ดร.สุวินัย ชำแหละพรรคส้ม! เปรียบเป็น พระราชาแก้ผ้า ในนิทานเด็ก อัดด้อมส้มสร้างลัทธิห้ามแตะ

ดร.สุวินัย ชำแหละพรรคส้ม! เปรียบเป็น พระราชาแก้ผ้า ในนิทานเด็ก อัดด้อมส้มสร้างลัทธิห้ามแตะ

ดร.สุวินัย ชำแหละพรรคส้ม! เปรียบเป็น พระราชาแก้ผ้า ในนิทานเด็ก อัดด้อมส้มสร้างลัทธิห้ามแตะ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.39 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า  ฤาพรรคส้ม คือ “พระราชาที่แก้ผ้า” ในนิทานเด็ก

กาลครั้งหนึ่ง
มีพระราชาพระองค์หนึ่ง
ผู้ไม่ต้องการเป็นเพียงกษัตริย์ที่ปกครองบ้านเมือง
พระองค์ต้องการเป็น
“กษัตริย์ผู้ทรงศีลธรรมเหนือใครทั้งหมด”
ไม่ใช่แค่ถูกต้อง
แต่ต้อง ถูกกว่า
ไม่ใช่แค่ดี
แต่ต้อง ดีกว่า
และที่สำคัญ
ต้องไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม
วันหนึ่ง ช่างตัดเสื้อสองคนเดินทางเข้ามา
พวกเขาไม่ได้เสนอผ้าที่สวยที่สุด
แต่เสนอผ้าที่ ฉลาดที่สุด
ผ้าที่มองไม่เห็นสำหรับคนโง่
ผ้าที่ไม่ปรากฏแก่ผู้ล้าหลัง
และจะมีตัวตนเฉพาะต่อผู้ที่
“ตื่นรู้ คู่ควร และอยู่ฝั่งประวัติศาสตร์” เท่านั้น
พระราชายิ้ม
เพราะผ้านี้
ไม่เพียงปกปิดร่างกาย
แต่ปกปิดคำถามทั้งหมด

● ด้อมศรัทธาแห่งราชสำนัก
เมื่อข่าวผ้าวิเศษแพร่สะพัด
ไม่ได้มีแค่ขุนนาง
แต่เกิดกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งขึ้นรอบราชสำนัก
พวกเขาเรียกตนเองว่า
“ผู้เข้าใจผ้า”
หน้าที่ของพวกเขา
ไม่ใช่ดูว่าผ้ามีจริงหรือไม่
แต่คือการคอยสอดส่องว่า
ใคร “ไม่เห็น”
ใคร “ลังเล”
ใคร “ตั้งคำถามผิดจังหวะ”
เมื่อมีคนถามว่า
“ผ้านี้ใช้ได้จริงไหมเวลาอากาศหนาว?”
ด้อมจะตอบว่า
“คุณคิดแคบเกินไป”
เมื่อมีคนถามว่า
“ผ้านี้กันฝนได้หรือเปล่า?”
ด้อมจะตอบว่า
“คุณยังไม่ตื่นรู้พอจะเข้าใจ”
และเมื่อมีใครพูดว่า
“ข้าไม่เห็นอะไรเลย”
ด้อมจะรุมล้อม บูลลี่ เอาทัวร์ลง
ไม่ใช่เพื่ออธิบาย
แต่เพื่อพิพากษาทางศีลธรรม
“เพราะเจ้าเป็นสลิ่ม”
“เพราะเจ้าแก่”
“เพราะเจ้าจน”
“เพราะเจ้าโง่”
“เพราะเจ้าล้าหลัง”
“เพราะเจ้าอยู่ผิดฝั่ง”
ด้อมไม่ได้ปกป้องพระราชา
แต่ปกป้อง ความหมายของผ้า
เพราะถ้าผ้าไม่มีอยู่จริง
ตัวตนของพวกเขาก็จะพังทลายไปพร้อมกันด้วย

● วันที่พระราชาเสด็จออกขบวน
เมื่อถึงวันสำคัญ
พระราชาทรง “สวมผ้า”
แล้วเสด็จออกขบวนกลางเมือง
ด้อมศรัทธาเดินนำหน้า
ตะโกนชื่นชมความงาม
ชี้ให้ดูในสิ่งที่ไม่มีใครเห็น
ประชาชนจำนวนมาก
ไม่ได้เห็นผ้า
แต่เห็น “แรงกดดัน”
แรงกดดันที่บอกว่า
ถ้าไม่เห็น = มีปัญหา
ถ้าไม่ปรบมือ = น่าสงสัย
ถ้าไม่ร่วมชื่นชม = อันตราย
เมืองทั้งเมืองจึงเงียบ
ไม่ใช่เพราะเชื่อ
แต่เพราะไม่อยากถูกเลือกเป็นเหยื่อรายต่อไป
จนกระทั่ง
เด็กคนหนึ่งพูดขึ้น
“พระราชาไม่ได้ใส่อะไรเลย”

● สิ่งที่นิทานไม่เคยเล่า แต่เกิดขึ้นจริง
หลังเด็กพูด
สิ่งแรกที่ขยับ
ไม่ใช่พระราชา
แต่คือด้อม
พวกเขาไม่ได้ถามว่าเด็กพูดจริงหรือไม่
แต่ถามว่า
“เด็กคนนี้เป็นใคร”
“พ่อแม่สอนมายังไง”
“อยู่ฝั่งไหนของเมือง”
ทันทีที่ความจริงปรากฏ
ด้อมไม่ปกป้องผ้าอีกต่อไป
แต่ปกป้อง ระบบที่ทำให้ผ้าไม่ถูกตั้งคำถาม

● ถอดรหัสนิทาน : พรรคส้มคืออะไรในเรื่องนี้?
พรรคส้มคือ ตัวพระราชา
และพรรคส้มก็คือ “ผ้า” ที่เป็นตัวแทนของ ลัทธิศาสนาการเมือง
หรือสิ่งที่ถูกอ้างว่า
งดงาม
บริสุทธิ์
เหนือการเมืองแบบเก่า
แต่ไม่สามารถ
สวมใส่ในโลกของการบริหารจริง
รับมือกับต้นทุนของรัฐ
หรือรับผิดชอบผลลัพธ์ที่ไม่สวยงาม
ได้เลย
ด้อมส้มคือใคร?
คือระบบคุ้มกันความหมาย
ที่ทำให้การตั้งคำถามกลายเป็นบาป
และการไม่เชื่อกลายเป็นความผิดทางศีลธรรม
ถ้าใครถามว่า “ทำได้จริงไหม”
เขาจะถูกกล่าวหาทันทีว่าไม่เข้าใจอุดมการณ์
ถ้าใครถามว่า “ถ้าพังใครรับผิดชอบ”
เขาจะถูกบอกว่าคิดแบบเก่า
ถ้าใครไม่เห็นด้วย
เขาจะถูกตัดสินว่าไม่ดีพอจะ “เห็นผ้า”
พรรคส้มไม่ได้อันตรายเพราะความคิดใหม่
แต่อันตรายเพราะ
ถูกห่อหุ้มด้วยลัทธิศาสนาการเมือง
ที่ทำให้ความคิดนั้น
ห้ามแตะ
ห้ามถาม
และห้ามพิสูจน์

● หลังเด็กพูดแล้ว…ใครยังเลือกปรบมืออยู่
หลังจากเด็กพูดว่า
“พระราชาไม่ได้ใส่อะไรเลย”
ความจริงก็ไม่ได้ซับซ้อนอีกต่อไป
ไม่มีผ้าให้ถก
ไม่มีอุดมการณ์ให้ตีความ
ไม่มีศีลธรรมชั้นสูงให้ซ่อนตัว
เหลือเพียงคำถามเดียวคือ
ใครยังเลือกจะปรบมืออยู่ ทั้งที่รู้แล้วว่าไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น
คนกลุ่มนี้
ไม่ใช่ผู้ถูกหลอกอีกต่อไป
แต่คือ
ผู้สมรู้ร่วมคิดกับความเท็จ
เพราะความเท็จนั้น
ทำให้ตนเอง รู้สึกดีกว่า คนอื่น
พวกเขาไม่ได้กลัวว่าจะคิดผิด
แต่กลัวว่าจะเสียสถานะ
กลัวว่าจะต้องยอมรับว่า
ตัวเองเคยเชื่อ เพราะอยากเชื่อ

หลังเด็กพูดแล้ว
ความเงียบจึงไม่ใช่ความบริสุทธิ์
แต่คือการเลือกข้าง
การปรบมือ
จึงไม่ใช่ความหวัง
แต่คือการปกป้องอัตตา
และการตะโกนดังกว่าเดิม
ไม่ใช่พลัง
แต่คืออาการของคนที่รู้แล้วว่า
ถ้าหยุดพูด
ทุกอย่างจะพังลงตรงหน้า

นิทานไม่ได้จบที่พระราชา
แต่มันจบที่ประชาชน
ว่าหลังจากเห็นความจริงแล้ว
ยังจะใช้ชีวิตอยู่กับการแสร้งเชื่อ
หรือจะยอมเสียหน้า
เพื่อกลับมาเป็นมนุษย์ธรรมดาอีกครั้ง
เพราะการยอมรับว่า “เคยหลง”
ไม่ใช่ความพ่ายแพ้
ความพ่ายแพ้ที่แท้จริงคือ
การรู้แล้วว่าไม่มีผ้า
แต่ยังเลือกจะปรบมือ
เพียงเพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกโง่ในอดีต

ซีรีส์ “ชำแหละพรรคส้ม” ของผม
ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อชนะใคร
แต่มันถูกเขียนขึ้น
เพื่อให้คนที่ยังเหลือสติ
หยุดปรบมือ
แล้วถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์สักครั้งว่า
เรากำลังยืนอยู่ต่อหน้าความจริง
หรือกำลังยืนเฝ้าอัตตาของตัวเองกันแน่
เพราะประเทศนี้
ไม่อาจถูกปกครองด้วยผ้าที่ไม่มีอยู่จริง
และสังคม
ไม่อาจเดินต่อได้
ถ้าคนส่วนหนึ่ง
เลือกจะโกหกตัวเอง
ดังขึ้นเรื่อย ๆ
เพื่อกลบเสียงของเด็กคนเดียว
ที่กล้าพูดความจริง
“ซีรีส์ชำแหละพรรคส้ม”
แค่ทำหน้าที่เหมือนเด็กในนิทานเท่านั้นเอง
~ สุวินัย ภรณวลัย
มหาวิทยาลัยไร้รอย

หมายเหตุ : ในทางสังคมศาสตร์ พฤติกรรมของพรรคส้มและด้อมส้ม เรียกว่า Moral Policing
Moral Policing คือพฤติกรรมหรือกลไกทางสังคมที่ คนหรือกลุ่มคนตั้งตนเป็น “ผู้ตรวจศีลธรรม” แล้วคอยเฝ้าระวัง ตัดสิน ลงโทษ หรือกดดันผู้อื่นให้คิด–พูด–เชื่อ–ยืนอยู่ในกรอบศีลธรรมแบบเดียวกับตน
โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยกฎหมายหรืออำนาจรัฐ ก็สามารถทำให้คน “เงียบ ยอม หรือถอย” ได้

● แก่นแท้ของ Moral Policing
ไม่ใช่การถกเถียงว่า อะไรถูกหรือผิด
แต่คือการทำให้ ความเห็นต่าง = ความผิดทางศีลธรรม
มันทำงานผ่านคำถามแบบนี้
“คุณเป็นคนดีพอจะพูดเรื่องนี้หรือยัง?”
“คุณยืนอยู่ฝั่งไหน?”
“คุณยังไม่ตื่นรู้พอ”
เมื่อคำถามถูกตั้งแบบนี้
การโต้แย้งด้วยเหตุผลจะ เป็นไปไม่ได้ทันที

● Moral Policing ทำงานอย่างไร (กลไก 4 ขั้น)?
1. ตั้งกรอบศีลธรรมสูงส่ง
ใครเห็นด้วย = คนดี / คนตื่นรู้ / คนก้าวหน้า
ใครไม่เห็นด้วย = ล้าหลัง / เห็นแก่ตัว / มีปัญหาทางศีลธรรม
2. แปลงความเห็นเป็น ตัวตน
ไม่ใช่ “คุณคิดต่าง”
แต่เป็น “คุณเป็นคนแบบนี้” (ตีตราว่าเป็น สลิ่ม)
3. ลงโทษทางสังคม
บูลลี่
ทัวร์ลง
ประจาน
ตัดออกจากวงสนทนา
โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าผิดจริงหรือไม่
4. ทำให้คนอื่นเรียนรู้ที่จะเงียบ
คนที่เห็นเหตุการณ์จะไม่กล้าพูด
ไม่ใช่เพราะเชื่อ
แต่เพราะไม่อยากโดนลงโทษ
นี่แหละคือเหตุผลที่กระแสสังคม “ดูเหมือนเห็นพ้อง” ทั้งที่จริง ๆ แค่ กลัว

● จุดอันตรายของ Moral Policing
มันทำลาย 3 อย่างพร้อมกัน
1. เหตุผล
เพราะคำถามเชิงนโยบายถูกแทนที่ด้วยการตัดสินตัวตน
2. การเรียนรู้ร่วมกัน
เพราะการตั้งคำถามกลายเป็นบาป
3. ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
เพราะคนเริ่มตัดสินกันด้วยศีลธรรมเดียวกับที่ใช้ตัดสินศัตรู

● Moral Policing ต่างจากการวิจารณ์เชิงศีลธรรมอย่างไร?
การวิจารณ์ศีลธรรมที่ปกติ = ถกเถียง การกระทำ
Moral Policing = พิพากษา ความเป็นคน
วิจารณ์ปกติ:
“นโยบายนี้มีผลเสียแบบนี้ เพราะเหตุผลนี้”
Moral Policing:
“คนที่สนับสนุนนโยบายนี้ เป็นคนไม่ดี / ไม่รู้ / ไม่ตื่น”

● สรุป
Moral Policing คืออำนาจที่ไม่ต้องมีตำแหน่ง
แต่ทำให้คนจำนวนมากกลัวจะคิดต่าง
มันไม่ต้องการให้คุณ “ผิด”
แค่ต้องการให้คุณ เงียบ
และเมื่อสังคมเงียบเพราะกลัว
ศีลธรรมก็ไม่ใช่เครื่องมือของความดีอีกต่อไป
แต่กลายเป็น อาวุธของการควบคุม
~ สุวินัย ภรณวลัย

Leave a comment