8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง

8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง

8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.03 น.

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแข่งขันกันของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง หากแต่เป็นการเผชิญหน้ากันของกรอบความคิดสองแบบที่ต่างกันต่ออนาคตของประเทศอย่างชัดเจน

กรอบหนึ่งซึ่งถูกเสนอโดย บางพรรคการเมือง เชื่อว่าประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยน ต้องจัดการกับโครงสร้างเดิม ต้องก้าวออกจากสิ่งที่เป็นอยู่โดยเร็ว ขณะที่อีกกรอบหนึ่งมองว่าการเปลี่ยนต้องเกิดขึ้นบนฐานที่ประเทศยังยืนอยู่ได้ ไม่ใช่การผลักทุกอย่างออกไปพร้อมกันในคราวเดียว

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ถ้อยคำที่ได้ยินบ่อยครั้ง คือการย้ำว่าปัจจุบันของประเทศไทยกำลังเสี่ยง หากไม่เปลี่ยน ประเทศจะล้าหลัง ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และไม่มีที่ยืนในโลกยุคใหม่

ถ้อยคำเหล่านี้ฟังดูหนักแน่น แต่สิ่งที่ยังขาด คือภาพที่ชัดว่าความเสี่ยงนั้นอยู่ตรงไหน เกิดจากอะไร และปลายทางของการเปลี่ยนที่ถูกพูดถึงคืออะไร

ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะที่รัฐหยุดทำงาน ผู้คนยังดำรงชีวิตได้ สังคมยังมีพื้นที่ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ และใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีปัญหา มีความไม่พอใจ และมีความเห็นต่างทางการเมือง แต่ประเทศก็ยังเดินมาได้ภายใต้โครงสร้างที่มีอยู่

การเหมารวมว่าปัจจุบันทั้งหมดคือภาวะที่ต้องหลีกหนี จึงเป็นข้อเสนอที่ควรถูกตั้งคำถาม ไม่ใช่รับมาเชื่อโดยไม่อธิบายให้ชัด

แนวคิดทางการเมืองที่ถูกผลักดันอย่างเข้มข้นในช่วงนี้ ตั้งต้นจากความเชื่อว่าสถาบันและกลไกหลักของสังคมไทยจำนวนมากไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยในแบบที่ควรจะเป็น และจำเป็นต้องถูกจัดการ ปรับเปลี่ยน หรือจัดวางใหม่ให้ทันสมัย

ข้อเสนอเช่นนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่นโยบายรายเรื่อง หากกำลังตั้งคำถามกับฐานคิดของรัฐไทยทั้งชุด ตั้งแต่ระบบกฎหมาย โครงสร้างอำนาจ ไปจนถึงบทบาทของสถาบันหลักที่ประเทศยึดถือมาอย่างยาวนาน

แกนของแนวคิดนี้ไม่ได้เสนอการปรับทีละจุด หากแต่เชื่อว่าการขยับพร้อมกันหลายด้านคือคำตอบ โดยตั้งต้นจากสมมติฐานว่า ฐานเดิมของรัฐและสังคมไทยไม่เพียงพออีกต่อไป

ในขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง พวกเขาเพียงไม่เลือกการเปลี่ยนที่กระแทกทุกฐานพร้อมกัน เพราะประสบการณ์ของสังคมไทยคือการปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป บนหลักที่ยังยึดโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

หลักของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทำหน้าที่เป็นทั้งโครงสร้างของรัฐและที่ยึดทางจิตใจ การรักษาหลักเหล่านี้ไม่ได้ขัดกับการพัฒนา แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้การเปลี่ยนไม่พาประเทศเสียศูนย์และแตกแยกไปมากกว่าที่เป็นอยู่

อีกเหตุผลหนึ่งที่ถูกหยิบมาอธิบายความจำเป็นของการเปลี่ยน คือแนวคิดเรื่องระเบียบโลกใหม่ โลกที่ความขัดแย้งลดลง โลกที่กำลังทหารหมดความสำคัญ และโลกที่การเมืองขับเคลื่อนด้วยการเจรจามากกว่าการใช้พลังอำนาจ

แต่เมื่อมองไปยังสถานการณ์จริงบนเวทีโลก ภาพเหล่านี้ยังห่างจากความเป็นจริง ความขัดแย้งยังปะทุในหลายภูมิภาค กำลังทหารยังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และรัฐมหาอำนาจยังแสดงแสนยานุภาพอย่างเปิดเผย

ในโลกเช่นนี้ ความมั่นคงของชาติยังเป็นฐานสำคัญของการดำรงอยู่ของประเทศ การมีกองทัพ การเตรียมพร้อม และการรักษาอธิปไตย ไม่ใช่ของล้าสมัย แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการอยู่รอดในระบบโลกที่ยังเต็มไปด้วยแรงปะทะ

ประเทศไทยไม่อยู่ในสถานะที่จะทดลองแนวคิดใหญ่ระดับโครงสร้างโดยไม่คิดถึงต้นทุน ประเทศไม่ใช่มหาอำนาจ และไม่อาจรับแรงกระแทกจากความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ได้ง่าย

คำถามจึงไม่ใช่ว่าโลกควรเป็นแบบใด แต่คือโลกที่กำลังเผชิญอยู่จริงเป็นอย่างไร และประเทศไทยควรวางตัวอยู่บนเงื่อนไขนั้นอย่างไร

เมื่อมองทั้งหมดร่วมกัน การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกบุคคลหรือพรรคการเมือง แต่คือการเลือกกรอบความคิดที่จะกำหนดทิศทางของประเทศในระยะยาว

กรอบหนึ่งเชื่อว่าสิ่งที่ประเทศยึดอยู่คือปัญหา ต้องจัดการ ต้องปรับ และต้องเร่ง ขณะที่อีกกรอบหนึ่งเชื่อว่าประเทศต้องเดินต่อบนสิ่งที่พยุงสังคมไว้ แล้วค่อยแก้ ค่อยปรับ โดยไม่ทำให้โครงสร้างหลักสั่นคลอน

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ จึงเป็นวันที่ประชาชนต้องชั่งน้ำหนักว่าจะเลือกการเปลี่ยนที่เดิมพันสูง หรือเลือกเส้นทางที่ประเทศยืนอยู่ได้จริง และพาไทยผ่านวิกฤตต่าง ๆ มาแล้ว

การตัดสินใจครั้งนี้เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมา เพราะบางทางเลือกอาจฟังดูยิ่งใหญ่ในคำพูด แต่หากพลาด ราคาที่ต้องจ่ายคือทั้งประเทศ

ในวันที่ต้องกาบัตร คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าถ้อยคำแบบใดดึงความสนใจได้มากกว่า แต่คือแนวคิดแบบใดทำให้ประเทศอยู่รอด และไม่ถูกผลักเข้าสู่ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้

และนี่คือเหตุผลที่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่สังคมไทยต้องคิดให้หนักว่า จะพาประเทศเดินต่อไปบนเส้นทางแบบใด.

Leave a comment