ปชป.ชน‘สแกมเมอร์’ แถลงการณ์จี้ปปง. เร่งยึดทรัพย์สีเทา มูลค่า‘9.2พันล้าน’

ปชป.ชน‘สแกมเมอร์’ แถลงการณ์จี้ปปง. เร่งยึดทรัพย์สีเทา มูลค่า‘9.2พันล้าน’

ปชป.ชน‘สแกมเมอร์’ แถลงการณ์จี้ปปง. เร่งยึดทรัพย์สีเทา มูลค่า‘9.2พันล้าน’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปชป.ชน‘สแกมเมอร์’ แถลงการณ์จี้ปปง. เร่งยึดทรัพย์สีเทา มูลค่า‘9.2พันล้าน’

ปชป.แถลงการณ์จี้ปปง.เร่งส่งอัยการฟ้องศาลยึดทรัพย์สแกมเมอร์ 9.2 พันล้าน ก่อนครบเส้นตาย 90 วัน ชี้บททดสอบการเมืองสุจริต-ป้องศักดิ์ศรีตลาดทุนไทยในสายตาชาวโลกให้สง่างาม “อภิสิทธิ์”เปิดหน้าชน “ทุนเทาสแกมเมอร์” เรียกร้องหน่วยงานรัฐ อย่าปล่อยให้เวลา 90 วันสูญเปล่า ต้องเร่งขยายผลถึงสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง ด้านกลุ่มเหยื่อสแกมเมอร์บุกร้องปปง.คัดค้านเพิกถอนอายัดทรัพย์เครือข่ายกว่า 1หมื่นล้าน หวั่นกระทบสิทธิการเฉลี่ย คืนทรัพย์ ด้านรองเลขาฯย้ำพิจารณาตามพยานหลักฐาน

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ออกแถลงการณ์ระบุว่าถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ด้วยพรรคประชาธิปัตย์ได้ติดตามเรื่อง ธุรกรรมผิดปกติของกลุ่มสแกมเมอร์มาตั้งแต่ต้น ตามที่ได้เสนอต่อปปง.เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ปชป.จี้ปปง.เร่งส่งอัยการฟ้องยึดทรัพย์

และขอชื่นชม การปฏิบัติการของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ร่วมกับสำนักงาน ปปง.ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)นำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์กลุ่มสแกมเมอร์ 9.2 พันล้านบาทโดยมีระยะเวลาในการยึด อายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 ซึ่งจากวันนี้ เหลือเวลาเพียงไม่เกิน 18 วันเท่านั้น ในการดำเนินการส่งอัยการฟ้องเพื่อนำสู่การฟ้องศาล เพื่อยึดทรัพย์เหล่านี้ให้ตกเป็นของรัฐอย่างชัดเจน

พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับข้อมูลว่าปปง.จะมีการประชุมในบ่ายวันนี้จึงขอเสนอความเห็น ดังนี้

1.การดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ของ ปปง. ตั้งแต่ช่วงวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เป็นไปอย่างถูกต้อง มีหลักฐานความผิดในข้อหา อั้งยี่-ซ่องโจร-ฉ้อโกงประชาชน-ฟอกเงิน โดยมีผู้เสียหายกว่า 700 ราย พบเส้นทางฟอกเงินมีโอนต่อเป็นทอดๆ มาถึงบัญชีเหล่านี้ ดังที่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะให้เป็นที่ทราบกันแล้วทั่วโลก จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลและทุกหน่วยงาน รวมทั้ง ปปง.ต้องดำเนินการขั้นต่อไปอย่างจริงจัง

ชี้บททดสอบการเมืองสุจริต

เรื่องนี้จะเป็นการทดสอบ“การเมืองสุจริต”ของรัฐบาลไทย และเป็นการรักษาศักดิ์ศรี และ ความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย ประเทศไทยจะต้องไม่ยอมให้กลายเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของการกระทำผิดของกลุ่มสแกมเมอร์และทุนเทาจากผู้กระทำความผิดในประเทศรอบๆ อย่างจริงจัง

2.จากการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มผู้กระทำความผิดและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเช่นกลุ่ม Capital Asia Investment (CAI) ยังมีความเกี่ยวข้องกับคดีสแกนม่านตาคนไทย 1.2 ล้านคน ซึ่ง DSI สรุปสำนวนคดีส่งป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง ม.157 ข้าราชการฝ่ายการเมือง-เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอีรวม 6 ราย ไปแล้วด้วย จึงถือว่าเป็นกลุ่มอาชญากรรมร้ายแรง ที่เป็นอันตรายต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง

ป้องศักดิ์ศรีตลาดทุนไทยในสายตาโลก

3.จากการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ ยังพบแหล่งสินทรัพย์และหลักทรัพย์ของกลุ่มบุคคลที่ถูกยึดอายัดทรัพย์กลุ่มนี้ แต่ยังไม่ถูกยึด อายัดและตรวจสอบเส้นทางการเงินให้ครบถ้วนตามเรื่องที่ พรรคฯได้นำเสนอตั้งแต่เดือน พฤศจิกายนและกำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อเตรียมเสนอให้ขยายวงหลักทรัพย์ และกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังต่อไป

การดำเนินการในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเชื่อมั่นว่ารัฐบาล ปปง.และทุกหน่วยงานภาครัฐ จะได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเป็น การสู้ภัยสแกมเมอร์และปกป้องศักดิ์ศรีของตลาดทุนไทย และประเทศไทยในสายตาชาวโลกให้สง่างาม จึงเรียนมาเพื่อทราบ และโปรดพิจารณาดำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังต่อไป

‘อภิสิทธิ์’เปิดหน้าชน‘ทุนเทา’

เวลา 12.22 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคว่าพรรคได้ดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทุนเทาสแกมเมอร์มาตั้งแต่ต้นวันนี้คือวันที่ 11 ก.พ. ซึ่งเหลือระยะเวลาอีกเพียง 17 วัน นับตั้งแต่ที่รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ออกมาตรการยึดอายัดทรัพย์ไว้เพราะว่าตามกฎหมายจะมีเวลา 90 วัน ในการดำเนินการเรื่องนี้

อย่าปล่อยให้เวลา90วันสูญเปล่า

สิ่งที่เราอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรัดเรื่องนี้อย่าปล่อยให้ระยะเวลา 90 วันผ่านพ้นไปจนสุดท้ายไม่มีมาตรการที่เป็นการยึดอายัดทรัพย์ชั่วคราว ไม่ได้ส่งผลอะไรประกอบกับในช่วงที่ผ่านมายังเห็นว่ามีบุคคลหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเช่นสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดิมด้วยและไปเกี่ยวข้องกับโครงการอื่นเช่นกันซึ่งเรามองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ดำเนินการเท่าที่ควรในการที่จะยึดอายัดทรัพย์หรือป้องกันไม่ให้เกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปจนถึงเรื่องการที่จะทำให้สามารถขยายผลไปยังบุคคลต่างๆ ได้

“ตอนนี้ก็เป็นรัฐบาลรักษาการก็มีอำนาจหน้าที่โดยตรงไม่ว่าจะเป็นของหน่วยงานเช่น ก.ล.ต. แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งรัดเรื่องนี้เพราะถ้าปล่อยระยะเวลาที่ผ่านไปแล้วยิ่งมีรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลรักษาการและอีกยาวเลยในที่สุด มาตรการทั้งหลายในการปราบปรามก็จะไม่เกิดผล จึงอยากให้เร่งทำตรงนี้แล้วก็ขยายผลต่อไป”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เหยื่อสแกมเมอร์ร้องค้านถอนอายัด

วันเดียวกัน เวลา 11.00 น.ที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายยศวินทร์ เพียรพิทักษ์ ตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย พร้อมผู้เสียหายจากคดีแก๊งสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์กว่า 30 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการปปง.เพื่อคัดค้านการเพิกถอนทรัพย์สินที่อายัดไว้มูลค่า 10,000 กว่าล้านบาทซึ่งเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์โดยมีนายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการปปง.และโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. เป็นผู้แทนรับหนังสือ

สำหรับการยื่นหนังสือครั้งนี้เพื่อคัดค้านการเพิกถอนการอายัดทรัพย์ของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ “เบน สมิธ”นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งมีกระแสข่าวว่าอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงิน รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่มีฐานอยู่ในประเทศกัมพูชา และถูกระบุว่าเป็นบุคคลสำคัญในการเชื่อมโยงกับนักการเมืองระดับภูมิภาคในอาเซียนซึ่งกลุ่มผู้เสียหายมีความกังวลต่อกระแสข่าวเรื่องความพยายามแทรกแซงกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการธุรกรรมพร้อมทั้งให้กำลังใจเลขาธิการปปง.และคณะกรรมการธุรกรรมในการดำเนินคดีดังกล่าว

หวั่นกระทบสิทธิการเฉลี่ยคืนทรัพย์

นายยศวินทร์ เปิดเผยว่า วันนี้นำรายชื่อผู้เสียหายกว่า 180 คน ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวม ประมาณ 500 ล้านบาท มายื่นประกอบคำคัดค้านโดยผู้เสียหายแบ่งออกเป็น 9 กลุ่ม ตามลักษณะพฤติการณ์การหลอกลวง เช่น หลอกลงทุน หลอกให้รักแล้วชักชวนลงทุน ข่มขู่ หลอกกดลิงก์ หลอกให้ร่วมลงทุนในกลุ่มซื้อขายสินค้าออนไลน์ รวมถึงกรณีเงินเกษียณและคดีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในลักษณะต่างๆ จากการติดตามเส้นทางการเงินและกระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าเงินส่วนใหญ่มีปลายทางไปยังประเทศกัมพูชา เชื่อว่าทรัพย์สินที่ถูกอายัดมีความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดอีกทั้งกังวลว่าหากมีการเพิกถอนการอายัดทรัพย์ อาจทำให้ผู้เสียหาย ไม่ได้รับการเฉลี่ยคืนทรัพย์สินตามสิทธิ

“นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางให้ใช้หลักการแบ่งกลุ่มผู้เสียหายตามแผนประทุษกรรม แทนการพิสูจน์เส้นทางการเงินรายบุคคลเพื่อให้สามารถคุ้มครองสิทธิและเฉลี่ยทรัพย์คืนแก่ผู้เสียหายได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารติดตามกระบวนการดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายจำนวนมาก”นายยศวินทร์ ย้ำ

รองเลขาฯย้ำพิจารณาตามพยานหลักฐาน

ด้าน นายวิทยา กล่าวว่าคดีดังกล่าว คณะกรรมการธุรกรรมได้มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในภาพรวมหลายคดี มูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาทซึ่งเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์รายสำคัญ โดยหลังมีคำสั่งอายัดต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกอายัดทรัพย์ชี้แจงแสดงหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมช่วงบ่ายวันนี้ จะพิจารณาว่าคำชี้แจงของผู้ถูกอายัดทรัพย์มีน้ำหนักรับฟังได้หรือไม่ หากรับฟังได้ และเป็นไปตามหลักกฎหมาย อาจมีมติให้เพิกถอนการอายัด แต่หากไม่สามารถชี้แจงได้ คณะกรรมการจะมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อประกาศคุ้มครองสิทธิ์ผู้เสียหาย

การทำงานของปปง.ตั้งแต่เริ่มต้นได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบก่อนเสนอให้คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาโดยกฎหมายปปง.ให้อำนาจยึดอายัดทรัพย์เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน และผู้ถูกอายัด มีหน้าที่ต้องชี้แจงแหล่งที่มาของทรัพย์สิน

“ทั้งนี้การชี้แจงส่วนใหญ่ดำเนินการผ่านทนายความ และเกี่ยวข้องทั้งเจ้าของทรัพย์ที่ถูกอายัด รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนในการซื้อหุ้นบางจากตามที่เป็นข่าวซึ่งรายละเอียดเชิงลึกไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากเป็นความลับในสำนวน”นายวิทยากล่าว พร้อมย้ำว่าการพิจารณาต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และต้องรับฟังคำชี้แจงตามหลักกฎหมาย

Leave a comment