หุ้นไทยปิดบวก46.88จุด ดีดรับ‘ภท.’แลนด์สไลด์

หุ้นไทยปิดบวก46.88จุด  ดีดรับ‘ภท.’แลนด์สไลด์

หุ้นไทยปิดบวก46.88จุด ดีดรับ‘ภท.’แลนด์สไลด์

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หุ้นไทยปิดบวก46.88จุด ดีดรับ‘ภท.’แลนด์สไลด์ เอกชนชี้หักปากกาเซียน หนุนตั้งรัฐบาล300เสียง

ประธานส.อ.ท.ชี้ผลเลือกตั้งหักปากกาเซียน โดยเฉพาะยอดสส.ภูมิใจไทยเฉียด 200 เสียง เชื่อจากกระแสชาตินิยม จนถึงทีมศก.ที่ดึงคนนอก มีประสบการณ์-โปรไฟล์ดีมาร่วมงาน สร้างความเชื่อมั่น หนุนตั้งรบ.เกิน 300 เสียงยิ่งดี สอดคล้อง “หอการค้าไทย” เชียร์เร่งจัดตั้งรบ. เดินหน้า‘ปฎิรูปโครงสร้าง-ปราบโกง-แก้ทุนเทา’ฟื้นเชื่อมั่น กางสเปก รมต.คุมเศรษฐกิจ“รู้-เข้าใจ-ทำงานได้ทันที” ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดเขียวทั้งกระดาน ปิดเช้าบวกกว่า 40 จุด รับผลเลือกตั้ง ภท.แลนด์สไลด์ ร้อนแรงทั้งวันจนปิดตลาดช่วงเย็นที่ 1,400 จุด เพิ่มขึ้น 46.88 จุด

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ตนยอมรับผลการเลือกตั้งออกมาหักปากกาเซียน เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะจำนวน สส.ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งมีตัวเลขเกือบ 200 เสียง สูงกว่าที่เคยประเมินกันไว้ก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งก่อนหน้านี้ภาคธุรกิจและหลายฝ่ายรับรู้ตรงกันว่าจำนวนสส. ของพรรคภูมิใจไทยน่าจะอยู่ช่วงประมาณ 150-160 เสียง แต่ผลที่ออกมากลับสูงกว่านั้นมาก และสวนทางกับการคาดการณ์ของโพล และกระแสข่าวก่อนเลือกตั้ง

ชาตินิยมดันเรตติ้งภท.พุ่งก้าวกระโดด

นายเกรียงไกรกล่าวต่อว่า จิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้เรตติ้งและคะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด ซึ่งภาคธุรกิจเอกชนมองว่า เกิดจากหลายองค์ประกอบ โดยประเด็นแรกคือ กระแสชาตินิยม ที่มีความชัดเจนมากขึ้นช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ยังเป็นผลจากภาพรวมของสถานการณ์ทางการเมือง นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังมองว่า พรรคภูมิใจไทยช่วงเวลาสั้นที่ผ่านมา แสดงความชัดเจนในการทำงานด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการตั้งทีมเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ดึงบุคคลจากภายนอก ซึ่งมีประสบการณ์และโปรไฟล์ดี เข้ามาทำงานร่วมกับภาคเอกชนใกล้ชิด ถือเป็นมิติใหม่และวิธีทำงานที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจ

ชี้ได้ภท.แกนนำจุดแข็ง-หนุนตั้งรบ.300เสียง

“ขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสร้างความเชื่อมั่น และสร้างภาพใหม่ของการเมืองไทย แม้จะยังไม่ได้มีทีมเศรษฐกิจครบทุกกระทรวง แต่เพียงเปิดตัวบุคลากรหลัก ก็สามารถสร้างความตื่นตัวและความหวังให้ประชาชนและนักลงทุนได้แล้ว ขอฝากถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูลว่า การได้รับเสียงสนับสนุนระดับสูงเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ดีต่อการตั้งรัฐบาล เพราะจะช่วยให้รัฐบาลผสมมีเสถียรภาพทางการเมือง หากรวมเสียงได้เกิน 300 เสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญอย่างมาก” นายเกรียงไกรกล่าว

และว่า นอกจากนี้ ภาคธุรกิจเห็นว่าการได้พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้นำรัฐบาลครั้งนี้ ถือเป็นจุดแข็ง เนื่องจากมีความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทยเปิดเวทีให้ภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เข้าร่วมให้ความเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจสม่ำเสมอ รวมถึงการผลักดันโครงการลักษณะ Quick Win ที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นและเห็นผลจริง อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังเสนอว่า หากมีโอกาสควรเสริมทีมในบางกระทรวงเศรษฐกิจให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยเพิ่มบุคลากรที่เป็นมืออาชีพและตรงกับงาน เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีพลังมากขึ้น

ฟื้นฟูศก.-แก้ปากท้องภารกิจเร่งด่วน

นายเกรียงไกรยังกล่าวถึงว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2569 เป็นปีที่ท้าทายมาก ทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก หลายสำนักรวมถึง IMF คาดการณ์อัตราเติบโตของไทยไว้เพียง 1.6% ทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน กลายเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด รวมถึงการปราบคอร์รัปชัน ต้องถูกยกเป็นธงหลักควบคู่กันไป เนื่องจากคอร์รัปชันเปรียบเสมือนรูรั่ว ที่ดูดงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปจนไม่เกิดผลแท้จริง ปัจจุบันเศรษฐกิจใต้ดินของไทยมีสัดส่วนสูง 48-52% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ฉะนั้นถ้ารัฐจะใส่เงินงบประมาณเข้าไป แต่ถ้าไม่ปราบคอร์รัปชัน เศรษฐกิจก็ไม่เกิด ซึ่งเศรษฐกิจใต้ดินมีมากถึง 48% การขอใบอนุญาตยุ่งยากซับซ้อน ต้นทุนแฝง สินค้าราคาถูกไม่มีคุณภาพทะลักเข้ามาทุกทิศทุกทาง ร้านค้าปิดกิจการกันหมด อีกไม่นาน SMEs จะยิ่งปิดตัวระนาว

ส.อ.ท.จี้รบ.ใหม่รื้อโครงสร้าง-ปราบโกง

ด้านหม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 48 ประจำเดือนมกราคม 2569 หัวข้อ “ความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรมหลังการเลือกตั้ง ปี 2569” ว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่เชื่อมั่นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2569 ว่าจะนำไปปฏิบัติได้จริงระดับปานกลาง โดยให้ความสำคัญกับคุณลักษณะของนักการเมืองด้านความซื่อสัตย์สุจริต ปราศจากประวัติการทุจริตเป็นอันดับแรก ขณะที่ผู้บริหาร ส.อ.ท.ยังประเมินว่า ผลเลือกตั้งที่นำไปสู่การตั้งรัฐบาลใหม่ แนวโน้มออกมาในรูปแบบรัฐบาลผสม มีพรรคขนาดใหญ่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

“จากการสำรวจพบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. คาดหวังรัฐบาลใหม่ ให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศเป็นหลัก ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ควบคู่แก้ปัญหาปากท้อง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกมิติ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ วางรากฐานพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนระยะยาว ขณะเดียวกันเห็นว่า รัฐบาลใหม่ควรเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอจากหนี้ครัวเรือนระดับสูง หนี้ภาคธุรกิจ ข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงปัญหาสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาทุ่มตลาด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทย” รอง ปธ.ส.อ.ท.กล่าว

นอกจากนี้ ผู้บริหาร ส.อ.ท. เสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เนื่องจากการทุจริตถือเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งเพิ่มต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจ บั่นทอนความสามารถแข่งขันของประเทศ และลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการกระจายอำนาจการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีระบบควบคุมและป้องกันการทุจริตเชิงโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกระดับ พร้อมเร่งปฏิรูปกฎหมาย เพื่อทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อนหรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ลดภาระต้นทุน และเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคเอกชนปรับตัวและแข่งขันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

หอการค้าฯแนะเร่งตั้งรบ.กระตุ้นศก.

เช่นเดียวกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ภาคเอกชนและประชาชนรอประกาศรับรองผลเลือกตั้งเป็นทางการ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เดินหน้าสู่ขั้นตอนตั้งรัฐบาลเร็วที่สุด ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ต้องการความเชื่อมั่นทั้งจากในและต่างประเทศ จำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจเต็มบริหารแผ่นดินอย่างเร่งด่วน

“การตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควรดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้การขับเคลื่อนงบประมาณ การลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ สามารถเดินหน้าได้ต่อเนื่อง พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากควรเร่งรวบรวมเสียงสนับสนุน เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง มีจุดหมายชัดเจน และร่วมมือตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพ เสถียรภาพ”ดร.พจน์กล่าว

กางสเปกรมต.รู้-เข้าใจ-ทำงานได้ทันที

และว่า ในส่วนตั้งครม. ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญของบุคคลในแต่ละกระทรวง เช่น กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ แบบช่วงที่ผ่านมา โดยให้เป็นผู้ที่รู้งาน เข้าใจงาน และทำงานได้ทันที รวมถึงควรหาพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศ

ดร.พจน์กล่าวด้วยว่า หอการค้าไทยยังเน้นย้ำแนวทาง Zero Corruption และการแก้ปัญหาทุนสีเทาจริงจังควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมานาน โดยภาคเอกชน หอการค้าไทย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่เพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่บรรยากาศตลาดหุ้นวันนี้สะท้อนสัญญาณเชิงบวก โดยตลาดหลักทรัพย์ฟื้นตัว แสดงให้เห็นถึงความคาดหวังและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ต่อเสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางเศรษฐกิจระยะต่อไป

หุ้นไทยเปิดตลาดเช้าพุ่ง40จุดรับผลเลือกตั้ง

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าเปิดตลาดด้วยความร้อนแรง ดัชนี SET ทะยานบวกกว่า 40 จุด ขานรับผลการเลือกตั้ง 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ที่พรรคภูมิใจไทย กวาดที่นั่งส.ส. มาเป็นอันดับ 1 แบบแลนด์สไลด์ ส่งผลให้นักลงทุนมั่นใจเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ นำโดยหุ้นกลุ่มเชื่อมโยงการเมืองอย่าง STECON ที่ราคาดีดตัวพุ่งแรงกว่า 16% ดัชนี SET Index เปิดตลาดพุ่งแรงทดสอบแนวต้านสำคัญ โดยทำจุดสูงสุดช่วงเช้าที่บวกกว่า 40 จุด ประมาณ 1,390 – 1,400 จุด ผลการเลือกตั้งที่ชัดเจนช่วยลดสุญญากาศทางการเมือง และความคาดหวังในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเมกะโปรเจกต์

จับตา STECON-กลุ่มรับเหมาวิ่งคึก

นักวิเคราะห์ระบุ ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยที่มีคะแนนนำโด่งกว่า 198 ที่นั่ง ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนว่า การเปลี่ยนผ่านอำนาจจะเป็นไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพสูง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้ หุ้นกลุ่ม STECON ถูกมองเป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์โดยตรง (Political Connection) เนื่องจากความเกี่ยวโยงกับแกนนำพรรค และความเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างระดับใหญ่ สอดคล้องกับนโยบาย เน้นลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นจุดแข็งของพรรคมาตลอด

ร้อนแรงทั้งวันจนปิดตลาดบวก46.88จุด

เวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ปิดตลาดที่ 1,400.89 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 46.88 จุด จากวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนจะมีการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ปิดตลาด 1,354.01 จุด ดัชนีฯทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,407.74 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,384.61 จุด มีมูลค่าซื้อขายรวม 102,112.04 ล้านบาท

นายจักร เรืองสินภิญญา กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า ผลเลือกตั้งล่าสุดของไทย สะท้อนชัยชนะชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย และแนวโน้มตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนไทยระยะถัดไป จากความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เมย์แบงก์ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET ณ สิ้นปี 2569 เป็น 1,500 จุด

“ผลเลือกตั้งไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทยคว้าที่นั่งได้มากที่สุด เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพันธมิตร ส่งผลให้รัฐบาลใหม่มีเสียงสนับสนุนในสภาอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนเสถียรภาพทางการเมืองในระดับที่ตลาดทุนต้องการ เมย์แบงก์ มองว่าปัจจัยดังกล่าวจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ และลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กดดันตลาดหุ้นไทยที่ผ่านมา”นายจักรกล่าว

Leave a comment