ปฏิบัติการ “ฟ้าคืนใต้” ศึกชิงพื้นที่การเมือง โค้งสุดท้ายยุทธศาสตร์ยึดฐานเสียง สู้เลือกตั้ง 69

ปฏิบัติการ “ฟ้าคืนใต้” ศึกชิงพื้นที่การเมือง โค้งสุดท้ายยุทธศาสตร์ยึดฐานเสียง สู้เลือกตั้ง 69

4 ก.พ. 2569 16:06 น.

ปฏิบัติการ “ฟ้าคืนใต้” ศึกชิงพื้นที่การเมือง โค้งสุดท้ายยุทธศาสตร์ยึดฐานเสียง สู้เลือกตั้ง 69

ปฏิบัติการ “ฟ้าคืนใต้” ศึกชิงพื้นที่การเมืองระดับภาค เปิดยุทธศาสตร์ฐานคะแนนเสียง ครองใจคนในพื้นที่ ก่อนลุ้นศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69

สนามการเมืองในพื้นที่ภาคใต้กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังจากทัศนคติและมุมมองทางการเมืองเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยมีความชัดเจน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการปรับตัวด้านเศรษฐกิจ สังคม และความคาดหวังของประชาชนในการแก้ไขปัญหาเฉพาะพื้นที่

ท่ามกลางความหลากหลายของภูมิประเทศและอัตลักษณ์ของคนภาคใต้ การเมืองในรูปแบบเดิมกำลังถูกท้าทายด้วยยุทธศาสตร์ แนวคิด และการจัดวางตัวผู้สมัครที่แตกต่างออกไป ส่งผลให้ภาพรวมของการแข่งขันมีความซับซ้อนมากขึ้น และยากต่อการคาดการณ์ผลลัพธ์มากกว่าการเลือกตั้งในอดีต

ด้วยเหตุนี้ การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองในแต่ละจังหวัดจึงสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในมิติของฐานคะแนนเสียง การกำหนดเป้าหมาย และทิศทางทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีฐานเสียงหลักผูกพันกับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้อย่างยาวนาน คำถามสำคัญคือ ในสมการทางการเมืองที่เปลี่ยนไป พรรคจะสามารถรักษาฐานเดิมไว้ได้มากน้อยเพียงใด และยุทธศาสตร์ที่ถูกวางไว้จะเพียงพอหรือไม่ ในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น

กลยุทธพรรคประชาธิปัตย์ต่อภาคใต้

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อวิเคราะห์ทิศทางและกลยุทธ์ของพรรคประชาธิปัตย์ต่อฐานเสียงประชาชนในภาคใต้

สิ่งที่น่าสนใจในการเลือกตั้งรอบนี้คือ พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาส “ฟื้นคืนชีพ” กลับมาอีกครั้งในพื้นที่ภาคใต้ แต่ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าจะสามารถครองอันดับหนึ่งได้หรือไม่ เนื่องจากแม้ในเชิงกระแส พรรคประชาธิปัตย์ถือว่าเป็นพรรคที่มาแรงในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ยังมีปัจจัยหลายด้านที่ต้องพิจารณา

แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไม่ใช่คนภาคใต้โดยกำเนิด แต่ลักษณะการทำงานและภาพลักษณ์มีความคล้ายคลึงกับนายชวน หลีกภัย ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่เชื่อมโยงพรรคประชาธิปัตย์กับคนภาคใต้มายาวนาน จนถูกมองว่าเป็นเสมือน “เขยใต้”

หากย้อนกลับไปก่อนปี 2535 พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ครองใจประชาชนในภาคใต้อย่างชัดเจน แต่หลังจากนั้น พรรคได้ปรับตัวให้สอดรับกับอัตลักษณ์และความคิดของคนในพื้นที่ จนได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาต่อมา การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบุคลากรภายในพรรคส่งผลให้ความนิยมลดลง กระทั่งเมื่อบุคคลเหล่านั้นย้ายไปสังกัดพรรคอื่น ทำให้นายอภิสิทธิ์และนายชวนกลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง รวมถึงกระแสในภาคใต้ ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมามีบทบาทได้อีกครั้ง

แต่เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างผู้สมัคร จะพบว่าผู้สมัคร สส. ของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นหน้าใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญ เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จักและไม่มีฐานเสียงที่แข็งแรงมากนัก จึงเป็นปัจจัยที่หลายฝ่ายจับตามองว่าจะส่งผลต่อผลการเลือกตั้งอย่างไร

พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสได้คะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่อค่อนข้างมาก เนื่องจากคะแนนในระบบดังกล่าวไม่ได้ผูกติดกับตัวผู้สมัครในพื้นที่ แม้ผู้สมัครจะเป็นหน้าใหม่ แต่การมีนายอภิสิทธิ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายชวนลงสมัครในบัญชีรายชื่อ ยังคงช่วยดึงคะแนนจากประชาชนในภาคใต้ได้

อีกพื้นที่ที่น่าจับตาคือกรุงเทพมหานคร ศ.ดร.ยุทธพร มองว่าภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์ยังสามารถสร้างแรงดึงดูดได้ และพรรคอาจมีลุ้นคว้าที่นั่ง สส. เขตในพื้นที่ กทม. ประมาณ 1–2 ที่นั่ง ขณะที่คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อจะมีลักษณะใกล้เคียงกับภาคใต้ คือได้คะแนนในสัดส่วนที่ค่อนข้างดี

กลยุทธพรรคกล้าธรรมต่อภาคใต้

สำหรับกลยุทธ์ของพรรคกล้าธรรมในพื้นที่ภาคใต้ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่า พรรคใช้แนวทางการทำงานแบบ “ล็อกบ้านใหญ่” ซึ่งถือเป็นสไตล์หลักของพรรค และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น แต่ยังใช้ในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ

โดยพรรคกล้าธรรมเลือกดึงกลุ่มบ้านใหญ่จากพรรคการเมืองอื่นเข้ามาร่วมงาน เพื่อยึดฐานเสียงในระดับพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีโอกาสประสบความสำเร็จในเชิงยุทธศาสตร์การเลือกตั้งได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ด้วยรูปแบบการทำงานลักษณะนี้ ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคกล้าธรรมอาจไม่ได้มุ่งหวังผลในระดับการเป็นพรรคอันดับหนึ่ง หรือการจัดตั้งรัฐบาล แต่มีเป้าหมายอยู่ที่การยืนในระดับกลาง โดยมองว่าการเจาะฐานเสียงในพื้นที่และมีที่นั่งในสภาก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

ส่วนในระบบ สส.บัญชีรายชื่อ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่า พรรคกล้าธรรมอาจได้จำนวนไม่มากนัก ประมาณ 1–2 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่พรรคพึงพอใจ เนื่องจากพรรคไม่ได้เน้นการสร้างกระแส ไม่ได้ลงสนามดีเบต หรือทำการเมืองเชิงภาพลักษณ์มากนัก ทั้งนี้ หากจะถามว่าพรรคกล้าธรรมไม่ได้ลงพื้นที่หาเสียง แล้วพรรคไปอยู่ไหน ตนมองว่า “พวกเขาไปนั่งรออยู่ในสภาแล้ว”

สถานการณ์ทางการเมืองของภาคใต้ในตอนนี้

สำหรับศึกเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่า พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งได้ หากพิจารณาโครงสร้างพื้นที่ภาคใต้ในเชิงสังคมวิทยา ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2–3ส่วนหลัก ได้แก่ ภาคใต้ฝั่งตะวันตก (อันดามัน) ภาคใต้ฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) และพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยแต่ละพื้นที่มีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตก หรือฝั่งอันดามัน ปัจจุบันถือเป็นฐานสำคัญของพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากพรรคสามารถดึงคะแนนนิยมจากกลุ่มผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวได้ อีกทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ดังกล่าวยังพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก จึงเอื้อต่อการขยายฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย ทำให้มีโอกาสกวาดคะแนนได้เกือบทุกจังหวัดในโซนนี้ ตั้งแต่ระนอง ภูเก็ต กระบี่ และพังงา ขณะที่จังหวัดตรังและสตูลอาจยังไม่ใช่พื้นที่เป้าหมายหลักของพรรค

ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก หรือฝั่งอ่าวไทย โครงสร้างเศรษฐกิจยังคงผูกพันกับอาชีพสวนยางพาราและการประมง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางอาชีพ โอกาสที่พรรคภูมิใจไทยจะครองคะแนนเสียงในพื้นที่นี้ยังคงมีอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นฐานสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ และอาจมีพรรคประชาชนเข้ามาแทรกฐานเสียงเพิ่มเติม ทำให้การแข่งขันในพื้นที่นี้มีความหลากหลายของพรรคการเมืองมากขึ้น

ส่วนพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นพื้นที่พิเศษที่มีบริบทเฉพาะตัว และเป็นฐานเสียงหลักของพรรคประชาชาติอยู่แล้ว ทำให้พรรคการเมืองอื่นเจาะฐานเสียงได้ค่อนข้างยาก

จากภาพรวมทั้งหมดตนประเมินว่า การเลือกตั้งในภาคใต้ครั้งนี้ อาจไม่ปรากฏพรรคการเมืองใดที่สามารถคว้าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ได้ เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีเงื่อนไขทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

Leave a comment