
ชำแหละ 3 กลุ่ม นักเลือกตั้ง ปรากฏการณ์ทางการเมือง…ที่เงินยังเป็นปัจจัยชี้ขาด?
วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.40 น.
4 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ชำแหละ สันดานนักการเมือง
จะขออนุญาตพูดถึงปรากฏการณ์ทางการเมืองของนักการเมืองในยุคนี้ ที่มีการแข่งขันทางการเมืองสูง ต่างฝ่ายต่างหวังจะเอาชัยชนะ และเป็นการเลือกตั้งที่มีกลุ่มทุนสีเทา กลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ หรือกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมากที่สุด จึงทำให้เห็นปรากฏการณ์หรือภาพลักษณ์ของนักการเมืองเปลี่ยนไป จนหลายคนกล่าวถึงตัวนักการเมืองยุคนี้ว่า ไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพ ไม่ใช่นักการเมืองที่แท้จริง แต่เป็นนักเลือกตั้งต่างหาก ที่ฉวยโอกาสทางการเมืองในฤดูกาลการเลือกตั้ง จึงทำให้เห็นภาพของนักการเมือง หรือนักเลือกตั้งใน 3 กลุ่ม คือ
1.กลุ่มนักการเมือง หรือที่เรียกกันว่านักเลือกตั้ง เป็นกลุ่มนักการเมืองที่ไม่ได้คิดถึงอุดมการณ์ และไม่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ต้องการจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งไปสมัครสังกัดพรรคการเมืองที่เห็นว่ามีโอกาสที่จะได้รับเลือกตั้ง มีความพร้อมทั้งกระสุนดินดำและอำนาจรัฐ ก็อยากจะลงสมัครในนามพรรคนั้น แต่เมื่อที่นั่งของผู้สมัครเต็ม หรือพรรคนั้นไม่ต้องการ หรือมีบุคคลอื่นที่เหมาะสมกว่า นักการเมืองกลุ่มนี้ก็ไปหาพรรคการเมืองอื่นอีก ซึ่งอาจจะอยู่ในกลุ่มการเมืองขั้วเดียวกัน หรือกลุ่มการเมืองคนละขั้ว คนละอุดมการณ์ก็ไม่เกี่ยง ขอให้ตัวเองได้ลงสมัคร จึงเห็นนักการเมืองกลุ่มหนึ่งเร่หาพรรคลงสมัคร จากพรรคนี้ไปพรรคนั้น แล้วก็ไปพรรคโน้นทในที่สุดจนหาพรรคที่สังกัดจนได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง จะเห็นนักการเมืองบางคน เปลี่ยน3-4พรรค ก่อนจะถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง แบบนี้เขาจะไม่เรียกว่านักการเมืองอาชีพ หรือนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ เป็นได้แค่นักเลือกตั้งเท่านั้น
2.กลุ่มนักการเมืองที่ไม่คิดถึงอุดมการณ์ คิดถึงแต่โอกาสที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.เท่านั้น นักการเมืองกลุ่มนี้หรือนักเลือกตั้งกลุ่มนี้ จะหาพรรคสังกัดที่มีเงินทุนสูง ถ้ามีเงินทุนมากก็จะไปสมัครในนามพรรคนั้น เพราะการเลือกตั้งในครั้งนี้มีการใช้เงินที่สูงมาก ตั้งแต่เรื่องการซื้อคะแนนเสียง จนมาถึงการบริหารจัดการพื้นที่ หรือรวมไปถึงการจัดเวทีปราศรัยล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินทุนทั้งนั้น การจัดเวทีปราศรัยต้องใช้เงินทุนครั้งละไม่ต่ำกว่า1ล้านบาทถึง3ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหาเสียงด้วยซ้ำไป การจัดพิธีปราศรัยฟอร์มใหญ่1ครั้ง ใช้เงินสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดให้ผู้สมัครส.ส.ได้ใช้ จึงทำให้นักการเมืองกลุ่มนี้เร่หาพรรคการเมืองที่พร้อมสนับสนุนหรือซัพพอร์ตเงินทุน และจะใช้ทุนเป็นหลักในการหาเสียง
3.กลุ่มนักการเมืองที่เคยเป็นอดีตส.ส.ที่ต้องการย้ายพรรค นักการเมืองกลุ่มนี้ถือว่าเป็นนักการเมืองที่มีมูลค่ามีค่าตัวราคาสูง สามารถเล่นตัวโก่งค่าตัวได้ จะเห็นนักการเมืองกลุ่มนี้ ย้ายพรรคจากพรรคเล็กไปพรรคใหญ่ โดยไม่เกี่ยงเรื่องอุดมการณ์ ไม่เคยเห็นนักการเมืองที่ย้ายจากพรรคใหญ่ไปพรรคเล็กเลย หรือย้ายจากพรรคที่มีทุนสนับสนุนจำนวนมากไปอยู่พรรคเล็กที่เน้นอุดมการณ์ จะเห็นนักการเมืองกลุ่มนี้ เป็นนักการเมืองที่ได้มาโดยการใช้ทุน ใช้เงินจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องหาพรรคการเมืองสนับสนุนเงินทุนในการเลือกตั้งให้มากกว่าครั้งที่ผ่านมา และจะหาพรรคการเมืองสนับสนุนเงินทุนที่มากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ต่างอะไรกับหมาล่าเนื้อ เพราะนักการเมืองกลุ่มนี้เคยใช้เงินเป็นบันไดไปสู่ตำแหน่งส.ส. จำเป็นต้องใช้ต่อ หยุดไม่ได้ เมื่อเคยใช้แล้วถ้าหยุดใช้เงิน กลับมาเน้นเรื่องอุดมการณ์ ประชาชนจะตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมาเคยซื้อเสียง แต่ทำไมครั้งนี้ไม่ซื้อเสียง ในที่สุดก็จะไม่ได้รับการเลือกตั้ง
จากภาพลักษณ์ของนักการเมือง 3 กลุ่มนี้ เป็นภาพของนักการเมืองในยุคปัจจุบัน ที่เรียกกันว่า เป็นนักเลือกตั้ง ไม่สามารถเรียกว่า “นักการเมืองมืออาชีพ” หรือ “นักการเมืองอุดมการณ์”ได้ และตราบใดที่เงินยังเป็นปัจจัยชี้ขาด และกลุ่มทุนสีเทาเข้ามามีบทบาททางการเมือง เราจะหานักการเมืองอุดมการณ์ นักการเมืองที่ต่อสู้ด้วยจุดยืนทางการเมือง ปราศจากเงินทุนไม่ได้เลย และประเทศไทยก็จะมีแค่นักเลือกตั้ง จะไม่มีนักการเมืองอาชีพ หรือนักการเมืองอุดมการณ์อีกต่อไป