
พร้อมปะทะถ้าเกิดรอบที่3 ผบ.ฉก.อรัญฯฮึ่ม ไม่ประมาทคุมเข้มชายแดน
วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.
พร้อมปะทะถ้าเกิดรอบที่3 ผบ.ฉก.อรัญฯฮึ่ม ไม่ประมาทคุมเข้มชายแดน เขมรป่วนยิงระเบิด40มม. ตกใกล้ฐานที่มั่นทหารไทย
ทภ.2 รายงานลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐานทหารพลาญหินแปดก้อน ศรีสะเกษกำลังพลปลอดภัย ประสานผบ.ฝ่ายเขมรได้รับคำชี้แจงว่า กำลังพลใหม่เสียวินัย ยิงลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐานไทย ย้ำเตรียมความพร้อมปฏิบัติตามกฎใช้กำลัง “รองผบ.ฉก.ตาพระยา”ยัน ไทยคุมพื้นที่ “บ้านคลองแผง”ได้สมบูรณ์ แฉทหารเขมรแฝงตัวเป็นชาวบ้านเข้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ ส่วน “ผบ.ฉก.อรัญฯ”ลั่นพร้อมปะทะ หากมีรอบ 3 หลังสถาปนาความมั่นคงขุดคูเลต- วางตู้คอนเทนเนอร์- รื้อบ้าน-เพิงรุกล้ำ 48 หลังที่“หนองหญ้าแก้ว”แล้ว แต่ไม่ประมาท“เตรียมการต้อนรับไว้อย่างดี” ด้านโฆษก ทบ.แถลงสรุปหลังนำสื่อลงพื้นที่สรุแก้ว ชี้ท่าทีเขมรปัจจุบันทำให้เกิดสถานการณ์ เกิดจากสับเปลี่ยนกำลังพล ส่งผลให้หย่อนวินัยยังพอรับฟังเหตุผลได้ ขอประเมินจากท่าที “ก้าวร้าว-นอบน้อม” ถ้าก้าวร้าวก็ต้องปฎิบัติอีกแบบ
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.20 น. พบการยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. 1 ลูก ตกใกล้ฐานทหารพลาญหินแปดก้อน ด้านปีกขวาของฐานปฏิบัติการฝ่ายไทยในอ.กันทรลักษ์จ.ศรีสะเกษ โดยกำลังพลปลอดภัยซึ่งหลังเกิดเหตุฝ่ายไทยเตรียมรับสถานการณ์ และเตรียมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง
เขมรแจงยิงบึ้มเหตุกำลังพลใหม่เสียวินัย
จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบความเสียหายต่อกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ กำลังพลทุกนายปลอดภัย ขณะที่หน่วยที่เกี่ยวข้องได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ใกล้ชิด
ต่อมากองทัพภาคที่ 2 ได้ประสานไปยังผู้บังคับบัญชาของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ เพื่อให้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งฝ่ายกัมพูชาระบุว่าเป็นการเสียวินัยของกำลังพลชุดใหม่ ที่เข้ามาประจำการในพื้นที่และได้ตักเตือนและกำชับกำลังพลในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว
ทบ.พาสื่อลุยพื้นที่ตาพระยา
วันเดียวกัน พลตรีวินธัย สุวารี หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก และโฆษกกองทัพบก พร้อมคณะศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบกและกองกำลังบูรพา นำสื่อมวลชนลงพื้นที่บริเวณ บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของหน่วยงานศุลกากรฝั่งกัมพูชาที่รุกล้าเข้ามายังพื้นที่ทับซ้อน แต่ปัจจุบันทหารสถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ได้ทั้งหมดแล้ว
โดยมีพ.อ.ปฐมพล วงพิเดช รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจตาพระยาชี้แจงสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ตาพระยา ที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะจุดผ่อนปรนชายแดนในพื้นที่บ้านบึงตะกวนและบ้านคลองแผง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับแนวหลักเขตแดน โดยระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักเขตที่ 36 ซึ่งตรวจพบว่าหลักเขต 36 มีเพียงส่วนบน แต่ไม่มีฐานล่าง สันนิษฐานว่ามีการเคลื่อนย้ายหลักเขต ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายอ้างแนวเขตไม่ตรงกันและกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนมาถึงปัจจุบัน
พ.อ.ปฐมพลกล่าวต่อว่า ตลอดแนวชายแดนในความรับผิดชอบของกองกำลังบูรพมีกำหนดหลักเขตทั้งหมด 24 หลัก เป็นหลักเขตที่เห็นตรงกัน 13 หลัก และไม่ตรงกัน 11 หลัก ซึ่งกลายเป็นต้นตอของปัญหาการรุกล้ำบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณหนองจาน หนองหญ้าแก้วและบ้านคลองแผง ที่ผ่านมากัมพูชาอ้างสิทธิ์พื้นที่ตั้งแต่หลักเขตที่ 33-36 พร้อมปักหมุดและเคลื่อนไหวกำลังเข้ามาต่อเนื่อง ขณะที่ไทยก็ยืนยันแนวอ้างอิงของตนเช่นกัน และมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่
ไทยคุมพื้นที่คลองเผงได้เบ็ดเสร็จ
พ.อ.ปฐมพลยังเผยด้วยว่า พบการลักลอบรุกล้ำโดยใช้ชาวบ้านและกำลังในลักษณะพลเรือนเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ พร้อมขุดหลุมตั้งรับตลอดแนวถนน k 5 รวมถึงการใช้สิ่งปลูกสร้างเป็นฐานปฏิบัติการ โดยพบการรุกล้ำรวมกว่า 389 หลังคาเรือน ซึ่งไทยดำเนินการรื้อถอนและเคลียร์พื้นที่จนแล้วเสร็จ ปัจจุบันสามารถสถาปนาแนวตั้งรับและควบคุมพื้นที่ได้อย่างมั่นคง เป็นวันที่ 56 นับตั้งแต่เข้าควบคุมพื้นที่เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่ในส่วนประชาชนของกัมพูชา ขณะที่เกิดการปะทะกันนั้นได้อพยพก่อนเราไปประมาณ 2 วัน ซึ่งเราอพยพช้ากว่า เนื่องจากเราไม่ได้มุ่งไปทำลายหรือรุกล้ำ แต่เมื่อกัมพูชาเปิดฉากมาหาเราก่อน เราจึงจำเป็นต้องอพยพไปด้วยรบไปด้วยในวันนั้น
ทหารเขมรแฝงเป็นปชช.แทรกซึม
นอกจากนี้ พ.อ.ปฐมพล กล่าวเพิ่มเติมว่า กำลังพลของฝ่ายกัมพูชาที่แฝงตัวเป็นประชาชนบริเวณถนน K5 ยังไม่มีการรุกคืบเพิ่มเติมแต่อย่างใด ส่วนสถานการณ์โดยรวม ยังคงต้องเก็บกู้วัตถุระเบิดทั้งที่ประชาชนซึ่งกลับเข้ามาในพื้นที่ที่พบเจอ ทั้งระเบิดแสวงเครื่อง ทุ่นระเบิดเก่าและใหม่ โดยจะรวบรวมวัตถุระเบิดที่พบเพื่อนำไปแยกว่า ส่วนไหนที่ทำลายทิ้งได้เลย และส่วนไหนที่ต้องนำไปทำลายนอกสถานที่ ขณะนี้ยังพบอยู่ทุกวัน
ด้านพลตรีวินธัยกล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพบกยังควบคุมพื้นที่อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ เพื่อไม่ให้กระทบภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมย้ำว่าข้อมูลด้านการข่าวพบว่า การเคลื่อนไหวบางส่วนไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่เป็นกำลังทหารหรือเจ้าหน้าที่กัมพูชาที่แฝงตัวมาลักษณะพลเรือน
“ปัจจุบันฝ่ายไทยควบคุมพื้นที่สำคัญได้ทั้งหมด โดยเฉพาะจุดที่เคยใช้เป็นพื้นที่คุกคามหรือใช้อาวุธทำร้ายกำลังพลและประชาชน พร้อมยืนยันว่าการปฏิบัติเป็นไปตามกรอบกติกาสากลและข้อตกลงระหว่างประเทศ และยังใช้กลไกประชุมระดับพื้นที่และภูมิภาคหรือRBC ต่อเนื่อง”พลตรีวินธันกล่าว และว่าทบ.ยืนยัน ยังไม่มีการเพิ่มกำลัง ใช้กำลังเท่าเดิม เน้นเสริมความมั่นคงแนวตั้งรับ การเฝ้าระวังและป้องกันการยั่วยุ โดยหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธ พร้อมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดเพื่อรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่
ชาวบ้านน้ำตานองยังไม่ได้เงินเยียวยา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นทหารพาคณะสื่อมวลชน ไปดูบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากกระสุน BM-21 เป็นบ้านของนางผ่องศรี ระพันธ์ ที่เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า เสียใจที่ไม่มีที่อยู่ เพราะคนอื่นกลับบ้านเขามีที่อยู่ แต่เราไม่มีที่อยู่ โดยที่บ้านมีคนอาศัยอยู่ 7 คน ตอนนี้ลำบากมาก ตอนแรกไปอาศัยบ้านน้องสาว แต่ก็อึดอัด เพราะน้องสาวมีครอบครัว ตอนนี้เลยมาอาศัยนอนอยู่ที่ครัว ในห้องที่พอนอนได้ ทั้งนี้ เมื่อตนเห็นทหารอยู่แนวชายแดน เห็นรถถังรู้สึกอุ่นใจ เพราะทหารเป็นที่พึ่งของเรา
นางผ่องศรีเผยว่า เรื่องการชดเชยเยียวยานั้นตอนนี้ยังไม่รับเงิน แต่ได้ยินว่าจะได้รับ 230,000 บาท ตอนนี้ได้แค่ค่าครองชีพประมาณ 70,000 บาท ยอมรับว่า ตอนที่มาเห็นบ้านตัวเองถึงกับพูดไม่ออก และเมื่อใครถามถึงบ้าน ก็มีแต่น้ำตา เพราะบ้านหลังนี้เป็นมรดกของพ่อแม่ ที่เราสร้างต่อมาก็ได้แค่นี้ส่วนจะรื้อทำใหม่หมดเลยหรือไม่ ต้องดูงบประมาณ ซึ่งตอนแรกทางการจะนำรถแบคโฮมารื้อแต่เราไม่ยอม เพราะเงินยังไม่ได้รับ
ยึดคืนหนองหญ้าแก้วรื้อบ้านเขมร48หลัง
จากนั้นเวลา 13.30 น. พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกพาสื่อมวลชนทั้งสื่อไทย และสื่อต่างประเทศ ลงพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อดูผลปฎิบัติการทางทหารในการทวงคืนอธิปไตยไทย โดยไปดูพื้นที่ซึ่งเดิมชาวกัมพูชาเคยสร้างบ้านเรือนรุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย แต่หลังปฎิบัติการทางทหาร ทหารไทยเข้าควบคุมพื้นที่ และรื้อถอนทำลายบ้านเรือนชาวกัมพูชาจนหมดสิ้นทั้ง 42 หลัง และเพิงอีก 6 หลัง รวม 48 หลัง
ผบ.ฉก.อรัญฯลั่นพร้อม!ถ้าเกิดปะทะรอบ3
พันเอก ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ (ผบ.ฉก.อรัญประเทศ) รายงานสถานการณ์ว่า การปะทะรอบล่าสุดเราสามารถยึดคืนพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วได้ตั้งแต่วันแรก ซึ่งความยากของพื้นที่นี้คือพื้นที่ปฏิบัติการไม่ได้กว้างมาก มีความยาว 270 เมตร กว้าง 350 เมตรเพียงแต่ขณะนั้น เมื่อยึดคืนพื้นที่ได้แล้ว แต่ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ เนื่องจากถูกระดมยิงจากฝ่ายกัมพูชา จึงขอถอนกำลังไปอยู่ในที่มั่นที่แข็งแรง ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่ช่วงชิงระหว่างไทยกับกัมพูชา ในห้วงเวลาหยุดยิง แต่สุดท้ายแล้วเราสามารถควบคุมพื้นที่ได้ พร้อมสถาปนาความมั่นคง โดยปัจจุบันวางรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันตัวเอง พร้อมวางตู้คอนเทนเนอร์ควบคู่กันไป และขุดคูเลต 3 แนว พร้อมนำรถถังมาเสริมความมั่นคง อีกทั้งสร้างถนนเพิ่ม
“ปัจจุบันมีความพร้อมแล้วที่จะปฏิบัติภารกิจในอนาคต หากมีการปะทะรอบที่ 3 หรือรอบที่เท่าไหร่ก็แล้วแต่ เรามีความพร้อม”พันเอก ชัยณรงค์ กล่าว และกล่าวยอมรับว่า มีความพยายามขอเขมรที่จะเข้ามาในพื้นที่ แต่เราคุมตัวได้ โดยอ้างว่า จะเข้ามาเอาทรัพย์สินที่อยู่ภายในบ้าน จึงได้จับกุมส่งตำรวจดำเนินคดี
ฮึ่มถ้าเขมรบุกเตรียมต้อนรับไว้อย่างดี
พันเอก ชัยณรงค์ ยังชี้แจงถึงกระแสดรามา หลังที่เขมรนำรถทหารไทยไปทำคอนเทนท์ เนื่องจากวันนั้น รถทหารคันดังกล่าวนำสิ่งของกระสอบทราย และรั้วลวดหนามหีบเพลงมาส่ง เพียงแต่รถวิ่งเร็ว และเลยพื้นที่ จึงส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชายิงตอบโต้เข้ามา ผู้ขับรถจึงต้องสละรถเพื่อเอาชีวิตรอด จากนี้เราจะใช้วิธีเจรจาต่อรองเพื่อนำอุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ของกองทัพกลับคืนมา ส่วนความเคลื่อนไหวของทหารเขมรขณะนี้มีการขุดคูเลตเสริมสร้างความมั่นคงเช่นกัน แต่ไม่ได้แข็งแรงเทียบเท่ากับถนน K5 และขุดคูเลตมีลักษณะซิกแซ็ก คาดว่า เกิดจากความกังวล ทหารไทยจะลุกเข้าไปถึงพื้นที่
“ในพื้นที่หนองหญ้าแก้ว โอกาสที่กัมพูชาจะนํากําลังเข้ามาปฏิบัติต่อฝ่ายเราค่อนข้างยากเพราะในพื้นที่ตั้งมั่น มีที่ตั้งรับแข็งแรง มีกําลังทหารราบยานเกราะทั้งกองพัน แต่เราก็ไม่ประมาทได้เตรียมการต้อนรับไว้อย่างดี หากเขาบุกเข้ามา ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า เราเตรียมพร้อม”พันเอก ชัยณรงค์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ทหารได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ไปดูแนวรั้วลวดหนาม และตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงบ้านเรือนประชาชนที่เสียหายจากการปะทะ
นอภ.โคกสูงชี้พร้อมจ่ายเยียวยาตามจริง
ขณะที่นายนริศ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นายอำเภอโคกสูง จ.สระแก้วกล่าวถึงการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาว่าสำหรับบ้านที่เสียหายไม่เกิน 49,500 บาท อำเภอจ่ายเยียวยาเสร็จแล้วตั้งแต่วันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ส่วนหลังที่เกิน 49,500 บาท กองทุนสำนักนายกรัฐมนตรีอนุมัติเงินมาแล้ว พรุ่งนี้ (6 กุมภาพันธ์) จะเชิญผู้ได้รับความเสียหายเกินจาก 49,500 บาท มาประชุมแล้วจะแจ้งหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน และพร้อมจ่ายเงินตามที่ประเมินไว้ ยืนยันว่า จ่ายตามความเสียหายจริงที่ได้ประเมินไว้ สำหรับบ้านหลังที่เกิน 230,000 บาท มี 10 หลัง มีงบประมาณจากเหล่ากาชาดจังหวัด และที่จังหวัดขอเพิ่มเติมไป ก็ได้รับการจัดสรรมาตามนั้นและจะแจ้งประชาชนด้วยว่าจะได้เงินเมื่อไหร่ หลังทำความเข้าใจเรื่องหลักเกณฑ์เสร็จ เมื่อได้เงินมาแล้วจะรีบดำเนินการ
ทบ.แจงเขมรสับเปลี่ยนกำลังทำหย่อนวินัย
ช่วงเย็นวันเดียวกัน พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงสรุปภาพรวมภารกิจพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชาที่จ.สระแก้ว พื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 ว่าเป็นการดำเนินการเมื่อเห็นว่าสภาพแวดล้อมเริ่มปลอดภัย การพาสื่อลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์หลัก 2 ข้อคือ 1. ต้องการให้สัมผัสกับผู้บังคับหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ พร้อมแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายไทยปฏิบัติการอยู่ในกรอบกติกา และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายคือไม่มีประชาชนและพลเรือนบาดเจ็บและสูญเสีย และ2. พื้นที่แห่งนี้ ด้วยปัจจัยทางกายภาพพื้นที่และยุทโธปกรณ์ สื่อมวลชนจึงอาจมองและเข้าใจว่าปฏิบัติการได้สะดวกและง่ายดาย แต่ความจริงปัจจัยและขั้นตอนปฏิบัติ รวมทั้งผู้ปฏิบัติก็ต้องมีปฏิภาณไหวพริบในการดำเนินกลยุทธ์และยุทธวิธีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสถาปนาความมั่นคงและวางแนวทางสร้างความปลอดภัยกับกำลังพลได้
โฆษกทบ.กล่าวต่อว่า ถ้าจะเปรียบเทียบสถานการณ์ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเกิดเหตุการณ์ต่อเนื่อง มองว่าปัจจัยสำคัญคือเรื่องวางกำลัง จากสภาพพื้นที่ที่เป็นป่าเขา ส่วนที่ปรากฏข่าวเป็นระยะ เช่น เสียงระเบิด เสียงจากอาวุธ อย่างเครื่องยิงลูกระเบิด เกิดจากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้บ้าง แต่ไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่มีเป้าประสงค์คุกคามต่อปฏิบัติการทางทหาร มองว่าเป็นเรื่องวินัยกำลังพลหย่อนยานมากกว่า ซึ่งเกิดจากที่กัมพูชาสับเปลี่ยนกำลัง ทำให้กำลังพลที่มาใหม่อาจไม่คุ้นเคย หรืออีกมุมหนึ่งที่เป็นไปได้ว่าอาจเป็นการยั่วยุ แต่ไม่ได้อยู่ในระดับน่ากังวลจนกระทบการทำงาน หรือปฏิบัติการทางทหารของไทย
มีแผนรับมือถ้า8กพ.เขมรเสียวินัยอีก
ส่วนที่มีข้อกังวลว่าหากวันที่ 8 กุมภาพันธ์วันเลือกตั้งทหารกัมพูชาเสียวินัย ก่อสถานการณ์ขึ้นอีก โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ต้องพิจารณาเป็นพื้นที่ไป เพราะหน่วยในแต่ละพื้นที่ต้องมีช่องทางติดต่อสื่อสาร ถ้าหน่วยพิจารณาและมองว่าไม่ได้รับความร่วมมือ หรือไม่ตั้งใจรักษาข้อตกลงหยุดยิงคาดว่าแต่ละหน่วยมีมาตรการดำเนินการตามสถานการณ์ นอกจากนี้ ระดับนานาชาติก็จับตามองท่าทีไทยและเขมรเช่นกัน ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงานมา ถือว่าไทยได้รับคำชมและต้องคงมาตรฐานเช่นนี้ไว้ ยืนยันว่าไม่ต้องกังวล หากสิ่งไหนที่พิจารณาว่าควรตอบโต้ ก็ต้องตอบโต้ หากมองว่าการกระทำนั้น ไม่สามารถให้คำตอบกับไทยได้สมเหตุสมผล
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่ผ่านมาที่กัมพูชาสะดุดแฟลร์หรือยิงลูกระเบิด 40 มม.ตกใกล้ฐานไทย แล้วใช้เหตุผลว่าเสียวินัย ถือเป็นข้ออ้างหรือไม่ โฆษกทบ.มองว่าเป็นไปได้ แต่ถ้ากัมพูชามีทัศนคติไม่ดีเช่นนั้นจริง เวลาผ่านไปความจริงก็ต้องปรากฏ แต่ขณะนี้ ยังมองได้ว่าสมเหตุสมผลอยู่ พร้อมระบุว่า ในท่าทีการประสานงานมองออกว่า เป็นไปด้วยความก้าวร้าวหรือนอบน้อม ถ้าก้าวร้าว ก็ต้องปฏิบัติอีกแบบหนึ่ง
