมิใจไทย อาทิ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงกทม. นายเอกนัฏ
พร้อมพันธุ์ แม่ทัพหาเสียงกทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ น.ส.พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่หาเสียงช่วย นายนรเสฏฐ์ เธียรประสิทธิ์ ผู้สมัครสส. กทม.เขตพญาไท-ดินแดง เบอร์ 13  โดยเป็นการมาล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มนักธุรกิจและ กลุ่มสตาร์ทอัพ อย่างใกล้ชิด ที่ร้านมิตร อารีย์

ย้ำนโยบายไม่เน้นแจกเงินแล้วจบ

นายเอกนิติกล่าวว่า นโยบายที่เราทำพยายามส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย เราไม่ได้แจกเงินให้ไปแล้วจบ แต่เป็นการเพิ่มทักษะ หาตลาดให้ เพราะเราเชื่อว่าสตาร์ทอัพไทยคือหัวใจสำคัญ ที่จะ
เชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ และ เมดอินไทยแลนด์ เอสเอ็มอีพลัสก็จะช่วยคนไทยจริงๆ พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เน้นแจก แต่เน้นช่วยธุรกิจให้เข้าถึงโอกาส จับมือกันให้ตลาดสตาร์ทอัพโตไปด้วยกัน

“ตัวเลขจีดีพีวันนี้ไตรมาส 4
คาดการณ์เดิม 0.3% ก็ขึ้นไปเป็น 1.8% เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 2.2% ช่วยดันเศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม หลังจากนี้เราจะติดอาวุธให้คนไทย ในเชิงการเพิ่มทักษะ เพิ่มโอกาสของคนไทยทุกอาชีพ
ทุกระดับ อย่างคนละครึ่งพลัสถ้ากลับมารอบหน้าจะเน้นเพิ่มทักษะ สอนขายออนไลน์ เพื่อจะได้ช่วยลดค่าครองชีพ หลักคิดโครงการคนละครึ่ง พลัสของเราคือ เงินไปหมุนกับคนตัวเล็กตัวน้อย” นายเอกนิติ กล่าว

จากนั้นช่วงเที่ยงนายเอกนิติและแกนนำของพรรคภูมิใจไทยไปเดินพบปะพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของช่วงพักกลางวันในตลาดนัดกระทรวงการคลัง บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูป พร้อมให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ยังมีเสียงเรียกร้องให้ทำโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ต่อ เพราะจากครั้งแรกช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ทำให้ตลาดคึกคัก

‘ยศชนัน’ลุยน่านไหว้พระธาตุแช่แห้ง

ขณะที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และคณะเดินสายพบปะประชาชนและเปิดเวทีปราศรัยต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ 7 จังหวัด คือ จังหวัดน่าน แพร่ อุตรดิตถ์ ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา ระหว่างวันที่ 29 – 31 มกราคม 2569 โดยเริ่มต้นจังหวัดแรกที่จ.น่าน ทันทีที่นายยศชนัน ถึงได้เดินทางไปยังวัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง วัดคู่บ้านคู่เมืองน่าน พร้อมด้วยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้สมัคร สส. น่าน เขต 2 เพื่อสั กการะไหว้พระขอพรเสริมความเป็นสิริมงคล พร้อมสนทนาธรรมกับ พระราชนันทวัชรบัณฑิต (ธรรวัตร จรณธมฺโม) รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าอาวาสวัด พระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง ที่ได้มอบ องค์พระธาตุแช่แห้ง(จำลอง)และพรมน้ำมนต์ พร้อมอวยพรขอให้ประสบความสำเร็จเพราะเห็นว่ามีภารกิจค่อนข้างเยอะและเพื่อให้ได้เดินทางมายังน่านได้สะดวก

จากนั้นนายยศชนันเดินทางไปพบปะประชาชน ณ หนองน้ำครก ต.ม่วงตึ๊ด อ.เมือง จ.น่าน เพื่อช่วย นายทรงยศ รามสูต ผู้สมัคร สส.น่าน เขต 1 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้สมัคร สส. น่าน เขต 2 และนายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ผู้สมัคร สส. น่าน เขต 3 หาเสียง มีประชาชนรอต้อนรับรุมขอถ่ายรูปหอมแก้ม มอบดอกไม้ พวงมาลัยดอกดาวเรือง พวงมาลัย แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม พวงมาลัยข้าวโพดฝัก พวงมาลัยมะขามพวงมาลัยขาไก่ ไข่ผำ

ดันรถไฟรางคู่แพร่-น่าน-พะเยา

นายยศชนันได้ปราศรัยเป็นภาษาเหนือว่า วันนี้ “เชน” มาหาพ่อแม่พี่น้องเมืองน่านแล้วเน่อแต่ขอน่านทั้ง 3 เขต วันนี้มาเมืองเหนือเพื่อประกาศศักดาว่าภาคเหนือเพื่อไทยแดงทั้งแผ่นดิน น่านเป็นเมืองแห่งความสุข เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมืองแห่งธรรมชาติ เราพร้อมสานต่อต้องทำให้เมืองน่าน น่าอยู่ที่สุด และจะพัฒนาสนามบินน่าน สนับสนุนมีรถไฟรางคู่ผ่านแพร่ – น่าน – พะเยา เพื่อให้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุด และจะแก้ไขระบบน้ำทั้งระบบ ดูแลน้ำท่วม น้ำแล้ง เพราะได้ศึกษามาก่อนแล้ว จะดูแล เพราะน่านเป็นป่าต้นน้ำ จึงจะดูแลการระบายน้ำ การส่งน้ำให้ชาวน่านได้ใช้ ซึ่งพรรคเพื่อไทย พร้อมทำทันที ขอทุกคนสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร สส. เข้าไปทำงานเพื่อพี่น้องชาวน่าน ตนจะนำธงเปลี่ยนความหวัง ความฝันให้เป็นความจริง
ในวันที่ 8 ก.พ. 2569

ส่วนที่หนองน้ำครกแห่งนี้ คือศูนย์กลางการท่องเที่ยว เราจะพยายามดึงดูดเงิน และนักท่องเที่ยวให้เข้ามา วันนี้ต้องช่วยประชาชนให้อยู่ได้ ด้วยการสนับสนุนเงิน 3,000 ต่อเดือน สานต่อเบี้ยผู้สูงอายุ ดังนั้น ขอทุกคนสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร สส. เข้าไปทำงานเพื่อพี่น้องชาวน่าน

ราชภัฏโพล‘เท้ง’นำโด่ง‘หนู-เชน’

ที่ห้องประชุมเศาวนิตย์เศาวนานนท์ ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ม.ราชภัฏนครราชสีมา อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย และคณะ ร่วมแถลงผล“ราชภัฏโพล” ครั้งที่ 2 เป็นการสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 11,700 คน เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 19-25 มกราคม 2569 ดำเนินการโดย ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย ผลสำรวจพบว่าจำนวนและ ร้อยละความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเลือกนายกรัฐมนตรีให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯพรรคประชาชน นำโด่งถึง 39.2% ตามด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกุล แคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย 25.5% นายยศชนัน
วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย 17.0% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกฯพรรคประชาธิปัตย์ 9.1%  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แคนดิเดต นายกฯพรรครวมไทยสร้างชาติ 3.3% ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกฯพรรคกล้าธรรม 2.3% คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 1.6 นางสาวตรีนุช เทียนทอง 1.5 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ 1.23 และอื่นๆ 12.9%

ปาร์ตี้ลิสต์พรรคส้มยังนำพท.-ภท.

ในขณะที่จำนวนและร้อยละความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเลือกสส.บัญชีรายชื่อพบว่าพรรคประชาชน นำโด่งเช่นกัน ด้วยผลโหวต 38.8% ตามด้วยพรรคเพื่อไทย 17.9% และพรรค
ภูมิใจไทย 15.6% พรรคอื่นๆ 9.1% พรรคประชาธิปัตย์ 8.5% พรรครวมไทยสร้างชาติ 3.6% พรรคเศรษฐกิจ 2.0% พรรคกล้าธรรม 1.7% พรรคไทยสร้างไทย 1.2% พรรคพลังประชารัฐ 1.1% พรรคไทยก้าวใหม่ 0.7%

เน้นเลือกนโยบายมากกว่าบุคคล

ภาพรวมการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนไทยตัดสินใจเลือกตั้งบนฐาน“นโยบาย”มากกว่า“ตัวบุคคล”โดยนโยบายเศรษฐกิจปากท้องและรายได้ เป็นปัจจัยสูงสุด 52.9% สะท้อนความกังวลด้านค่าครองชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจครัวเรือนส่วนพฤติกรรมการเลือก สส.พบว่าประชาชน 71.6% เลือก สส.เขต และสส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเดียวกัน เลือกสส.เขตและบัญชีรายชื่อ
คนละพรรค 28.4% แสดงถึงความต้องการเสถียรภาพรัฐบาลและความชัดเจนเชิงนโยบายของพรรค

เหตุผลในการเลือกสส.โดยสส.บัญชีรายชื่อ เลือกจากนโยบายพรรค 47.1% และความน่าเชื่อถือของพรรค 35.5% สส.เขต เลือกจากนโยบายพรรค 45.3% และความสามารถของผู้สมัคร 30.2% แสดงให้เห็นว่า พรรคการเมืองยังคงเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจส่วนจุดยืนต่อการแก้รัฐธรรมนูญพบว่าประชาชน ร้อยละ 67.8 เห็นด้วย
กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สะท้อนความต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมือง

Leave a comment