
5 ก.พ. 2569 05:55 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ
สนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียกำลังจะหมดอายุลงในวันพฤหัสบดีนี้ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดการแข่งขันสะสมอาวุธครั้งใหม่ระหว่างทั้งสองประเทศ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ก.พ. 2569 ว่า สนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นิวสตาร์ท” (New START) ซึ่งสหรัฐฯ กับรัสเซียลงนามร่วมกันในปี 2553 เป็นหนึ่งในข้อตกลงเพียงไม่กี่ฉบับที่ออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดสงครามนิวเคลียร์
สนธิสัญญาฉบับนี้ได้จำกัดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ที่ติดตั้งพร้อมใช้งานของแต่ละฝ่ายไว้ไม่เกิน 1,550 หัวรบ นอกจากนี้ยังสร้างกลไกความโปร่งใส ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล การแจ้งเตือน และการเข้าตรวจสอบในพื้นที่จริง
การหมดอายุของสนธิสัญญาฉบับนี้ถือเป็นการปิดฉากความร่วมมือด้านการควบคุมอาวุธระหว่างวอชิงตันและมอสโกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นความร่วมมือที่เคยช่วยให้สงครามเย็นยุติลงได้
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงกระตุ้นให้สหรัฐฯ และรัสเซียต่ออายุสนธิสัญญาดังกล่าว โดยตรัสว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบัน “บีบบังคับให้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันสะสมอาวุธระลอกใหม่”
ทั้งนี้ สนธิสัญญา START ฉบับดั้งเดิม ซึ่งลงนามในปี 2534 โดยสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต ได้สั่งห้ามมิให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์เกิน 6,000 หัวรบ ก่อนจะสานต่อเป็นสนธิสัญญา New START ซึ่งลงนามในปี 2553 ณ กรุงปราก โดยสหรัฐฯ และรัสเซีย ในฐานะรัฐผู้สืบทอดอำนาจต่อจากสหภาพโซเวียตที่ล่มสลายไป
แม้ว่ารัสเซียจะสั่งระงับการใช้สนธิสัญญาไปเมื่อ 3 ปีก่อน เนื่องจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นจากสงครามยูเครน แต่เชื่อกันว่าทั้งสองประเทศยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดในสนธิสัญญาอยู่
ข้อตกลงนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่มีการควบคุม และทำให้สองประเทศที่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกมีมาตรการด้านความโปร่งใส เพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินเจตนาของอีกฝ่ายผิดพลาด
การหมดอายุของสนธิสัญญาฉบับนี้เป็นไปตามรูปแบบที่น่ากังวล เนื่องจากสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับอื่นๆ ที่บังคับใช้มาอย่างยาวนานก็ถูกปล่อยให้หมดอายุไปจนหมดแล้ว
สนธิสัญญาดังกล่าวรวมถึง สนธิสัญญากองกำลังนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces Agreement) ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากในการขจัดการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์พิสัยใกล้ภายในทวีปยุโรป
สนธิสัญญาเปิดน่านฟ้า (Open Skies Treaty) ซึ่งอนุญาตให้ประเทศคู่สัญญา รวมถึงสหรัฐฯ และรัสเซีย สามารถส่งเครื่องบินสอดแนมที่ไม่มีอาวุธบินเหนือน่านฟ้าของกันและกัน เพื่อตรวจสอบและเฝ้าระวังกองกำลังทางทหาร
และสนธิสัญญากองกำลังอาวุธตามยุทธวิธีในยุโรป (Conventional Armed Forces in Europe Treaty) ซึ่งจำกัดจำนวนรถถัง กำลังพล และระบบปืนใหญ่ ที่ทั้งกองทัพรัสเซียและกองกำลังนาโต (NATO) สามารถประจำการภายในยุโรปได้
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ระบุว่าเขาตั้งใจที่จะ “ดำเนินการอย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ” หากสนธิสัญญาหมดอายุลง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเย็นวันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียได้แถลงว่า “ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เราถือว่าคู่สัญญาในสนธิสัญญา New START ไม่มีความผูกพันตามพันธกรณีหรือคำประกาศที่สอดคล้องกันภายใต้กรอบของสนธิสัญญาอีกต่อไป ซึ่งรวมถึงบทบัญญัติหลักต่างๆ และโดยหลักการแล้ว แต่ละฝ่ายมีอิสระที่จะเลือกดำเนินการในขั้นตอนต่อไป”
ทางด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ดูจะมีความกังวลน้อยกว่า โดยเมื่อเดือนที่แล้วเขาได้ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทมส์ว่า “ถ้ามันจะหมดอายุ ก็ปล่อยให้มันหมดไป… เดี๋ยวเราค่อยทำข้อตกลงใหม่ที่ดีกว่าเดิม”
วอชิงตันเชื่อว่าสนธิสัญญาควบคุมอาวุธใดๆ ในอนาคตควรจะรวมประเทศจีนเข้าไปด้วย เนื่องจากจีนกำลังเร่งสะสมคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตนเช่นกัน ขณะที่ฝ่ายรัสเซียเชื่อว่า สนธิสัญญาควบคุมอาวุธในอนาคตควรครอบคลุมถึงฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ในยุโรปด้วย
นางดาเรีย ดอลซิโควา นักวิจัยอาวุโสจากโครงการนโยบายอาวุธนิวเคลียร์และการแพร่ขยายอาวุธของสถาบัน RUSI ในสหราชอาณาจักร กล่าวว่าการหมดอายุของสนธิสัญญา New START เป็นเรื่องที่ “น่ากังวล เพราะทั้ง สหรัฐฯ กับ รัสเซีย ต่างมีปัจจัยกระตุ้นให้ขยายขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของตนเอง”
ปัจจุบัน ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงกองกำลังนิวเคลียร์ให้ทันสมัยและเพิ่มพูนขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งหมายความว่าการแข่งขันสะสมอาวุธระลอกใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว
ดอลซิโควา ระบุว่า ดูเหมือนรัสเซียจะมีความกังวลเกี่ยวกับขีดความสามารถของพวกเขาในการเจาะทะลวงระบบป้องกันของสหรัฐฯ และความกังวลยิ่งมากขึ้น เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ มีแผนจะสร้าง “โดมทองคำ” (Golden Dome) เพื่อปกป้องอเมริกาเหนือจากอาวุธพิสัยไกล โดยมีกรีนแลนด์เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
แต่ในขณะเดียวกัน รัสเซียก็กำลังพัฒนาอาวุธใหม่ๆ เพื่อเอาชนะระบบป้องกันภัยทางอากาศเช่นกัน เช่น “โพไซดอน” ตอร์ปิโดไร้คนขับใต้ทะเลลึกข้ามทวีปที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์และขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ และ “บูเรเวสต์นิก” ขีปนาวุธร่อนที่ติดตั้งและขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์
นอกจากนี้ สหรัฐฯ รัสเซีย และจีน ต่างกำลังพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกพิสัยไกลที่สามารถเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางด้วยความเร็วกว่า 4,000 ไมล์ต่อชั่วโมง (6,437 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งยากต่อการยิงสกัดอย่างมาก
ดอลซิโควากล่าวว่าขีดความสามารถทางทหารที่ขยายตัวขึ้นเหล่านี้จะยิ่งทำให้การบรรลุสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับใหม่ยากยิ่งขึ้น แม้อาจจะยังเป็นไปได้ แต่การหมดอายุของสนธิสัญญา New START คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงการก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่ผันผวนและอันตรายยิ่งกว่าเดิม
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc