
รัฐไม่ใช่ที่ทดลอง ส่องฉากทัศน์ พรรคส้ม ในมุมมอง ดร.สุวินัย
วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.20 น.
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2669 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียน และอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ถ้าพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล : ฉากทัศน์ของรัฐไทยภายใต้อัตวิสัยนิยมทางการเมือง
ให้โอกาสผมนะครับ
ผมไม่เคยขับเครื่องบินมาก่อนในชีวิต
พี่ให้โอกาส ผมสักครั้งนะครับ
ถ้าไม่ดี พี่ค่อยไล่ผมลง
ผมไม่เคยผ่าตัดมาก่อนในชีวิต
พี่เป็นรายแรก ลองดูนะครับ
ถ้าไม่ดี คราวหน้าผมจะไม่ผ่าอีก
ผมไม่เคยเป็นรัฐบาลมาก่อน
ให้โอกาสผมสักครั้งนะครับ
ถ้าไม่ดี คราวหน้าไม่ต้องเลือกผม
—
บทนำ : คำถามที่ไม่เกี่ยวกับความชอบหรือไม่ชอบพรรคส้ม
คำถามเดียวที่บทความนี้ตั้งคือ
ถ้ากรอบคิดแบบพรรคส้มได้อำนาจรัฐ
โครงสร้างของประเทศจะตอบสนองอย่างไร?
เพราะรัฐ
ไม่ใช่เวทีแสดงเจตนาดี
และไม่ใช่พื้นที่ทดลองความถูกต้องทางศีลธรรม
รัฐคือระบบ
และทุกระบบตอบสนองต่อ “โครงสร้างอำนาจ” ไม่ใช่ “ความตั้งใจ”
—
1. จุดตั้งต้นของหายนะ : เมื่อกรอบคิดของพรรคส้มไม่รับรู้ข้อจำกัดของระบบ
กรอบคิดหลักของพรรคส้ม
ไม่ได้ตั้งอยู่บนตรรกะการจัดการระบบ
แต่ตั้งอยู่บน 主体論 (จู่ถี่หลุ่น) หรืออัตวิสัยนิยมทางการเมือง
ซึ่งกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ถ้าเราอยู่ข้างประชาชน
ถ้าเราท้าทายอำนาจเก่า
การตัดสินใจของเราย่อมชอบธรรมโดยนิยาม”
ปัญหาไม่ใช่ศีลธรรม
แต่คือ ญาณวิทยา
เพราะรัฐ
ไม่เคยถามว่าผู้ปกครอง “ตั้งใจดีแค่ไหน”
รัฐถามเพียงว่า
การตัดสินใจนั้นทำให้ระบบเดินต่อหรือไม่?
—
2. วันแรกที่พรรคส้มได้เป็นรัฐบาล : เงินยังไม่หนี แต่ ‘ความเชื่อมั่น’ เริ่มรั่ว
ในช่วงแรก
จะไม่มีวิกฤตทันที
ตลาดไม่พังในหนึ่งสัปดาห์
เงินไม่ไหลออกในหนึ่งเดือน
แต่สิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นทันทีคือ
ผู้มีอำนาจเชิงโครงสร้าง “หยุดรอดู”
– ทุนใหญ่ชะลอการลงทุน
– ข้าราชการระดับบนเข้าสู่โหมดป้องกันตัว
– หน่วยงานความมั่นคงเริ่มประเมินความเสี่ยงเชิงอุดมการณ์
ไม่ใช่เพราะ “ต่อต้านประชาธิปไตย”
แต่เพราะ ไม่สามารถล่วงรู้เจตนาของรัฐบาลพรรคส้มที่ชูธงอัตวิสัยนิยมทางการเมืองได้
รัฐไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง
แต่รัฐกลัวการเปลี่ยนแปลงที่ “ไม่มีกรอบหยุด”
—
3. ระบบราชการเกียร์ว่าง : ความเงียบที่ทำลายประเทศ
พรรคส้มเชื่อว่า
ระบบราชการคือ “อำนาจเก่า”
แต่ความจริงคือ
ระบบราชการคือ ระบบประสาทของรัฐ
เมื่อข้าราชการรับรู้ว่า
การโต้แย้งเชิงเทคนิค = ไม่ยืนข้างประชาชน
การชะลอ = สมรู้ร่วมคิด
ความระมัดระวัง = ขวางการปฏิรูป
ผลลัพธ์จะเป็นอย่างเดียว
ไม่ทำอะไรเลย คือทางรอดที่ปลอดภัยที่สุด
รัฐไม่ล่ม
แต่รัฐ “หยุดทำงาน”
นี่คือจุดเริ่มต้นของ Lost Decade
ไม่ใช่ด้วยเสียงปืน
แต่ด้วยความเงียบ
—
4. ทุนหนีไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะอ่านเกมออก
ทุนไม่รักใคร
ทุนอ่านโครงสร้าง
เมื่อเห็นว่า
นโยบายขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ทางศีลธรรม
กติกาเปลี่ยนตามกระแสโซเชียล
ความผิดพลาดไม่เคยถูกยอมรับว่าเป็นความผิดพลาด
ทุนจะไม่เผชิญหน้า
แต่จะ ค่อย ๆ ถอนตัว
ไม่ใช่การหนีแบบแตกตื่น
แต่เป็นการ “ไม่กลับมา”
ประเทศจึงไม่พังทันที
แต่กลวงจากข้างใน
—
5. รัฐสูญเสียการผูกขาดการรับรู้
พรรคส้มเชี่ยวชาญการเมืองแบบอัลกอริทึม
การสร้างอารมณ์
การจัดเฟรมศีลธรรม
การแบ่งโลกเป็น “ฝ่ายถูก–ฝ่ายผิด”
เมื่อได้อำนาจรัฐ
เครื่องมือเดียวกันนี้จะย้อนกลับมาทำลายรัฐเอง
เพราะ
รัฐต้องการความซับซ้อน
อัลกอริทึมต้องการความง่าย
นโยบายต้องการความอดทน
โซเชียลต้องการความโกรธ
รัฐจะถูกบังคับให้ตัดสินใจ
เพื่อเอาใจ “เสียงดัง” ไม่ใช่ “ความจริง”
นี่คือจุดที่ อำนาจรัฐ ละลายลงในอารมณ์มวลชน
—
6. ทุนเทา : ผู้ชนะที่แท้จริงของรัฐศีลธรรม
ในรัฐที่ศีลธรรมถูกใช้เป็นอาวุธ
ทุนโปร่งใสจะถอย
ทุนที่ต้องการกติกาจะหาย
เหลือเพียงทุนที่ “ไม่สนกติกา”
ทุนเทา
ไม่ต้องการความมั่นคงเชิงนโยบาย
ไม่ต้องการระบบ
และไม่แคร์ภาพลักษณ์
รัฐที่อ่อนแอทางโครงสร้าง
แต่มั่นใจทางศีลธรรม
คือสวรรค์ของทุนเทา
นี่คือความย้อนแย้งที่จะเกิดขึ้นแน่
เพราะทุนเทาจะยิ่งโตอย่างก้าวกระโดด ภายใต้การบริหารของรัฐบาลพรรคส้ม
—
7. ความมั่นคง : รัฐที่ไม่สามารถคาดเดาตนเองได้
ในสายตาภายนอก
รัฐบาลพรรคส้มจะถูกมองว่า
คาดเดายาก
เปลี่ยนจุดยืนเร็ว
ขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันภายใน
ประเทศแบบนี้
ไม่ใช่เป้าหมายการรุกราน
แต่เป็น พื้นที่ให้มหาอำนาจทดลองอิทธิพล
รัฐไม่ได้เสียเอกราช
แต่เสีย “น้ำหนัก” ในการยืนหยัดเรื่องอธิปไตย
—
8. Point of No Return : สิ่งที่ย้อนกลับไม่ได้
ปัญหาที่อันตรายที่สุดคือ
ความเสียหายเชิงโครงสร้าง ที่ไม่สามารถย้อนกลับด้วยการเลือกตั้ง
เมื่อ
ระบบราชการเรียนรู้ว่า “อย่าคิด”
ทุนเรียนรู้ว่า “อย่ากลับมา”
คนรุ่นใหม่เรียนรู้ว่า “ความถูกต้องสำคัญกว่าผลลัพธ์”
ประเทศจะไม่พังในรัฐบาลพรรคส้มรัฐบาลเดียว
แต่จะ “ติดหล่ม” ยาวนานเป็นสิบปี
เหมือนหลายประเทศที่ฟื้นไม่ได้
แม้เปลี่ยนรัฐบาลแล้วก็ตาม
—
○ บทสรุป : นี่ไม่ใช่คำขู่ แต่คือสมการ
บทความนี้
ไม่ใช่คำทำนาย
ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ
และไม่ใช่คำขู่ให้กลัว
แต่มันคือ ตรรกะของระบบ
ประเทศไทย
อาจอยู่รอดจากรัฐบาลที่ทุจริต
อาจอยู่รอดจากรัฐบาลไร้วิสัยทัศน์
แต่ อาจไม่รอดจากรัฐบาลที่มั่นใจในตนเอง
จนไม่ยอมให้โลกจริงมีสิทธิ์เถียง
ถ้าพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล
สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่เผด็จการ
แต่คือ รัฐที่ค่อย ๆ หมดความสามารถในการปกครองตนเอง
และเมื่อถึงจุดนั้น
ประวัติศาสตร์จะไม่ย้อนกลับมาให้เลือกใหม่อีกครั้ง