
11 ก.พ. 2569 14:47 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
“ไฮเนเก้น” ประกาศเลิกจ้าง 6,000 ตำแหน่งทั่วโลก หลังยอดขายเบียร์วูบ
ไฮเนเก้น (Heineken) บริษัทผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่อันดับสองของโลกจากเนเธอร์แลนด์ ประกาศแผนลดจำนวนพนักงานทั่วโลกระหว่าง 5,000 ถึง 6,000 ตำแหน่ง ภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า หลังเผชิญภาวะยอดขายชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2025
บริษัทระบุวันนี้ (11 ก.พ.) ว่า การปรับลดตำแหน่งงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดต้นทุนที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งมุ่งลดค่าใช้จ่ายหลายร้อยล้านยูโรต่อปี โดยมีเป้าหมายเพื่อ “เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในวงกว้าง เพื่อสร้างการประหยัดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ”
แผนลดพนักงานมีขึ้นหลังจากไฮเนเก้นรายงานว่า ปริมาณการขายเบียร์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 ลดลง 1.7% ท่ามกลางบรรยากาศการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ซบเซา โดยตลอดปี 2025 ปริมาณการจำหน่ายเบียร์โดยรวมของบริษัทลดลง 2.4%
เมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่าตลาดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือยุโรป ที่มียอดขายลดลง 4.1% และทวีปอเมริกา ที่ลดลง 3.5% ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มชะลอการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภูมิภาคเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม ไฮเนเก้นยังสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว ได้ 4,385 ล้านยูโรในปี 2025 เพิ่มขึ้น 4.4% จากปีก่อนหน้า และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
บริษัทซึ่งเป็นผู้ผลิตเบียร์แบรนด์ดัง เช่น Heineken, Tiger และ Amstel ระบุว่า ภายใต้กลยุทธ์ใหม่ที่ครอบคลุมถึงปี 2030 บริษัทตั้งเป้าสร้างการเติบโตที่สูงขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง
สำหรับแนวโน้มในปี 2026 ไฮเนเก้นคาดว่า กำไรจากการดำเนินงานทั้งปีจะเติบโตอยู่ในช่วง 2% ถึง 6% ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่อยู่ระหว่าง 4% ถึง 8% ในปี 2025
บริษัทยังเสริมว่า แผนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจะช่วยลดจำนวนพนักงานทั่วโลก และสร้างการประหยัดต้นทุนในระยะยาว โดยปัจจุบันไฮเนเก้นมีพนักงานประมาณ 87,000 คนทั่วโลก
แม้จะมีการลดตำแหน่งงาน แต่บริษัทสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานแบบออร์แกนิก (กำไรที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจหลักขององค์กรโดยไม่นับรวมรายได้หรือค่าใช้จ่ายจากการซื้อกิจการ การขายกิจการ หรือผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ) ในปี 2025 ได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยเติบโต 4.4% สูงกว่าประมาณการที่ 4%
นักวิเคราะห์มองว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้สะท้อนแรงกดดันจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว.
ที่มา Reuters / The Wall Street Journal