
ยืนยันระบบ‘บาร์โค้ด’โปร่งใส กกต.แจงยิบ แยกต้นขั้วบัตรเก็บรักษา2ปี
วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ยืนยันระบบ‘บาร์โค้ด’โปร่งใส กกต.แจงยิบ แยกต้นขั้วบัตรเก็บรักษา2ปี ป้องกันสืบค้นย้อนหลัง สกัดปลอมแปลงบัตร
กกต.รับ QR code และ Bar code ตรวจสอบถึงบัตรเลือกตั้งได้แต่ต้องมีต้นขั้วและบัตรเลือกตั้ง ชี้เพื่อป้องกันปลอมแปลงบัตร-นำบัตรออกนอกหน่วยทำบัตรเขย่ง ยันไม่รู้ถึงคนลงคะแนนแน่นอน เพราะเปิดหีบไม่ได้แล้ว แจงสาเหตุมี QR Code เป็นเทคนิคการพิมพ์ของโรงพิมพ์ ยันไม่มีทางเป็น Big Data เร่งหาตัว กปน.ปล่อยภาพบัตรติดต้นขั้วว่อนเน็ต ขณะที่‘วิโรจน์- ด้อมส้ม’ตามจิกไม่ปล่อย อย่ามาแถระบุทำบาร์โค้ดชี้เป้าคนลงคะแนน ยันผิดรธน.ต้องเลือกตั้งใหม่
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. นายวรพงศ์ อนันเจริญกิจ ผู้อำนวยการสนับสนุนการเลือกตั้งกกต. ชี้แจงข้อสงสัยกรณีที่มีการกำหนดบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ ว่า โดยมีฐานที่มาจากข้อกฎหมายซึ่งถูกกำหนดไว้ในระเบียบกกต. ข้อที่ 129 ที่ให้อำนาจกกต.ในการกำหนดให้มีรหัสหรือเครื่องหมายหรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลง ซึ่งในส่วนของบาร์โค้ดและ QR code ที่กำหนดไว้ นอกจากในเรื่องของการปลอมแปลงแล้ว ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในหลายมาตรการป้องกันการปลอมแปลง และยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมและบริหารจัดการโดยเฉพาะบัตรเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม เช่นในกระบวนการจัดพิมพ์บาร์โค้ดหรือ QR code เป็นข้อมูลในการ tracking จำนวนบัตรที่ถูกจัดพิมพ์ไว้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่ามีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินกว่าที่กำหนดหรือไม่
ไว้ติดตามที่มาของบัตร
และขั้นตอนต่อมาคือการเข้าเล่มการ tracking ต่างๆก็มีการใช้บาร์โค้ดและ QR code สำหรับตรวจสอบก่อนเข้าเล่มบัตรเลือกตั้ง 1 เล่มมี 20 บัตร ก็ใช้วิธีการ tracking(ระบบติดตาม) จาก QR code และ barcode เพื่อให้รู้ว่าปกบัตรเล่มนี้มี 20 ใบมีเลขอะไรถึงเลขอะไรครบถ้วนถูกต้อง เมื่อนำไปใช้ในหน่วยเลือกตั้งจะไม่มีปัญหาเรื่องบัตรเขย่ง
ส่วนกระบวนการแจกจ่ายให้กับผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่างๆ เช่น กกต.เขต และคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เมื่อแจกจ่ายไปแล้วหากมีประเด็นบัตรเลือกตั้งเล็ดลอดออกไปสู่ภายนอก ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรที่เล็ดลอดออกไปถูกจัดสรรหรืออยู่ในความรับผิดชอบของใคร ผู้ใดเป็นผู้ต้องสงสัยที่กระทำความผิดซึ่งเป็นมาตรการที่กำหนดไว้ สุดท้ายเรื่องการตรวจสอบการป้องกันการทุจริตต่างๆ ก็สามารถนำมาตรวจสอบได้ เช่นการนำบัตรปลอมมาใช้ การนำบัตรมาใช้ข้ามเขตข้ามหน่วยต่างๆก็สามาถใช้บาร์โค้ดและ QR code ในการตรวจสอบได้
ไว้ระบุเลขบัตรเลือกตั้ง
เช่นกัน ยกตัวอย่างกรณีที่มีภาพปรากฏถ่ายบัตรเลือกตั้งติดกับต้นขั้วที่มีการเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย ยอมรับว่าในบาร์โค้ดนี้เมื่อสแกนแล้วสามารถระบุได้ถึงเลขที่บัตรเลือกตั้ง โดยจากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่าสามารถ tracking ได้ ตรวจสอบได้ว่าใครเป็นคนเผยแพร่ เพราะบัตรที่ถูกเผยแพร่เป็นบัตรเลือกตั้งที่อยู่ในเล่ม ยังไม่ได้ถูกฉีกออกไป แสดงว่าอยู่ในมือของผู้รับผิดชอบ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป ย้ำว่าเรื่องของการใช้ QR code และบาร์โค้ดไม่ได้ทำมาเพื่อถูกตรวจสอบtracking ไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ออกไปตามที่ปรากฏเป็นข่าว แต่ใช้ในการตรวจสอบควบคุมเรื่องการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น
ส่วนประเด็นข้อสงสัยว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปโดยตรงหรือลับนั้นหรือไม่ ก็จะเห็นว่าในแต่ละขั้นตอนกระบวนการไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด แม้จะมีภาพปรากฏว่ามีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและนำไปเผยแพร่เลขต่างๆนั้นไม่ได้พิสูจน์ว่าบัตรเลือกตั้งใบนี้ผู้ใดเป็นคนลงคะแนน สำหรับกระบวนการรักษาความปลอดภัย หีบบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรต่างๆ ย้ำว่ามีกระบวนการจัดเก็บอย่างละกลุ่ม มีการแยกจัดเก็บอย่างเป็นสัดส่วนมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่เชื่อมั่นว่าบัตรเลือกตั้งที่ได้ลงคะแนนไปแล้วเมื่อวันที่8 ก.พ.ไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ลงคะแนนให้กับผู้สมัครและพรรคการเมืองใด
ฝากปชช.อย่าคิดไปไกล
ว่าที่ร.ต. ภาสกร ฝากไปถึงประชาชนว่าอย่าคิดไกลไปถึงคนอื่นขอให้คิดเฉพาะที่ตนเองไปใช้สิทธิกระบวนการที่ไหลไปตามขั้นตอนจะไม่มีใครล่วงรู้ว่าตนเองลงคะแนนให้ใคร จนไปถึงกระบวนการควบคุมการเก็บรักษาจนถึงขั้นสุดท้ายซึ่งเก็บรักษาไว้ 2 ปี แม้กกต.ก็ไม่สามารถเปิดหีบบัตรได้ แต่จะสั่งเปิดได้กรณีเดียวคือการสั่งให้นับคะแนนใหม่ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นมาตรการที่ต้องการบอกให้รู้ว่าการเลือกตั้งของท่านที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 และวันที่ 8 ก.พ.เป็นไปโดยตรงและลับตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 85
นายวรพงศ์ กล่าวอีกว่า การจัดทำบาร์โค้ด และ QR code บนบัตรเลือกตั้ง เป็นมาตรการตรวจสอบความปลอดภัย ส่วนประชาชนที่ไปลงคะแนนห้ามทำเครื่องหมายเป็นที่สังเกตได้ สำหรับกรณีที่กปน.เข้าถึงบัตรต้นขั้วได้ ก็จะสามารถรู้ได้ว่าใครลงคะแนนให้กับบุคคลใดได้หรือไม่ ว่าที่ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า กระบวนการนับคะแนนเป็นกระบวนการนับต่อหน้าสาธารณชน ก็จะมีการแยกบัตรดีบัตรเสียและบัตรไม่ลงคะแนนให้กับผู้สมัครใด ก็จะมีการจัดเก็บไว้ดังนั้นไม่สามารถนำบัตรแต่ละใบมาถ่ายมาสแกน เพื่อจะรู้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใดไม่สามารถทำได้ เพราะจะมีผู้สังเกตการณ์มีผู้แทนพรรคการเมืองไปนั่งสังเกตการณ์กระบวนการเหล่านี้ไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน และกระบวนการวช้สิทธิเป็นการใช้สิทธิแบบคนต่อคน ดังนั้นกรรมการจะไม่ให้ประชาชนเข้าไปดูเอกสารของผู้ใดหรือเอกสารของใคร ซึ่งจะดูว่าประชาชนไปใช้สิทธิในลำดับของตัวเองและแจกบัตรให้ไป และไม่ทราบว่าบัตรใบไหนจะแจกให้ โดยผู้มีสิทธิจำนวนมากก็อาจจะใช้บัตรเลือกตั้งหลายเล่ม ดังนั้นไม่สามารถคิดได้ว่าใครที่อยู่ลำดับหลังจากเราจะเลือกใคร การใช้สิทธิเป็นเรื่องเฉพาะของเราเท่านั้น
นับแล้วไม่มีวันรู้ใครลงคะแนน
เมื่อถามว่าบาร์โค้ดแม้จะบอกว่าป้องกัน แต่ว่าในทางปฏิบัติ มีการสแกนออกมาแล้ว ตัวเลขเป็นตัวเลขยูนิคนัมเบอร์ ตรวจย้อนกลับไปได้หรือไม่ ต้นขั้วเทียบกันได้หรือไม่ ถ้าเทียบแล้วเป็นความลับหรือไม่ นายวรพงศ์ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าสแกนออกมาแล้วจะขึ้นเป็นเลขที่บัตร แต่อย่างที่นำเรียน ขั้นตอนออกเสียงลงคะแนน และนับคะแนนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้ การเก็บรักษาอย่างที่นำเรียนไปแล้ว เรามีมาตรการหลายชั้น รวมถึงการเก็บรักษาขั้นสุดท้ายในที่ปลอดภัย และห้ามเปิด
เมื่อถามย้ำว่า แบบนี้ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวเสริมว่า โดยลับหมายถึง เราไปใช้สิทธิต้องไม่มีใครรู้ว่าเราใช้สิทธิให้กับผู้ใด อันนี้โดยตรงถือว่าลับแล้ว
มั่วเปิดหีบบัตรผิดกฎหมาย
เมื่อถามอีกว่าด้วยเหตุอะไรก็ตามแต่สามารถเอาต้นขั้ว และเอาบัตรลงคะแนน บาร์โค้ดไปแมตช์กัน จะสามารถบอกได้ว่าคน ๆ นั้นเลือกใคร อยากให้ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ นายวรพงศ์ กล่าวว่า ขอเล่าว่ากระบวนการเก็บต้นขั้วบัตรต่าง ๆ เก็บทั้งเขตเลือกตั้ง เขตหนึ่งราว 250 หน่วย หรือเก็บในภาพรวมทั้งจังหวัด อาจมีเป็นพันหน่วย อย่างที่ยกตัวอย่างเป็นไปได้ยากมากที่จะไปสืบค้น เพราะด้วยปริมาณที่นำเรียนถ้าคนกระทำคือมีเจตนาทุจริตแล้ว ไปเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง มีความผิดตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนักข่าวสอบถามประเด็นนี้ ได้เน้นย้ำหลายครั้งว่า กระบวนการนี้สามารถไล่ย้อนไปถึงต้นขั้ว และจะทราบว่าประชาชนกาผู้สมัคร หรือพรรคใดได้ใช่หรือไม่นั้น นายวรพงศ์ ไม่ได้ตอบคำถามในเรื่องนี้ แต่กล่าวว่า ถ้านำต้นขั้วบัตร หรือนำบัตรมาเทียบ มาตรการในการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งที่นับคะแนนเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่า กกต.เอง หรือส่วนการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง ไม่ว่าเก็บที่ กกต.จังหวัด ตอนนี้ไม่มีใครสามารถนำต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้งที่จัดเก็บยุบรวมแบบนี้มาดูได้ว่า บัตรเลือกตั้งนั้นเป็นของใคร ถ้าใครกระทำการแบบนั้น จะมีความผิดตามกฎหมาย ไม่ว่าพนักงาน กกต.เอง หรือในส่วนของจังหวัดเองก็เช่นเดียวกัน
ไม่สามารถระบุบุคคลได้
“ใครเปิดหีบบัตรเลือกตั้งที่ยุบรวมกันแล้ว โดยที่ กกต.ไม่มีมติสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ก็แล้วแต่ ไม่มีผู้ใดดำเนินการดังเช่นว่าได้ โดยสำนักงาน กกต.ส่วนกลาง หรือจังหวัด มีเรื่องวินัยกำกับดูแลพวกเราเช่นเดียวกัน ถ้าใครทำหน้าที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตจะถูกลงโทษทางกฎหมาย” ส่วนกรณีมีการตั้งข้อสงสัยว่าบาร์โค้ดที่หลุดในโซเชียลมีเดียตอนนี้ ไม่ว่าบัตรเลือกตั้งใด ข้อมูลผู้มาใช้สิทธิไม่รั่วไหลใช่หรือไม่ นายวรพงศ์ กล่าวยืนยันว่า เห็นแค่เลขที่ ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้
ย้ำมีสุจริตเป็นที่ตั้ง
สำหรับบาร์โค้ดใช้ในการ Tracking การทุจริต หรือบัตรเขย่ง ทำไมใช้บาร์โค้ดในการตรวจสอบ มีวิธีการอื่น หรือเทคโนโลยีอื่นหรือไม่ เห็นจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ไม่มี และบัตรลงคะแนนที่เผยแพร่ในโลกโซเชียลตอนนี้ มีบาร์โค้ดที่เปิดไปแล้ว จะลงคะแนนโดยลับอยู่หรือไม่ นายวรพงศ์ กล่าวว่า เลือกตั้งปี 2566 บัตรเลือกตั้งแบ่งเขตมีการใช้คิวอาร์โค้ดอยู่ ส่วนการเผยแพร่ภาพบัตรในโซเชียลไปแล้ว เป็นบัตรที่ยังไม่มีการลงคะแนน เป็นบัตรติดเล่มอยู่ที่หน่วย อีกกรณีคือเผยแพร่ระหว่างการนับคะแนน กปน.เป็นผู้นับคะแนนเจ้าตัวไม่ได้เปิดเผยเอง และมีผู้สังเกตการณ์อยู่ด้วย เมื่อถามอีกว่า ทำไมต้องใช้บาร์โค้ด มีวิธีอื่นอีกหรือไม่ นายวรพงศ์ กล่าวว่า จริง ๆ มีหลายวิธี แต่ว่าขึ้นอยู่กับเครื่องพิมพ์และเทคนิคการพิมพ์ของแต่ละโรงพิมพ์ กระบวนการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง เวลาจำกัด แต่ละโรงอาจถนัดใช้เทคโนโลยีแบบนี้ บางโรงอาจไม่ถนัด แต่อยู่ในเงื่อนไขต้องสามารถตรวจสอบเรื่องตั้งให้สุจริตได้ เป็นวิธีแต่ละโรงพิมพ์จัดทำ
โรงพิมพ์ได้ตรวจสอบดีแล้ว
เมื่อถามว่า กกต.สั่งการโรงพิมพ์ทั้ง 3 แห่งให้ดำเนินการดังกล่าว แต่ไม่กลัวบัตรประชามติรั่วไหลหรือไม่ เพราะไม่ได้มีบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด นายวรพงศ์ กล่าวว่า แม้บัตรประชามติไม่ได้มีบาร์โค้ด แต่มีมาตรการตรวจสอบทุจริตได้ แต่ต้องเรียนว่าไม่อาจเปิดเผย เพราะถ้าเปิดเผยจะรู้กันหมดว่าอยู่ตรงไหน โดยวิธีการขึ้นอยู่กับโรงพิมพ์แต่ละโรง เขาใช้วิธีการอะไรอย่างไร ทั้งนี้การใช้คิวอาร์โค้ด หรือบาร์โค้ดดังกล่าว ใช้ในการเลือกตั้งปี 2566 การเลือกตั้งท้องถิ่นมีแต่เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะถ้าเปิดเผย ก็เป็นรูปแบบเดียวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยปัจจุบันเมื่อดูข้อมูล มีหลายประเทศใช้รหัส ใช้โค้ดอยู่ แต่อาจไม่ได้เป็นคิวอาร์โค้ด หรือเป็นบาร์โค้ดชัดเจน
เมื่อถามว่า การใช้บาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด จะสแกนกรณีไหนได้บ้าง ช่วยยกตัวอย่างให้ชัดเจน นายวรพงศ์ กล่าวว่า เรื่องการตรวจสอบ มีเหตุร้องเรียนว่า มีการนำบัตรไปใช้ผิดที่ผิดทาง ข้ามหน่วยข้ามเขต การสแกนตรวจสอบได้ แต่เราก็สแกนแค่ว่า บัตรนี้จัดสรรไปที่เขตเลือกตั้งไหน และอยู่เขตเลือกตั้งนั้นหรือไม่ ถ้าดูเลขแล้วอยู่คนละเขต แสดงว่ามีความผิดปกติ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น
พ้น2ปีก็ต้องทำลายบัตร
ส่วนตัวบัตรเลือกตั้งที่แยกออกเป็น 3 ส่วน ต้นขั้ว บัตรเลือกตั้งเอง พอพ้นอายุ 2 ปีไปแล้ว ทำลายอย่างไร และจะกลายเป็นบิ๊กดาต้าตรวจสอบได้หรือไม่ นายวรพงศ์ กล่าวว่า เรื่องการเก็บรักษาเก็บไว้ 2 ปี ส่วนเรื่องการทำลายเป็นอำนาจของ กกต.ในการอนุมัติให้ทำลายบัตรเลือกตั้ง กำหนดวิธีการ รูปแบบวิธีการว่าทำลายด้วยรูปแบบอะไร โอกาสไม่เกิดเป็นบิ๊กดาต้าแน่นอน เพราะว่าไม่มีใครไปเปิด
กรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แกนนำพรรคประชาชน (ปชน.) มาร้องเรียน เขียนในคำร้องว่า ตรวจสอบขั้วบัตรตรงกับรหัสหรือไม่ และระบบความลับต้องไม่มีใครรู้ เมื่อ กกต.รู้แล้ว สุ่มเสี่ยงหรือไม่ กังวลหรือไม่หากมีการไปร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า เหมือนที่นำเรียน เวลาเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร กับตัวบัตรแยกกันต่างหาก ไม่สามารถรีเช็คได้ ต้นขั้วจัดเก็บส่วนหนึ่ง ส่วนบัตรเลือกตั้งใส่ในหีบเก็บรักษาไว้ส่วนหนึ่ง กระบวนการนี้ไม่มีใครรีเช็คได้ เว้นแต่กระทำการทุจริต หรือฝ่าฝืนกฎหมายจริง ๆ อันนั้นก็พิจารณาตามข้อเท็จจริงไป
วิโรจน์โต้กลับทันควัน
ขณะเดียวกัน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้ายื่นหนังสือต่อกกต. เพื่อขอให้เปิดเผยข้อมูลต้นขั้วและบัตรเลือกตั้ง และรับฟังการแถลงข่าวของกกต.ก่อนให้สัมภาษณ์ว่า ตนต้องการให้ กกต.ชี้แจงการพิมพ์บาร์โค้ดไว้บนบัตรเลือกตั้ง เพราะเมื่อมีการสแกนบาร์โค้ดแล้ว พบเลขรหัสที่ไปตรงกับรหัสต้นขั้วบัตร ทำให้สามารถทราบได้ว่าบัตรนั้นเป็นผู้ใดใช้สิทธิ และลงคะแนนให้ใคร ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เวลานี้ประชาชนตั้งข้อสงสัยและรู้สึกตกใจว่าการทำบาร์โด้ดดังกล่าวมันสอบกลับไปได้ว่า บัตรนี้เป็นของใคร ลงคะแนนให้ใคร จึงอยากให้กกต.ชี้แจง ไม่ใช่มาชี้แจงว่าบัตรถูกเก็บไว้ ยังไม่มีใครรู้ แม้แต่กกต.ก็ไม่รู้ เลยยังเป็นความลับอยู่ ถ้าคิดแบบนี้ ถ้าชี้แจงแบบนี้ตนถือว่ามักง่าย และไม่อยากให้กกต.ชี้แจงเช่นนี้ เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของกกต.ตกต่ำ ไม่มีชิ้นดี ส่วนกรณีโซเชียลมีเดียที่การเลือกตั้งปี 66 ไม่มี บางคนบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ บัตรเลือกตั้งสีชมพูบางเขตก็ไม่มีบาร์โค้ด หลายคนอยากรู้ว่ามีหมดไหม แล้วรหัสที่ใช้ซ้ำกันทั้งจังหวัดหรือไม่ ตนคิดว่า คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือ กกต.
เรียกร้องเปิดหีบให้ประชาชนดู
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้มีการนำบัตรเลือกตั้งของกทม.เขต 9 ฌาปณสถานฯ มาเผยแพร่ เพื่อให้การชี้แจงของกกต. เป็นที่เข้าใจ ก็ควรเปิดหีบของหน่วยนี้ให้ประชาชนดู ว่ารหัสที่เห็นนั้น เป็นรหัสของเล่มที่ซ้ำกันเท่านั้น หรือมีรหัสที่รันเลขบัตรแต่ละใบ จะได้รู้ว่าบาร์โค้ดมันเป็นเฉพาะตนของบัตรเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งคิดว่า 15 นาที หรือให้เวลาหาหีบบัตรนั้นไม่เกิน 2 ชั่วโมงก็เจอแล้ว จากนั้นก็เปิดให้สื่อมวลชนดู แล้วเอาเครื่องยิงบาร์โค้ดตรวจสอบเลย
เมื่อถามว่า การที่มีบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ยังถือว่าการลงคะแนนของประชาชนยังเป็นความ ลับหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า จะลับได้อย่างไร พ.ร.ป.สส. 2561 มาตรา 96 กำหนดห้ามไม่ให้ผู้ใด จงใจทำเครื่องหมายเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง ซึ่งเจตนาของกฎหมายเพราะไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าประชาชนลงคะแนนให้ใคร แล้วถ้ามีระบบโค้ดสัญลักษณ์ที่สอลกลับไปได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร มันจะลับตรงไหน ย้ำว่า คำว่าไม่มีใครรู้ ต้องหมายถึงว่า กกต.ก็ต้องไม่รู้ แต่วันนี้กลายเป็นว่ามีโค้ดลับที่กกต.สามารถตรวจสอบกลับได้ แบบนี้เรียกว่า “ไม่ลับ” ถ้าเอาบรรทัดฐานนี้มาเรียกว่า “ลับ”ประเทศอยู่ไม่ได้ การเลือกตั้งในทางลับ แสดงว่าทำโค้ดได้ กกต.ต้องทำความเข้าใจใหม่ ว่าการเลือกตั้งเป็นความลับ ไม่ใช่อนุญาตให้ทำโค้ดลับ ซึ่งมันไม่เหมือนกัน
ย้ำขัดรัฐธรรมนูญแน่ๆ
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ขัดรัฐธรรมนูญแน่ๆ ซึ่งทางเราจะปรึกษากฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง แต่เบื้องต้น ถ้าขัดกับรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นความลับ ผิดกฎหมายเลือกตั้ง อย่าแก้ตัวข้างๆ คูๆ ความรับผิดทางอาญา ทางแพ่งต้องมี กกต.ทั้ง 7 คน ต้องรับผิดชอบ และชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้ง เพราะเวลานักการเมืองทำผิดกฎหมายยังต้องจ่ายค่าจัดการเลือกตั้งใหม่ คราวนี้ถ้าผิด กกต.ก็ต้องจ่ายและติดคุกด้วย
ชมสนามกทม.กกตทำดี
เมื่อถามว่า มีรายงานว่าในต่างประเทศ บางประเทศก็มีระบบบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ดังนั้น ได้มีการตรวจสอบเบื้องต้นหรือไม่ ว่า กรณีบัตรของไทยกับของต่างประเทศแตกต่างกันอย่างไร นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนถึงบอกว่า ถ้าบาร์โค้ดของเล่ม คือทั้งจังหวัดเป็นบาร์โค้ดเดียวกัน เพื่อจะได้แยกว่าบัตรเลือกตั้งนี้เป็นของจังหวัดนี้ อันนี้ตนไม่มีปัญหา ตนไม่ได้กล่าวหากกต.เกินควร อย่างกทม.มี 33 เขต มี 33 บาร์โค้ด ตนไม่มีปัญหาอะไรเลย กกต.ไม่ผิด เพราะบ่งชี้ไปที่ตัวบุคคลไม่ได้ เพราะเป้าหมายคือไม่ต้องการให้ใครก็ตามล่วงรู้
เมื่อถามต่อว่า การตรวจสอบกลับไปเพื่อจะทำอะไร นายวิโรจน์ กล่าวว่า หัวคะแนนจะได้รู้ว่า คนที่ตัวเองซื้อนั้นได้ลงคะแนนให้หรือไม่ เพราะเราก็ได้ยินอยู่ว่ามีการซื้อกรรมการประจำหน่วย คราวนี้ก็ซื้อสิ เพื่อเช็คบิลย้อน หลัง ว่าทำไมจ่ายเงินไปแล้ว คะแนนไม่เข้าเป้า ดังนั้น ถ้ามันเป็นจริงว่ามีการซื้อคะแนนประจำหน่วย ให้เอาบัตรมาดูมาเช็คกับต้นขั้วหน่อยว่า ที่จ่ายไปนั้นลงคะแนนให้หรือไม่ ถ้าไม่เลือก ก็จะไปคุกคามถึงบ้านเลย ดังนั้นอย่ารอให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เพราะการเลือกตั้งที่ตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้มันทำให้ประชาชนอุ่นใจ ในสิทธิของเขา 5 วินาทีในคูหา ว่าเขาจะมีสิทธิที่เท่าเทียมกับคนอื่นที่ไม่ว่ามันผู้ใด ใครผู้ถึงจะรู้ไม่ได้ และได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ที่ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นจะคุกคามเขาไม่ได้ แต่ตรงนี้สูญเสียไปไม่ได้ถ้า ประชาชนสูญสิ้นศรัทธา แล้วดันไปมีหลักฐานปรากฏว่าสามารถสอบกลับไปถึงตัวเขาได้ เจตนารมณ์ของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิป ไตยจะสูญสลาย หายสิ้นไปทันที และนี่คือโทษานุโทษ ของกกต.ถ้าทำสิ่งนั้น
งานนี้มีลับลวงพลาง
ทั้งนี้ นายวิโรจน์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับฟังที่กกต.แถลงข่าว ว่าตนฟังการแถลงผ่านไลฟ์ ทราบว่า กกต.ยอมรับว่าบาร์โค้ด สามารถสอบกลับไปถึงตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้ โดยบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้ง ตรงกับต้นขั้ว แต่กกต.ยังแก้ตัวว่า ไม่มีคนรู้ แต่ส่วนตัว ยังยืนยันว่า ความลับ ต้องหมายถึงไม่มีโอกาสเลยที่ผู้ใดผู้หนึ่งจะล่วงรู้ ไม่ใช่ใครไปยิงบาร์โค้ด แล้วไปตรงกับรหัสต้นขั้ว จนทำให้รู้ตัวตนผู้ใช้สิทธิ แบบนี้ไม่เรียกว่าความลับ การที่กกต.เรียกว่า ลับ น่าจะหมายถึงลับ ลวง พราง มากกว่า
พท.เล็งชงศาลรธน
ก่อนหน้านี้ในเรื่องดังกล่าว นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่ากำลังรวบรวมข้อมูล ร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ กกต.ไม่สามารถวินิจฉัยได้เองว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ มีหน้าที่เพียงแค่สั่งเลือกตั้งใหม่ และนับคะแนนใหม่ในหน่วยที่มีปัญหา หากกระบวนการเป็นแบบนี้ ก็คงต้องไปถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเรามีทีมทำงาน และปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดในประเด็นนี้
เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยจะยื่นร้องเองหรือไม่หากหลักฐานชัดเจน นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าสามารถดำเนินการได้ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งเรากำลังรวบรวมข้อเท็จจริงพยานหลักฐานให้ชัดเจน เพราะการจะยื่นร้องอะไรไปต้องมีหลักฐานให้ชัดเจน
ปชน.ตามกัดไม่ปล่อย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเห็นของนายชูศักดิ์ ศิรินิล พรรคเพื่อไทย ยังสอดคล้องกับความเห็นของ นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาชน
และเรียกร้องให้กกต.ชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่ชลบุรีเขต 1 คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติไม่ให้มีการนับคะแนนใหม่ เนื่องจากมองว่าหลักฐานมีไม่เพียงพอ นายกิตติชัย กล่าวว่า ทางพรรคประชาชนก็ได้แถลงไปแล้วถึงความผิดหวังในส่วนของคำวินิจฉัย ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และอย่างหนึ่งที่เราเรียกร้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ชลบุรี ที่ยังไม่เปิดเผยแบบ สส.5/18 มีขึ้นอยู่ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้อัพโหลดไฟล์ จึงอยากจะเรียกร้องให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งรีบอัพโหลดไฟล์แบบ สส.5/18 ของชลบุรีโดยเร็ว
ทนายอั้นร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน
วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง(กกต.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋นบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า วันนี้ตนเข้ายื่นหนังสือถึงประธานผู้ตรวจการแผ่นดินประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดที่สามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนน ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และ พ.ร.ป.สส. มาตรา 96 ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่งเรื่องนี้ประเด็นนี้ศาลรัฐธรรม นูญเคยมีคำวินิจฉัยเอาไว้แล้ว เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องเป็นโมฆะเท่านั้น
“ภายใน 15 วัน ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ดำเนินการ ผมถึงจะไปยื่นโดยตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่าประเด็นนี้ศาลต้องรับ และผมจะต้องได้เบิกความ อธิบายขยายความด้วยตัวเองได้แน่นอน สำหรับคดีนี้ และผมจะล้มการเลือกตั้งครั้งนี้ให้จงได้”นายภัทรพงศ์ กล่าว
เช่นเดียวกับนายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักธุรกิจและนักวิชาการอิสระ ก็ได้ยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ส่งศาลรัฐธรรม นูญวินิจฉัยในประเด็นเดียวกัน ว่าการกระทำของกกต. กรณีการกำหนดและออกบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และบัตรแบบบัญชี สำหรับการเลือกตั้งสส. เมื่อวันที่ 8 ก.พ. มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่ และขอให้เสนอศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการรับรองผลการเลือกตั้งจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด
ทะลุแก๊สนัดชุมนุม14กพ.
ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก ทะลุแก๊ซ-Thalugaz ได้โพสต์ข้อความนัดหมายเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ โดยระบุว่า “[ช่วยประชาสัมพันธ์] 14 ก.พ. 69 วาเลนไทน์นี้ ร่วมกันเรียกร้องให้กกต.นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ เนื่องจากประชาชนได้เล็งเห็นแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีความโปร่งใสดั่งที่ควรจะเป็น จึงขอเรียกร้องให้เกิดการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศเพื่อความโปร่งใสและกู้วิกฤตศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยให้กับประชาชนอีกครั้ง ณ ลานหน้าหอศิลป์ เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป #นับใหม่ทั้งประเทศ”
พร้อมแนบภาพอินโฟกราฟิกที่มีข้อความตัวอักษรย้ำจุดยืน “รวมตัวเรียกร้อง ความโปร่งในการเลือกตั้ง #นับใหม่ทั้งประเทศ วันเสาร์ 14 กุมภา 69 หอศิลป์ BACC 17.00 น.”
ภายหลังโพสต์ของ เพจเฟซบุ๊ก ทะลุแก๊ซ – Thalugaz ถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง โดยมีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นหลากหลายแง่มุม เช่น”ไปด้วยชุมนุมสันติวิธีจิกกัดและหยาบคายแบบมีอารยะ นะครับ ll” “วันวาเลนไทล์พอดี เตรียมอุปกรณ์ป้องกันไปด้วย” “ไปกัน มือเปล่านะครับ ไม่มีอาวุธ ไม่มีความรุนแรง อยู่ในความสงบสันตินะครับ” “2026 ทะลุหีบดิวะ” “จริงดิ๊…รอมานานละ เข้าเงื่อนไขรัฐประหาร…สุดยอดดดดด…ชอบอะ..รอมานานละ”