ซีอีโอ “อินสตาแกรม” ขึ้นให้การ ปฏิเสธข้อหาฟีเจอร์แอปฯ ทำลายสุขภาพจิตเยาวชน

ซีอีโอ "อินสตาแกรม" ขึ้นให้การ ปฏิเสธข้อหาฟีเจอร์แอปฯ ทำลายสุขภาพจิตเยาวชน

12 ก.พ. 2569 11:22 น.

ซีอีโอ “อินสตาแกรม” ขึ้นให้การ ปฏิเสธข้อหาฟีเจอร์แอปฯ ทำลายสุขภาพจิตเยาวชน

อดัม มอสเซรี ซีอีโออินสตาแกรม ให้การต่อศาลลอสแอนเจลิส ยืนยันพยายามสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและความรับผิดชอบ ท่ามกลางคดีที่กล่าวหาว่าแอปฯ มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิด “ภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย” และทำลายสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น

อดัม มอสเซอรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินสตาแกรม ภายใต้บริษัท Meta Platforms ได้ขึ้นให้การต่อศาลในลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ เพื่อต่อสู้คดีที่ถูกโจทก์ฟ้องร้องว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิด “ภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย” และวิกฤตสุขภาพจิตในกลุ่มผู้เยาว์ โดยคาดว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา จะขึ้นให้การในลำดับถัดไปในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

คดีนี้เริ่มต้นจากหญิงชาวแคลิฟอร์เนียรายหนึ่งซึ่งเริ่มใช้อินสตาแกรม ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ได้ยื่นฟ้องทั้ง เมตา และยูทูบ โดยระบุว่าบริษัทแสวงหาผลกำไรจากการทำให้เด็กเสพติดบริการ ทั้งที่รู้ดีว่าอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต ซึ่งเธอกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเกิดอาการซึมเศร้าและโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง (Body Dysmorphic Disorder)

ในระหว่างการพิจารณาคดี มีการเปิดเผยอีเมลภายในปี 2019 ที่แสดงให้เห็นว่ามอสเซอรีและผู้บริหารคนอื่นๆ หารือกันว่าจะยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ “ฟิลเตอร์แต่งภาพที่เลียนแบบผลลัพธ์จากการศัลยกรรมพลาสติก” หรือไม่

ทีมงานด้านนโยบาย การสื่อสาร และความเป็นอยู่ที่ดีของอินสตาแกรม เสนอให้คงคำสั่งห้ามไว้เพื่อเก็บข้อมูลผลกระทบต่อวัยรุ่นหญิงเพิ่มเติม โดย นิก เคล็กก์ รองประธานฝ่ายกิจการระดับโลกในขณะนั้น เตือนว่า “เราจะถูกตราหน้าว่าให้ความสำคัญกับการเติบโตมากกว่าความรับผิดชอบ”

มอสเซอรีและซักเคอร์เบิร์กกลับเลือกแนวทางที่จะยกเลิกคำสั่งห้าม แต่ใช้วิธีนำฟิลเตอร์เหล่านั้นออกจากส่วนการแนะนำ (Recommendation) แทน แม้ในอีเมลจะระบุว่าทางเลือกนี้มีความเสี่ยงต่อสุขภาวะของผู้ใช้อย่างเห็นได้ชัด แต่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของยอดผู้ใช้น้อยกว่า

มอสเซอรีแก้ต่างในศาลว่า “ผมพยายามรักษาสมดุลในทุกมิติ” และยืนยันว่านโยบายของบริษัทมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อมุ่งเน้นในประเด็นที่สำคัญที่สุด

บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เมื่อพ่อแม่หลายคนที่เชื่อว่าโซเชียลมีเดียเป็นต้นเหตุให้ลูกของพวกเขาเสียชีวิตมานั่งรับฟังในแถวหน้า เช่น วิกตอเรีย ฮิงค์ส มารดาที่เสียลูกสาววัย 16 ปีจากการฆ่าตัวตาย ให้สัมภาษณ์ว่าเด็กๆ กลายเป็น “ความเสียหายข้างเคียง” ของวัฒนธรรม “Move Fast and Break Things” (ทำอย่างรวดเร็วและทำลายกฎเดิมๆ) ของซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งมอสเซอรีได้ยอมรับในศาลว่าคำขวัญดั้งเดิมนี้ไม่เหมาะสมอีกต่อไปในปัจจุบัน

คดีนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของกฎหมายสหรัฐฯ ที่คุ้มครองแพลตฟอร์มออนไลน์จากการรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น ซึ่งหากเมตาและยูทูบแพ้คดี จะต้องถูกตัดสินว่ามีความประมาทเลินเล่อในการออกแบบแพลตฟอร์ม และผลิตภัณฑ์ของตนเป็นปัจจัยหลักที่ทำลายสุขภาพจิตของโจทก์

ปัจจุบัน หลายประเทศเริ่มตื่นตัวในประเด็นนี้ เช่น ออสเตรเลีย ที่เป็นชาติแรกในการสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย รวมถึงสเปน กรีซ อังกฤษ และฝรั่งเศส ที่กำลังพิจารณามาตรการที่คล้ายคลึงกัน

การพิจารณาคดีจะยังคงดำเนินต่อไปในวันศุกร์นี้ ซึ่งผลการตัดสินจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญให้กับคดีลักษณะเดียวกันอีกหลายร้อยคดีทั่วสหรัฐฯ

ที่มา Reuters

Leave a comment