
ขีดเส้น3วันจี้กกต.สั่งพรรคการเมือง แจงงบประชานิยม สกัด‘นโยบายขายฝัน’ ก่อความเสียหายต่อปท.
วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ขีดเส้น3วันจี้กกต.สั่งพรรคการเมือง แจงงบประชานิยม สกัด‘นโยบายขายฝัน’ ก่อความเสียหายต่อปท. ปธ.กกต.พร้อมตั้งสำนวน ไต่สวนคดีเบิกเงินผิดปกติ
คณะตรวจสอบ นำโดย “ชาญชัย –สมชาย-นิติธร-คมสัน” จี้กกต.เรียกพรรคการเมืองเข้าชี้แจงงบประชานิยม ใน 3 วัน หวั่นนโยบายขายฝัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ หากไม่ดำเนินการจะใช้สิทธิ์ทางกฎหมายดำเนินคดี ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ด้าน“เรืองไกร”ร้อง กกต.ตรวจสอบนโยบาย 51 พรรคการเมือง เป็นไปตาม พรป.พรรคการเมือง มาตรา 57หรือไม่ ขณะที่ กกต.ยื่นหนังสือต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ขอรายละเอียดการโอน-เบิกจ่ายเงินที่ผิดปกติในช่วงเลือกตั้งแล้ว
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ นายสมชาย แสวงการ นายนิติธร ล้ำเหลือ นายคมสัน โพธิ์คง ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อกกต. เพื่อให้ดำเนินการสอบกรณีนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง โดยให้เวลา 3 วัน หากไม่ดำเนินการจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
โดยนายชาญชัยระบุในหนังสือคำร้องตอนหนึ่งว่า จากการตรวจสอบและทราบจากการชูนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลายพรรคที่เป็นนโยบายประชานิยมพบว่า มีการแจ้งใช้เงินเพื่อทำนโยบายมาจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน และระบุรายละเอียดของแหล่งเงินที่จะใช้ทำนโยบบายว่าจะต้องตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีกเท่าไร หรือ ถ้าไม่กู้เงินเพิ่มเติมจะต้องมีแผนการปรับขึ้นภาษีตัวไหนบ้าง ปรับขึ้นเท่าใด อย่างไรบ้าง ซึ่งจากการพิจารณาตามแผนการคลังระยะปานกลาง ประจำปีงบประมาณ 2570-2573จะเห็นว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ (จีดีพี)ใกล้เต็มเพดานตามกฎหมาย 70% แล้ว แทบไม่มีวงเงินเหลือให้นำมาใช้ในการประชานิยมได้อีก
“นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในปี 2569 นี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของประชานิยมโดยมีผลกระทบต่อสถานการณ์การคลังของประเทศ และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ และขยายตัวของหนี้สาธารณะซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังของประเทศในหลายด้าน ทั้งรายจ่ายภาครัฐ รายได้ของรัฐ กระทบต่อหนี้สาธารณะ เพราะการดำเนินนโยบายต้องใช้งบประมาณจำนวนมากต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลต้องใช้นโยบายการคลังขาดดุลต่อเนื่องมาหลายปี หากไม่มีมาตรการควบคุมรายจ่าย และมาตรการเพิ่มรายได้อย่างจริงจัง อาจกระทบกับความน่าเชื่อถือของประเทศโดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปีงบประมาณ 2570 อยู่ระดับที่69.36% เท่ากันเหลือไม่ถึง 1%ที่จะกู้ได้” นายชาญชัย ระบุ
นายชาญชัยระบุอีกว่า นอกจากเงินในงบประมาณแล้ว นโยบายหาเสียงส่วนใหญ่ยังใช้แหล่งเงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะมาตรการกึ่งการคลังซึ่งเป็นรายการภาระผูกพัน ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561เช่นนโยบายที่เกี่ยวกับการลดหนี้ พักหนี้ และยกหนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค หรือ นโยบายจ่ายเงินอุดหนุนแบบให้เปล่า หรือแจกเงิน นโยบายประกันรายได้ให้เกษตรกร และนโยบายสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม ซึ่ง สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้มาตรา 28 มียอดคงค้างอยู่ที่ 1,133,751 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 30.21% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดให้มียอดหนี้คงค้างได้ไม่เกิน 32% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี
“เป็นหน้าที่โดยตรงของกกต.ที่ต้องตรวจสอบระงับยับยั้ง หรือดำเนินการในสิ่งที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ปล่อยปะละเลยก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ตามความผิดฐานนั้นๆ ดังนั้นขอให้กกต. มีหนังสือและมีคำสั่งไปถึงพรรคการเมืองที่มีนโยบายขัดต่อกฎหมายและไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินค่าใช้จ่ายที่จะใช้ดำเนินการตามที่ประกาศโฆษณา เพื่อยับยั้งนโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน ภายในกำหนด 3 วัน นับวันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดดังกล่าว ข้าพเจ้าจะใช้สิทธิในการดำเนินคดี ทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป” นายชาญชัย ระบุ
วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า เวลาประมาณ 13.00 น. ตนต้องไปให้ถ้อยคำต่อสำนักสืบสวนสอบสวน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ชั้น 4เรื่องกล่าวหาพรรคการเมืองหนึ่ง กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 (2) หรือไม่ ซึ่งก่อนให้ถ้อยคำ จะไปยื่นหนังสือด้วยตนเอง เพื่อขอให้ กกต.ตรวจสอบนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ รวม 51 พรรค ว่าได้แจ้งต่อ กกต. โดยเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 หรือไม่
สำหรับคำร้องมีความเป็นข้อๆ ดังนี้ 1.ตามข่าวประชาสันพันธ์เลขที่ 90/2569 ลงวันที่ 26 มกราคม 2569 กกต. ได้แจ้งข่าวโดยมีความบางส่วน ดังนี้
“…ปัจจุบันมีพรรคการเมืองที่จัดส่งนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินในการประกาศโฆษณาให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 51 พรรคการเมือง ซึ่งขณะนี้นโยบายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่เพื่อให้ประชาชนได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นในการพิจารณานโยบายต่าง ๆ ของพรรคการเมืองแต่ละพรรค สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเห็นสมควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ และเมื่อคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา และคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาเสร็จแล้ว จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อประชาชนจะได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งต่อไป ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินในการประกาศโฆษณาของพรรคการเมือง โดยสแกน QR Code ด้านล่าง”
2.เมื่อสแกน QR Code มาตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ รวม 51 พรรค พบว่า นโยบายของพรรคการเมืองที่แจ้งต่อ กกต. อาจไม่ถูกต้องครบถ้วน ตามที่ปราศรัยหรือให้ข่าวต่อสื่อมวลชน
3.ตัวอย่างเช่น พรรคทางเลือกใหม่ เบอร์ 10 ได้แจ้งต่อ กกต. ไว้รวม 5 นโยบาย แต่ในข้อมูลการหาเสียงมีการแจ้งหรือแถลงต่อสื่อมวลชนไว้มากกว่าสิบนโยบาย ทำให้วงเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา อาจมีมากกว่าที่แจ้งไว้ต่อ กกต. ทั้งนี้ ตามรายละเอียดจากเว็บไซต์ thethaiger เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 หัวข้อ รวมนโยบาย สุดล้ำ “เต้ มงคลกิตติ์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคทางเลือกใหม่ (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ) หรือ พรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 11 ได้แจ้งต่อ กกต. ไว้รวม 4 นโยบาย แต่ในข้อมูลการหาเสียงพบว่า มีการแจ้งหรือแถลงต่อสื่อมวลชนถึงนโยบายที่ 5 ไว้เพิ่มเติม ทำให้วงเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา อาจมีมากกว่าที่แจ้งไว้ต่อ กกต. ทั้งนี้ ตามรายละเอียดจากเว็บไซต์ siamrath เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 หัวข้อ “พล.อ.รังษี” ชูนโยบายพรรคเศรษฐกิจ ลดค่าไฟเหลือ 2.80 บาท ควบรวม 3 การไฟฟ้า-ฟันคอร์รัปชัน (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ)
4.จากกรณีตัวอย่างข้างต้น จึงมีเหตุอันควรขอให้ กกต. รีบตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองทั้ง 51 พรรค ว่าได้แจ้งต่อ กกต. โดยเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งต่อไป
5.หาก กกต. ตรวจแล้วพบว่า นโยบายใดของพรรคการเมืองใด เข้าข่ายหลอกลวง หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง อันอาจฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (5) ขอให้ กกต. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปด้วย.
สำนักงาน กกต.แจ้งว่าตามที่ กกต.ได้มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้ายื่นหนังสือต่อธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอทราบรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ ในช่วงระยะเวลาการจัดการเลือกตั้ง สส. นั้น วันนี้ นายครรชิต ได้เข้ายื่นหนังสือขอทราบรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มี ความผิดปกติดังกล่าว โดยมีผู้แทนของธนาคารแห่งประเทศไทย รับมอบหนังสือเรียบร้อยแล้ว และธนาคารแห่งประเทศไทยจะส่งรายละเอียดให้กกต.ทราบเร็วที่สุด ณ สำนักงาน กกต.
อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย จะนำข้อมูลดังกล่าวมามอบให้กับนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ที่สำนักงาน กกต.ในช่วงเย็นวันเดียวกัน
ที่ลิโด คอนเน็ค สยามสแควร์ กรุงเทพฯ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขอรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ ในช่วงระยะเวลาการจัดการเลือกตั้ง สส. จากต่อธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ว่าเมื่อวันที่ 29 ม.ค. กกต.ได้มีการประชุมเรื่องนี้ โดยขอข้อมูลจาก ธปท. เกี่ยวกับการการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ และวันนี้ได้ส่งรองเลขาธิการ กกต.ไปประสานแล้ว ซึ่งทาง ธปท.ได้รับปากจะทยอยส่งข้อมูลให้โดยเร็ว เพื่อที่ กกต.จะได้นำข้อมูลมาประกอบสำนวนไต่สวนต่อไป ขณะนี้ ยังไม่ได้รับข้อมูลจาก ธปท.ถ้าได้รับข้อมูลแล้ว กกต.จะรีบประชุมโดยเร็ว
สำหรับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียงนายณรงค์กล่าวว่า กกต.เน้นย้ำเรื่องนี้มาตลอด เพราะเรามีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงมีการรณรงค์ให้ประชาชนรักษาสิทธิ์ของตัวเอง หากทราบว่ามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอยู่ในพื้นที่ไหน ก็จะลงพื้นที่ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมทันที เพื่อสืบสวนสอบสวนต่อไป ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาแล้วประมาณ 60 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการหาเสียงหลอกลวง หรือการหาเสียงโดยไม่ชอบ ส่วนการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีบ้าง แต่ไม่เยอะ
ประธานกกต.ยังกล่าวถึง ความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ ว่า ขณะนี้สำนักงานฯ ได้เตรียมความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งไว้หมดแล้ว ขอเชิญชวนประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิใช้เสียงยังหน่วยเลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนไว้ ซึ่งทาง กกต. ก็มีข้อห้ามในเรื่องของจำหน่วย จ่ายแจกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 31 มกราคม ไปจนถึงเวลา 18.00 น. ของวันที่ 1 กุมภาพันธ์