ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ

ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ

ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.44 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุรวิชช์ วีรวรรณ รองประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #เมื่อผู้เฒ่าคนหนึ่งที่มั่งคั่งประกาศจะเลือกพรรคส้ม

มีผู้เฒ่าคนหนึ่งประกาศอย่างชัดเจนว่า เขาจะเลือกพรรคส้มทั้งสองใบ พร้อมเหตุผลเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศที่ฟังดูสวยงามในเชิงอุดมการณ์

ชีวิตของเขามักใช้เวลาว่างในชีวิตที่มั่งคั่ง บินไปดูกีฬาระดับโลก นั่งชมเทนนิสแกรนด์สแลมได้ครบทุกสนาม เชื้อเชิญคนหนุ่มสาวที่มีความคิดไปในทิศทางเดียวกันมาร่วมโต๊ะสนทนา เพื่อสะท้อนภาพว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่ที่เปิดกว้างและทันสมัยทางความคิด แต่คำถามคือ ภาพลักษณ์นั้นไม่ได้ตอบโจทย์ความเป็นจริงของโครงสร้างการเมืองไทย

ความจริงข้อแรกคือ ประเทศนี้แทบไม่มีทางเกิดรัฐบาลพรรคเดียวได้อยู่แล้ว ไม่ว่าพรรคไหนนำ สุดท้ายต้องเป็นรัฐบาลผสม การตัดสินใจบนสมมติฐานว่าพรรคใดพรรคหนึ่งจะสามารถผลักดันนโยบายเชิงโครงสร้างได้เต็มรูปแบบ จึงอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางอำนาจ เพราะพรรคการเมืองจำนวนมาก—รวมไปถึงพรรคที่เขาคาดหวัง—มีแนวโน้มสูงที่จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคส้ม นั่นหมายความว่า ต่อให้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้อำนาจบริหารแบบไร้แรงต้าน เพราะหลักสำคัญของระบบรัฐสภาคือ พรรคไหนที่รวมเสียงข้างมากได้จะได้เป็นรัฐบาล

ความจริงข้อที่สอง คือการเปิดตัวทีม “The Professionals” อาจสร้างความรู้สึกว่ามีความพร้อม แต่เมื่อพิจารณาให้ลึก หลายคนยังเป็นมือกลางที่ไม่ได้มีประวัติความสำเร็จเชิงบริหารประเทศในระดับสูงอย่างเด่นชัด การบริหารรัฐไม่ใช่เวทีนำเสนอแนวคิด แต่คือการจัดการระบบราชการ งบประมาณ และผลประโยชน์ที่ซับซ้อน ความต่างระหว่าง “พูดได้ดี” กับ “ทำได้จริง” คือระยะห่างที่ประเทศทั้งประเทศต้องรับความเสี่ยงร่วมกัน

และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนที่ถูกเสนออย่างเร้าใจ อาจเป็นเรื่องที่คนมีหลักประกันชีวิตพร้อมยอมรับได้ง่าย แต่คนส่วนใหญ่ในสังคมคือผู้ที่จะต้องแบกรับแรงสั่นสะเทือนจริง หากความขัดแย้งทวีความรุนแรง ไม่ว่าจะในเชิงเศรษฐกิจ สังคม หรือสถาบันหลักของชาติ

ผมไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง แต่ผมปฏิเสธแนวคิดที่เชื่อว่าการรื้อแทบทุกโครงสร้างคือคำตอบเดียว เพราะประวัติศาสตร์การเมืองทั่วโลกสอนเราว่า การเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วและสุดโต่งมักสร้างรอยร้าวลึกกว่าความก้าวหน้าที่ยั่งยืน

ดังนั้น ใครก็ตามที่คิดจะเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อในคำชี้นำของคนที่มีชีวิตมั่นคงอยู่แล้ว ควรถามตัวเองให้รอบคอบว่า มีทางเลือกที่พัฒนาประเทศได้โดยไม่ผลักสังคมเข้าสู่ความแตกแยกรุนแรงกว่านี้หรือไม่ เพราะประเทศไม่ใช่ห้องทดลองอุดมการณ์ และต้นทุนของความผันผวนไม่ได้ตกอยู่กับคนที่พูดเสียงดังที่สุด แต่อยู่กับคนส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลลัพธ์นั้นจริงๆ

Leave a comment