ถอนเงินมากกว่า 250 ล้าน ส่องพิรุธวงจรเงินสด กลโกงซื้อเสียงเขตละ 20 – 30 ล้าน

ถอนเงินมากกว่า 250 ล้าน ส่องพิรุธวงจรเงินสด กลโกงซื้อเสียงเขตละ 20 – 30 ล้าน

29 ม.ค. 2569 21:00 น.

ถอนเงินมากกว่า 250 ล้าน ส่องพิรุธวงจรเงินสด กลโกงซื้อเสียงเขตละ 20 – 30 ล้าน

ถอนเงินมากกว่า 250 ล้าน แลกเป็นแบงก์ 100, 500 ส่องพิรุธวงจรเงินสด “นักวิชาการ” ชี้ เศรษฐกิจไทย ไม่มีสภาพคล่องถึงขนาดต้องใช้เงินสดจำนวนมาก พร้อมเปิดกลโกงจ่ายเงินซื้อเสียง ตกเฉลี่ยเขตละ 20 – 30 ล้านบาท

ภายในระยะเวลา 10 วัน หลังธนาคารแห่งประเทศไทย พบการทำธุรกรรมผิดปกติ โดยพบว่ามีการเบิกเงินตั้งแต่ 100 ล้านบาท สูงสุด 250 ล้านบาท โดยผู้ที่เบิกมีการแลกเป็นแบงก์ 100 และ 500 บาท ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมตรวจสอบ ซึ่งพบความผิดปกติในสองเส้นเงิน เบื้องต้นหากพบมีความผิดปกติเกี่ยวโยงกับการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.69 จะยื่นเรื่องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ด้วยข้อสงสัยของสังคม ทำให้มีการเชื่อมโยงกับเงินที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือหนักกว่านั้นอาจเกี่ยวโยงกับการซื้อเสียงหรือไม่ สิ่งนี้ยังรอการตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง

แต่เพื่อคลี่คลายข้อสงสัย ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ.ดร. อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ วิเคราะห์ว่า กรณีที่เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้ว่า เป็นการนำเงินที่เบิกไปใช้ในการเลือกตั้ง มีทั้งแบบที่นำไปใช้จ่ายในการหาเสียง เช่น การเติมน้ำมันให้กับผู้ที่ขับรถหาเสียง หรือผู้ช่วยหาเสียง ที่ส่วนใหญ่ต้องใช้แบงก์ร้อยกับแบงก์ห้าร้อย แต่ในทางกลับกันอาจเป็นการนำไปซื้อเสียงได้

สำหรับเงิน 250 ล้านบาท ที่มีการเบิกจ่าย ถ้ามองในเรื่องของการซื้อเสียง ถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการซื้อเสียงภายใน 1 จังหวัด ประมาณ 2 หมื่นคน ต้องใช้เงินหัวละ 1,000 บาท ต้องใช้เงินประมาณ 20 ล้านบาท ดังนั้นตัวเลขการเบิกจ่าย 250 ล้านบาท ถ้าเป็นการซื้อเสียงภายใน 1 จังหวัด โดยผู้สมัครเพียง 1 คน ก็อาจได้ แต่ถ้าใช้ในการซื้อเสียงมากกว่านั้นถือว่ายังไม่พอ หรือถ้าบางพรรคต้องการซื้อเสียงถึง 10 เก้าอี้ ต้องใช้เงินถึง 2,500 ล้านบาท

ถ้ามองถึงภาคธุรกิจที่ผู้ประกอบการจะเบิกเงินสดมากถึง 250 ล้านบาท แล้วแลกเป็นแบงก์ 100 กับ 500บาท แทบเป็นไปได้ยาก เนื่องจากไทยยังไม่ได้มีสภาพคล่อง และธุรกิจในไทยยังไม่ได้สะพัดขนาดที่ซื้อง่ายขายคล่อง

การเบิกเงินสดจำนวนถ้าวิเคราะห์อาจมีเหตุผลดังนี้

1.ใช้เพื่อการหาเสียง สำหรับจ้างคน เช่น เติมน้ำมันขับรถหาเสียง หรือขนย้ายสิ่งของในการหาเสียง

2.แจกเงินเพื่อการซื้อเสียง

การตรวจสอบเส้นทางเงินที่ผ่านมา ไทยค่อนข้างมีช่องโหว่อยู่มาก เพียงแต่ตอนนี้มีการตรวจสอบมากขึ้น เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งมากกว่าปกติ ซึ่งการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินของไทย ควรมีการตรวจสอบที่เข้มข้น แต่ไม่ตรวจเฉพาะการซื้อขายทองคำ

เปิดกลโกงจ่ายเงินซื้อเสียงเขตละ 20 – 30 ล้านบาท

หากมองในมุมของการดำเนินการตรวจสอบ ข้อพิรุธเส้นทางเงิน ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง สมชัย ศรีสุทธิยากร นักวิชาการและอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ข้อมูลว่า การเบิกเงิน 250 ล้านบาท แล้วนำไปแลกเป็นแบงก์ย่อย เท่ากับมีการเตรียมการซื้อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องนี้สันนิษฐานได้ เพราะไม่มีใครที่แลกแบงก์ย่อยจำนวนมากขนาดนั้น

สิ่งที่ กกต.ควรทำคือ ขอความร่วมมือกับธนาคาร ในการขอทราบชื่อผู้ที่เบิกจ่ายผิดปกติ และสาขาธนาคารในพื้นที่จังหวัดไหนที่มีการทำธุรกรรมการเงินจำนวนมาก และหลังทราบชื่อแล้วควรไปขอความร่วมมือกับ ปปง. ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ถ้าหากมีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองไหน ต้องมีการเข้าไปป้องปราบในพื้นที่ผิดปกติ

เมื่อสอบถามว่า ทำไมต้องแลกเป็นแบงก์ 100 กับแบงก์ 500 บาท ปกติอัตราในการซื้อเสียงเลือกตั้งอยู่ที่หัวละ 300 – 500 บาท และมีเงินบางส่วนที่เป็นค่าบริหารจัดการที่ให้กับหัวคะแนนอีกจำนวนหนึ่ง โดยปกติตกอยู่ที่หัวละ 100 บาท กรณีที่บอกซื้อเสียงหัวละเป็นพันบาท จะจำกัดเฉพาะพื้นที่ ที่มีการแข่งขันสูง

กลไกของการซื้อเสียงเลือกตั้ง ปกติไม่ได้จ่ายเงินซื้อทุกคะแนนเสียงในพื้นที่ พรรคการเมืองจะต้องประเมินว่า มีฐานเสียงเดิมในพื้นที่อยู่เท่าไหร่ แล้วต้องซื้อคะแนนเสียงเท่าไหร่ถึงจะชนะ ตัวอย่างเช่น ฐานเสียงเดิมมี 2 หมื่นเสียง ต้องมีเสียงทั้งหมด 3 หมื่นเสียงถึงจะชนะ ดังนั้นต้องทำการซื้อเสียงอีก 1.5 หมื่นเสียงถึงจะชนะ โดยเงินที่ซื้อเสียงจะไม่ซื้อแบบกระจายหว่านไปทั่ว แต่ต้องมุ่งเป้าในการเช็กชื่อแน่นอน และต้องกาให้จริง

ถ้าประเมินปกติของการเลือกตั้ง 1 เขต จะมีประมาณ 1.6 แสนคน เฉลี่ยคนใช้สิทธิ 70% ประมาณ 112,000คน ถ้าคู่แข่งในเขตนี้มี 3 คน ผู้สมัครที่ชนะต้องมีคะแนนประมาณ 35,000 – 40,000 คะแนน สิ่งที่ต้องประเมินคือ คะแนนพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อมีอยู่จำนวนเท่าไหร่

ตัวเลข 20 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขพื้นฐานที่นักการเมืองชอบพูดกัน ว่าแต่ละเขตใช้เงิน 20 – 30 ล้านบาท ก็เกิดจากการคำนวณ ที่เฉลี่ยหัวละ 500 บาท ต้องซื้ออีกประมาณ 2 หมื่นเสียง ต้องจ่ายเงินประมาณ 10 ล้านบาท

Leave a comment