
เหนื่อยง่าย นอนหงายแล้วอึดอัด อาจเสี่ยง ‘โรคลิ้นหัวใจ’
วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.
หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า จริงๆ แล้ว อาการเหนื่อยง่ายผิดปกติหรือความรู้สึกอึดอัดเวลานอนราบนั้น อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคลิ้นหัวใจ” ภัยร้ายที่กำลังทำลายหัวใจอย่างเงียบๆ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่อาการรุนแรงแล้ว ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดหน้าอกที่มีความเสี่ยงและใช้เวลาพักฟื้นนาน จนอาจสร้างความกังวลให้ผู้ป่วยอย่างมาก แต่ปัจจุบันมีทางเลือกการรักษารูปแบบใหม่ด้วยเทคโนโลยี Transcatheter Aortic Valve Implantation (TAVI) ที่ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก ช่วยลดความเสี่ยงและช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวไว ถือเป็นอีกทางเลือก สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มที่มีภาวะรุนแรง อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
นพ. สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และอายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคหัวใจ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลวิมุต
นพ. สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และอายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคหัวใจ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลวิมุต ให้ข้อมูลความรู้วิธีสังเกตตัวเองง่ายๆ เพื่อรู้เท่าทันโรคนี้ก่อนสาย พร้อมแนวทางการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยง และเทคโนโลยีการรักษาโรคลิ้นหัวใจในปัจจุบันที่สร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วย
“โรคลิ้นหัวใจ” ภัยเงียบที่ปล่อยไว้ยิ่งอันตราย
โรคลิ้นหัวใจ (Valvular Heart Disease) คือความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่ลิ้นหัวใจ แบ่งเป็น 2 ประเภทง่าย ๆ คือ ลิ้นหัวใจรั่ว และ ลิ้นหัวใจตีบ โดยปกติคนเรามีลิ้นหัวใจ 4 ลิ้น ทำหน้าที่เปิด–ปิดเพื่อควบคุมทิศทางการไหลเวียนของเลือด เมื่อลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติจะทำให้เลือดไหลย้อนกลับหรือไหลไม่สะดวก ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาวะนี้มักเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ทำให้ร่างกายพยายามปรับตัวชดเชยจนเราแทบไม่เห็นความผิดปกติในระดับแรก กว่าจะรู้ตัวโรคก็อาการรุนแรงแล้ว

“โรคลิ้นหัวใจ” ไม่เลือกวัย ใครก็เสี่ยงได้
หลายคนอาจคิดว่าโรคลิ้นหัวใจเกิดได้แค่ในผู้สูงอายุ แต่จริง ๆ แล้วโรคลิ้นหัวใจสามารถเกิดกับคนทุกวัย โดยในกลุ่มเด็กเล็กอาจพบความผิดปกติของลิ้นหัวใจมาตั้งแต่กำเนิด หรืออาจเคยติดเชื้อรุนแรงจนทำให้ลิ้นหัวใจเสียหาย ส่วนในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ สาเหตุหลักมักมาจากลิ้นหัวใจเริ่มเสื่อมสภาพตามอายุจนลิ้นหัวใจรั่ว หรือมีแคลเซียมและไขมันเกาะสะสมจนแข็งตัวทำให้เป็นลิ้นหัวใจตีบ นอกจากนี้คนที่มีโรคประจำตัว อาทิ ความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือด ก็เพิ่มความเสี่ยงโรคลิ้นหัวใจเช่นกัน
เหนื่อยง่ายผิดปกติ สัญญาณเตือน “โรคลิ้นหัวใจ”
นพ.สุวาณิช ชี้ให้เห็นถึงภัยเงียบนี้ว่า “อาการเริ่มแรกของโรคลิ้นหัวใจคือการเหนื่อยหรืออ่อนเพลียโดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งหลายคนอาจชะล่าใจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น นอนราบแล้วอึดอัด หรือขาบวม ที่อันตรายกว่านั้นคือภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา ทั้งภาวะหัวใจโต น้ำท่วมปอด หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเสี่ยงต่ออัมพฤกษ์-อัมพาต ดังนั้นหากเริ่มเหนื่อยขณะทำกิจกรรมเดิม ๆ อย่ารอช้า รีบมาตรวจคัดกรองกับแพทย์เพื่อรักษาให้ทันท่วงที”

อายุ 35+ ควรเช็กหัวใจ ไม่ต้องรอมีอาการ
เมื่อเข้าสู่วัย 35 ปี แม้ภายนอกจะดูแข็งแรง แต่ร่างกายภายในอาจเริ่มเสื่อมลง แพทย์จึงแนะนำให้ตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำโดยไม่ต้องรอให้มีอาการ โดยที่ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลมุต ทีมแพทย์เฉพาะทางมีแนวทางการวินิจฉัยโรคลิ้นหัวใจด้วย 4 ขั้นตอนหลักเพื่อความแม่นยำ เริ่มจากการเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินขนาดหัวใจ ต่อด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram) เพื่อตรวจการเต้นและกระแสไฟฟ้าหัวใจ ไปจนถึงการตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram) และการวิ่งสายพาน Exercise Stress Test (EST) เพื่อตรวจการทำงานของหัวใจอย่างละเอียด ซึ่งการตรวจพบเร็วไม่เพียงช่วยลดความรุนแรงของโรค แต่ยังช่วยให้วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด Transcatheter Aortic Valve Implantation (TAVI) การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด ปลอดภัยสูง กลับบ้านได้ใน 2 วัน
การรักษาผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจที่ไม่รุนแรงจะเน้นรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ ยาลดไขมัน หรือยาลดความดันโลหิต พร้อมกับควบคุมโรคประจำตัวให้สงบ นพ. สุวาณิช อธิบายว่า “ในกรณีผู้ป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจรุนแรง แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ซึ่งเดิมทีต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องหยุดการทำงานของหัวใจและพักฟื้นประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยี TAVI นวัตกรรมการรักษาใหม่ที่ใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน ทำให้ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอกและไม่ต้องหยุดการทำงานของหัวใจ ช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่ แผลเล็ก และพักฟื้นเพียง 1-2 วัน ก็สามารถกลับบ้านไปใช้ชีวิตตามปกติได้

“เราสามารถสร้างเกราะป้องกันโรคลิ้นหัวใจได้ตั้งแต่วันนี้ เริ่มจากการตรวจสุขภาพหัวใจเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป หากผลปกติดีอาจตรวจซ้ำทุก 5 ปี ควบคู่ไปกับการปรับไลฟ์สไตล์ให้สมดุล กินให้ดี คุมน้ำหนักให้เหมาะสม หมั่นออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ แต่ถ้ามีโรคประจำตัวอย่างความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง พยายามคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ที่อยากย้ำเน้นคืออย่ามองข้ามสัญญาณเตือนเล็ก ๆ อย่างอาการ ‘เหนื่อยง่าย’ และรีบมาพบแพทย์ เพราะถ้าตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้รักษาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
หาดมีข้อสงสัยสามารถขอรับคำปรึกษาหรือนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด ชั้น 6 โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0042 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Applicationเพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน สะท้อนความตั้งใจของโรงพยาบาลวิมุตที่พร้อม “เข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด”