จากนับใหม่ สู่บาร์โค้ด การเปิดประเด็นใหม่ที่ไม่สิ้นสุด

จากนับใหม่ สู่บาร์โค้ด การเปิดประเด็นใหม่ที่ไม่สิ้นสุด

จากนับใหม่ สู่บาร์โค้ด การเปิดประเด็นใหม่ที่ไม่สิ้นสุด

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.37 น.

บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เรื่องธรรมดาที่ถูกยกระดับจนเกินจริง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 จบลงพร้อมผลคะแนนที่ชัดเจน พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะ ขณะที่พรรคประชาชนซึ่งมีแรงสนับสนุนคึกคักในโลกออนไลน์ก่อนวันเลือกตั้ง ไม่สามารถเปลี่ยนกระแสเหล่านั้นให้กลายเป็นผลลัพธ์ตามที่คาดหวังได้

ผลลัพธ์ดังกล่าวนำไปสู่การตั้งคำถามจากผู้สนับสนุนพรรคประชาชน หรือ  “พรรคส้ม” บางส่วนที่ไม่พอใจผลเลือกตั้ง โดยพื้นที่ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างหนักคือเขต 1 จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีความพยายามยื่นคำร้องและกดดันให้นับคะแนนใหม่

กระแสดังกล่าวถูกขยายอย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมข้อสงสัยต่อกระบวนการนับคะแนน และข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบอย่างเข้มข้น

ล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้งแถลงสรุปอย่างชัดเจนว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานโดยละเอียด ไม่พบเหตุอันควรให้นับคะแนนใหม่ในเขตดังกล่าว การชี้แจงครอบคลุมหลายประเด็นที่มีการเคลื่อนไหว และเป็นไปตามกรอบกฎหมาย แม้คำตอบจะไม่ตรงกับความคาดหวังของบางฝ่าย

แต่กระแสไม่ได้หยุดลง ประเด็นถูกขยับไปสู่เรื่องใหม่ นั่นคือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกหยิบขึ้นมาเผยแพร่และตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคดังกล่าว โดยเชื่อมโยงกับหลักการว่า “การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ” และตั้งข้อสงสัยว่า รหัสดังกล่าวสามารถย้อนกลับไปหาตัวผู้ใช้สิทธิได้หรือไม่

ไม่มีใครปฏิเสธหลักที่ว่า “การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ” หากพิสูจน์ได้ว่าระบบเปิดช่องให้รู้ว่าใครเลือกใคร นั่นย่อมเป็นปัญหาร้ายแรง

แต่ก่อนจะไปไกลกว่านั้น ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งมีไว้ทำอะไร

หน้าที่ของรหัสดังกล่าวคือใช้ควบคุมการพิมพ์และการกระจายบัตร ระบุว่าบัตรใบใดอยู่เล่มใด ลำดับใด และอยู่หน่วยเลือกตั้งใด เพื่อป้องกันบัตรปลอม บัตรสอด หรือบัตรผิดหน่วย หากเกิดข้อร้องเรียน เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรใบนั้นมาจากชุดที่พิมพ์และส่งออกอย่างถูกต้องหรือไม่

หน้าที่นี้เกี่ยวข้องกับความถูกต้องของเอกสาร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการติดตามว่าใครลงคะแนนให้ใคร

อย่างไรก็ตาม ในโลกออนไลน์มีการเผยแพร่หมายเลขบัตรบางใบ เช่น

A37805055
A37804930
A37805049
A37805050

พร้อมคำอธิบายว่า หากหมายเลขเหล่านี้สัมพันธ์กับลำดับในเล่ม และสามารถเชื่อมกับข้อมูลผู้ใช้สิทธิได้ ก็อาจย้อนรู้ว่าใครถือบัตรใบใด

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า มีข้อมูลใดบันทึกไว้หรือไม่ว่า ผู้ใช้สิทธิรายใดได้รับบัตรหมายเลขใด

ขั้นตอนจริงเป็นดังนี้ ผู้มีสิทธิไปตรวจชื่อและลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จากนั้นเจ้าหน้าที่ฉีกบัตรออกจากเล่มซึ่งมีลำดับเรียงกัน ต้นขั้วค้างอยู่ในเล่ม แต่ไม่มีขั้นตอนใดที่จดหรือบันทึกว่า บุคคลนั้นได้รับบัตรหมายเลขใด

ลายเซ็นอยู่ในบัญชีผู้มีสิทธิ ส่วนหมายเลขอยู่บนบัตร ทั้งสองส่วนนี้ไม่ได้ถูกนำมาเชื่อมโยงกัน

หากจะพิสูจน์ว่า “บุคคลนี้กาอะไร” ต้องรู้ก่อนว่าเขาได้บัตรใบไหน แต่เมื่อไม่มีใครจด ไม่มีระบบใดเก็บข้อมูลตั้งแต่ต้น ก็ไม่มีจุดเริ่มต้นให้ไล่ย้อนกลับได้เลย

หลังจากผู้ใช้สิทธิกากบาทแล้ว บัตรจะถูกพับก่อนหย่อนลงหีบ ด้านที่มีบาร์โค้ดอยู่ด้านใน ไม่ได้เปิดให้เห็นด้านหน้า ระหว่างนับคะแนน เจ้าหน้าที่คลี่บัตรเพื่ออ่านคะแนน เมื่ออ่านเสร็จแล้วก็พับกลับในลักษณะเดิมก่อนเก็บรวมกัน

หมายความว่า บัตรทุกใบถูกเก็บในสภาพพับปิดเหมือนกัน การจะไปเปิดดูบาร์โค้ดของบัตรใบหนึ่งใบใด ต้องนำออกมาทีละใบ คลี่ดูรหัส แล้วจึงดูคะแนน หากไม่รู้ตั้งแต่ต้นว่ากำลังหาใบไหน การคลี่บัตรจำนวนมากเพื่อตามหาบัตรเฉพาะใบนั้นในทางปฏิบัติแทบเป็นไปไม่ได้

มีบางกระแสอธิบายว่า บาร์โค้ดอาจใช้ตรวจสอบผู้ที่รับเงินแล้วไม่ลงคะแนนตามตกลง แต่แนวคิดนี้ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ใครรู้ตั้งแต่ต้นว่าบุคคลนั้นได้รับบัตรหมายเลขใด ในเมื่อการแจกบัตรอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ และไม่มีการบันทึกลำดับบัตรผูกกับชื่อผู้ใช้สิทธิ

ดังนั้น การมีบาร์โค้ดจึงมีไว้เพื่อควบคุมความถูกต้องของบัตร ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อติดตามคะแนนของประชาชน และในขั้นตอนที่ใช้จริงก็ไม่มีระบบใดเปิดช่องให้ย้อนกลับไปหาตัวบุคคลได้

เมื่อเรียงเหตุการณ์ให้ครบ จะเห็นว่าประเด็นบาร์โค้ดถูกผลักขึ้นมาหลังข้อเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในเขต 1 ชลบุรีไม่เป็นผล

จากคำร้องเฉพาะพื้นที่ เสียงบางส่วนเริ่มขยายไปสู่การเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในหลายจังหวัด ก่อนจะไปไกลถึงการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ และบางกระแสเสนอให้จัดเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ ทั้งที่ยังไม่มีการแสดงให้เห็นว่าหลักความลับของบัตรถูกละเมิดอย่างไร

การตรวจสอบสามารถทำได้ตามกฎหมาย แต่ต้องมีพยานหลักฐานรองรับ การอ้างคำบอกเล่าโดยไม่มีขั้นตอนพิสูจน์ ไม่เพียงพอจะล้มผลการเลือกตั้งทั้งประเทศได้

เมื่อไม่สามารถอธิบายได้ว่าคะแนนเสียงถูกเปิดเผยอย่างไร การเร่งขยายประเด็นผ่านโซเชียลในลักษณะปลุกปั่นให้เชื่อว่าระบบมีปัญหาทั่วประเทศ จึงเริ่มถูกสังคมตั้งคำถามกลับ

การเรียกร้องประชาธิปไตยรวมถึงสิทธิในการตรวจสอบ แต่ต้องตั้งอยู่บนกติกาเดียวกัน หากหยิบหลัก “การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ” มาใช้ ก็ต้องแสดงให้เห็นชัดว่าความลับถูกละเมิดตรงไหน

เมื่อยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าใครติดตามใครได้อย่างไร การผลักดันให้นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ หรือจัดเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามกดดันทางการเมือง มากกว่าการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ในทางการเมือง การขยายกระแสด้วยประเด็นที่ยังอธิบายไม่ชัด อาจสร้างแรงสะเทือนในช่วงแรก แต่หากเหตุผลไม่แน่นพอ กระแสย่อมมีโอกาสเปลี่ยนทิศทาง

ประเด็นบาร์โค้ดจึงควรถูกตัดสินด้วยคำถามเดียวว่า มีหลักฐานจริงหรือไม่ว่า คะแนนเสียงของประชาชนสามารถเชื่อมโยงกับตัวบุคคลได้ หากยังตอบคำถามนี้ไม่ได้ การกล่าวหาระบบทั้งประเทศย่อมขาดข้อเท็จจริงรองรับ

ขณะเดียวกัน การผลักดันให้นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศหรือจัดเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ โดยยังไม่อธิบายขั้นตอนให้ชัด อาจทำให้สังคมตั้งคำถามถึงผู้ที่ปลุกกระแสเสียเอง

หากไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ชัดเจน การขยายข้อสงสัยให้กลายเป็นกระแสระดับประเทศก็ไม่มีน้ำหนักพอจะหักล้างผลการเลือกตั้ง และการเมืองควรยืนอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่บนความไม่พอใจต่อผลลัพธ์

ขอบคุณภาพเฟซบุ๊ก  Thanarat Kuawattanaphan

Leave a comment