รวบอำนาจบริหาร-รื้อกติกาประเทศ ต้องหยุดความเสี่ยงที่คูหาเลือกตั้ง

รวบอำนาจบริหาร-รื้อกติกาประเทศ ต้องหยุดความเสี่ยงที่คูหาเลือกตั้ง

รวบอำนาจบริหาร-รื้อกติกาประเทศ ต้องหยุดความเสี่ยงที่คูหาเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.34 น.

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือวันที่ประชาชนกำลังตัดสินว่าพรรคการเมืองใดจะได้อำนาจบริหารประเทศจริง ๆ ไม่ใช่แค่เลือกตัวแทนเข้าสภา แต่คือการเลือกว่าพรรคใดจะได้จัดตั้งรัฐบาล คุมฝ่ายบริหาร และเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องใหญ่ของประเทศในระยะต่อไป

อำนาจแบบนี้เป็นอำนาจที่ใช้กำหนดงบประมาณ กำหนดกฎหมาย และกำหนดทิศทางประเทศในสถานการณ์สำคัญ การหย่อนบัตรเลือกตั้งจึงเป็นการตัดสินใจที่มีผลจริง และไม่ใช่พื้นที่ให้ลองผิดลองถูก

ในวันเดียวกันนั้น ประชาชนยังต้องตัดสินใจอีกเรื่องที่มีผลยาวไกลไม่แพ้กัน คือการลงประชามติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรื่องนี้หมายถึงการเปิดทางให้กติกาหลักของประเทศถูกเขียนขึ้นใหม่ทั้งชุด

สองการตัดสินใจนี้ให้ผลต่างกันอย่างมาก แต่กลับถูกจัดให้อยู่ในวันเดียวกัน ถูกพูดในบรรยากาศเดียวกัน และถูกชวนให้คิดไปพร้อมกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ผลของมันไม่เท่ากันเลย

การได้อำนาจบริหารประเทศอย่างเดียวก็เป็นภาระหนักอยู่แล้ว แต่หากอำนาจนั้นเดินมาพร้อมไฟเขียวให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย สิ่งที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่การคุมรัฐบาล แต่คืออำนาจกำหนดทิศทางประเทศในระยะยาว

ในสถานการณ์เช่นนี้ พรรคการเมืองที่มีแนวคิดต้องการเปลี่ยนโครงสร้างรัฐย่อมได้เปรียบ หากสามารถครองอำนาจได้ทั้งจากการเลือกตั้งและจากประชามติไปพร้อมกัน และพรรคที่เดินเกมลักษณะนี้ชัดที่สุดคือ พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม”

การสื่อสารของพรรคส้มไม่แยกให้เห็นชัดว่า การเลือกผู้สมัครเพื่อเข้าไปบริหารประเทศกับการเห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่เป็นคนละเรื่อง แต่ผูกทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันภายใต้คำว่า “เปลี่ยน” และ “เริ่มใหม่” ทำให้การตัดสินใจทั้งสองเรื่องไหลไปในอารมณ์เดียวกัน

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยน แต่อยู่ที่การพูดถึงการเปลี่ยนโดยไม่ต้องรับภาระคำอธิบาย เปลี่ยนไปสู่อะไร เปลี่ยนโครงสร้างแบบไหน และใครเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้าย คำว่าเปลี่ยนจึงถูกใช้เหมือนคำตอบสำเร็จ ทั้งที่ยังไม่มีภาพปลายทางให้จับต้องได้

เมื่อไม่มีรายละเอียด แต่ขอให้ประชาชนตัดสินใจล่วงหน้า สิ่งที่ถูกขอจึงไม่ใช่แค่คะแนนเสียง แต่คือความไว้วางใจเต็มรูปแบบ และเป็นความไว้วางใจที่ผูกเข้ากับอำนาจบริหารประเทศโดยตรง

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือฉบับปี 2560 ไม่ใช่กติกาที่แก้ไม่ได้ และในความเป็นจริงก็เคยมีการแก้ไขมาแล้ว ประเทศไม่ได้หยุดเดิน และไม่ได้เกิดภาวะสูญญากาศอย่างที่บางฝ่ายพยายามทำให้เห็น

คำถามที่ยังค้างอยู่คือ หากยังสามารถแก้ไขเป็นรายมาตราได้ เหตุใดต้องรื้อทั้งฉบับ และหากจะรื้อจริง เหตุใดประชาชนยังไม่เห็นภาพชัดว่ากติกาใหม่จะพาไปทางไหน

อีกประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือค่าใช้จ่าย หากประชามติเห็นชอบ เรื่องนี้ไม่ได้จบแค่ครั้งเดียว แต่จะต้องมีการลงประชามติเพิ่มอีก สองครั้ง รวมกับครั้งนี้เป็น สามครั้งตลอดกระบวนการ เงินระดับหลายหมื่นล้านบาทไม่ใช่ตัวเลขเล็ก และเป็นเงินที่ต้องจ่ายจากภาษีของประชาชนโดยตรง

ในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพยังสูง รายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มตาม และงบประมาณรัฐยังมีภาระรออยู่จำนวนมาก การตัดสินใจเปิดทางให้กระบวนการที่ใช้เงินสูงเดินต่อ โดยยังไม่รู้ผลลัพธ์สุดท้าย ย่อมต้องถูกตั้งคำถามให้หนักขึ้น

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าเงินคือความไม่แน่นอนของเนื้อหา ไม่มีหลักประกันที่จับต้องได้ว่าโครงสร้างสำคัญของประเทศจะไม่ถูกนำมาจัดใหม่ และไม่มีคำตอบที่ชัดว่าหากการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เดินไปไกลกว่าที่สังคมรับได้ จะถอยกลับกันอย่างไร

เมื่อพิจารณาแนวคิดทางการเมืองของพรรคส้มที่ตั้งคำถามกับโครงสร้างเดิมแทบทุกด้าน รัฐธรรมนูญใหม่จึงถูกมองเป็นช่องทางจัดระเบียบอำนาจใหม่ทั้งระบบ ความไม่แน่นอนจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบทอย่างเดียว แต่อยู่ที่คนที่จะถืออำนาจกำหนดเนื้อหาเหล่านั้น

หากพรรคการเมืองที่มีแนวคิดเช่นนี้ได้อำนาจบริหารประเทศจากการเลือกตั้ง และได้ความชอบธรรมจากประชามติไปพร้อมกัน การเคลื่อนไหวในสภา การตัดสินใจของรัฐบาล และทิศทางของรัฐธรรมนูญใหม่ ย่อมเดินไปในแนวเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

ภาพที่ควรถูกพิจารณาคือสถานการณ์ที่รัฐบาลชุดใหม่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอในการกำหนดทิศทางประเทศ ทั้งในแง่การบริหารและการจัดทำกติกาหลัก เมื่ออำนาจบริหาร เสียงในสภา และความชอบธรรมจากประชามติเดินไปพร้อมกัน พื้นที่ให้คัดง้าง ทบทวน หรือชะลอ ย่อมแคบลงอย่างเห็นได้ชัด

คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญใหม่จะหน้าตาอย่างไร แต่อยู่ที่ใครเป็นผู้เขียน ใครเป็นผู้กำหนดเนื้อหา และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากกติกาชุดใหม่ การเปลี่ยนกติกาโดยฝ่ายที่ถืออำนาจอยู่แล้วเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และผลลัพธ์มักผูกอยู่กับผู้ถืออำนาจมากกว่าภาพรวมของประเทศ

พรรคส้มวาดภาพอนาคตด้วยถ้อยคำที่ฟังดูสวยงาม เต็มไปด้วยความหวัง และชวนให้เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่เมื่อไม่มีรายละเอียด เลี่ยงคำถามยาก และไม่พูดถึงผลที่จะตามมา ความหวังนั้นอาจกลายเป็นต้นทุนของความปั่นป่วนในระยะยาว

การตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือการตัดสินใจว่าจะยอมให้พรรคประชาชนขึ้นมาเป็นรัฐบาล พร้อมกับถือเสียงในสภาเพื่อกำหนดทิศทางประเทศในทุกมิติหรือไม่ ไม่ใช่แค่การคุมฝ่ายบริหาร แต่หมายถึงการคุมเกมการเมืองทั้งระบบ ตั้งแต่นโยบาย งบประมาณ กฎหมาย ไปจนถึงการชี้นำการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยไม่มีเงื่อนไขจำกัดที่ชัดเจน

ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญใหม่จะเขียนว่าอะไรในอนาคต แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า ตั้งแต่วินาทีที่บัตรเลือกตั้งถูกหย่อนลงไป อำนาจบริหาร เสียงข้างมากในสภา และทิศทางของกติกาหลักของประเทศ จะถูกรวมอยู่ในมือกลุ่มเดียวทันที

และเมื่ออำนาจถูกรวมในระดับนี้ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่การเปลี่ยนตามคำโฆษณา แต่คือการบังคับให้ทั้งประเทศต้องเดินตามแนวคิดของผู้ถืออำนาจ โดยแทบไม่มีช่องให้คัดง้าง แก้ไข หรือหยุดได้อีกต่อไป.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

Leave a comment