
ยังคาใจบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง รุมยำ‘กกต.’เละ ‘ไทยสร้างไทย’ร้องศาลฎีกา ปชน.ตามประเคนซ้ำม.157
วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ยังคาใจบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง รุมยำ‘กกต.’เละ ‘ไทยสร้างไทย’ร้องศาลฎีกา ปชน.ตามประเคนซ้ำม.157 หย่อนบัตรขัดรัฐธรรมนูญ
ลุยล้างบางทุจริต “ไทยสร้างไทย” จ่อฟ้อง กกต. พบหลักฐานเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม ชี้ปมบาร์โค้ดบนบัตรลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งส่อขัด รธน. เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ-ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสอบจาตุรนต์ ยันบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ทำลงคะแนนไม่เป็นไป โดยลับ ขัดรัฐธรรมนูญชัด ด้านปชน.ตามกัดไม่ปล่อย ฟ้องกกต.ทำผิด 157
พรรคไทยสร้างไทย นำโดยนายศุชัยวุธ ชาวสวนกล้วย ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย พร้อมด้วยนายภัชริ นิจสิริภัช และนายโรจนินท์ ศิริเบญญาภิรมย์ ร่วมกันแถลงข่าวก่อนลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานการทุจริตเลือกตั้ง โดยเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนร่วมกันตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ส่อว่าจะมีการทุจริตมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย
นายศุชัยวุธ พรรคไทยสร้างไทย ขอย้ำว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 41(2) (3) และมาตรา 50 (1)และมาตรา51 ให้สิทธิประชาชน ร้องทุกข์และฟ้องหน่วยงานของรัฐ เพื่อพิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัริย์ทรงเป็นประมุข และต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ
ขณะนี้พรรคไทยสร้างไทย ได้รับข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์จากประชาชนจำนวนมาก ที่ส่อให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะประเด็นความแตกต่างของจำนวนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อในบางเขต ที่มีจำนวนห่างกันนับหมื่นใบ รวมถึงการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาการซื้อเสียงที่ปรากฏเป็นข่าว แต่กลับไม่มีความชัดเจนว่ากกต. ได้จัดการกับปัญหาดังกล่าวหรือไม่อย่างไร อันอาจจะเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้น ตามป.อาญา มาตรา157
จ่อฟ้องศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง
ด้านนายภัชริ ยังได้หยิบยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างระเบียบ กกต. และรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะมาตรา 85 ที่ระบุชัดเจนว่าการเลือกตั้งต้องเป็นความลับ แต่จากการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งพบว่ามีการระบุรหัส บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดที่สามารถสืบสาวกลับไปยังต้นขั้วและระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ อันอาจขัดกับกฏหมายรัฐธรรมนูญ แม้ กกต. จะอ้างว่าจะมีการจัดเก็บอย่างดีเพื่อเป็นความลับ และปลอดภัย
พรรคไทยสร้างไทย เห็นว่า ปัญหาดังกล่าว เกิดจากการจัดการและควบคุมดูแลการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224(1) (2) มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เห็นควรยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ เพื่อให้เห็นว่าคนไทยมีสิทธิร้องทุกข์และฟ้องหน่วยงานของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 41(2) (3) และมาตรา 50 (1)และมาตรา51เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคะแนนเสียงประชาชน และสร้างบรรทัดฐานความถูกต้องให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้สืบไป
จาตุรนต์ยันขัดรัฐธรรมนูญ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นกรณีบัตรเลือกตั้ง ลงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ มีบาร์โค้ด ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ย่อมมีความหมายว่า นอกจากผู้ออกเสียงลงคะแนนเองแล้วจะให้ผู้อื่นผู้ใดล่วงรู้ไม่ได้ว่าออกเสียงลงคะแนนไปอย่างไร เลือกใคร และนี่ไม่ได้มีความหมายว่าต้องเป็นความลับเฉพาะตอนกาบัตรหรือหย่อนบัตรเท่านั้น แต่ย่อมหมายความว่า จะต้องเป็นความลับตลอดไป คือไม่มีทางที่ผู้อื่นผู้ใดจะหาทางตรวจสอบว่าใครเลือกใครได้อีกเลย ถ้าการมี QR Code หรือบาร์โค้ด ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเลือกใคร ก็เท่ากับว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ คือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั่นเอง #โกงเลือกตั้ง69
นายจาตุรนต์ยังได้โพสต์ตอบข้อความทางแพลตฟอร์ม X ว่า “ผมรณรงค์ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยเหตุผลข้อหนึ่งคือ องค์กรอิสระไม่เป็นกลาง เมื่อปรากฏปัญหาว่า กกต.อาจจัดการเลือกตั้งไปโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องวิจารณ์ ไม่ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปอย่างไร การแสดงความเห็นต่อการจัดการเลือกตั้งก็ต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาครับ”
ปชน.ตามกัดไม่ปล่อย
ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และผู้อำนวยการกองอำนวยการการเลือกตั้งของพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แถลงความคืบหน้าการติดตามตรวจสอบความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้ง 2569 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
โดยนายพริษฐ์ เริ่มต้นโดยย้ำว่า เจตนาของพรรคประชาชนในการตรวจสอบความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้งปี 69 ตลอด 4-5 วันที่ผ่านมา ไม่ได้มีเจตนาเพื่อมุ่งเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง ไม่ใช่การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้ง แต่เราจำเป็นต้องตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้งเพื่อปกป้องเสียงของประชาชนทุกคนว่าเสียงของเขาถูกบันทึกอย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะกาให้กับพรรคการเมืองไหนก็ตาม รวมถึงเราต้องการให้ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างบกพร่องหรือจงใจทุจริต ต้องรับผิดชอบต่อกฎหมาย เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ทำให้เรามีการเลือกตั้งในอนาคตที่ประชาชนเชื่อมั่นเชื่อถือได้
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า การแถลงในวันนี้มี 4 หัวข้อ หัวข้อแรกคือกรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ในการแถลงข่าวของ กกต. เมื่อวานนี้ (13 ก.พ.) มีข้อสรุปว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดดังกล่าว ในทางทฤษฎีสามารถระบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเราเห็นว่ามีปัญหา 3 เรื่องหลัก
ตรวจรู้ใครเป็นคนกาบัตร
ปัญหาแรก ทำให้การลงคะแนนเสียงที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่เป็นไปโดยลับ ตามหลักการที่สังคมเข้าใจโดยทั่วไปมาโดยตลอด การลงคะแนนที่ “ลับ” หมายถึง เมื่อเราลงคะแนนไปแล้วจะต้องไม่สามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้เลย แต่การแถลงของ กกต.เมื่อวานเป็นการยืนยันว่าสามารถทำได้ในเชิงทฤษฎีหากมีการเข้าถึงข้อมูล 3 ส่วน คือ ข้อมูลบนบัตร, รหัสตรงต้นขั้ว และชื่อผู้ลงคะแนนของรหัสนั้นๆ ดังนั้น เราเห็นว่าประเด็นที่สำคัญไม่ใช่ความยากหรือง่ายในการเข้าถึงข้อมูล แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า หากใครเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ จะสามารถระบุตัวตนผู้กาบัตรได้ คำตอบก็คือทำได้ ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งในอดีตที่ไม่ว่าใครจะเข้าถึงข้อมูลส่วนใด ก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเลือกใคร
ปัญหาที่สอง เป็นการเปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ทำให้พรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง สามารถใช้ประโยชน์จากบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดดังกล่าวเพื่อตรวจสอบได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร .
ถึงแม้ กกต. จะชี้แจงว่ามีการเก็บรักษาบัตรและต้นขั้วไว้ในที่ปลอดภัย แต่หากมีพรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดรู้เรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมาก่อนล่วงหน้า อาจเปิดช่องให้สามารถออกแบบกระบวนการในการตรวจสอบได้ว่าใครโหวตอย่างไรโดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงบัตรหรือต้นขั้วที่ กกต. เก็บไว้หลังปิดหีบ เช่น ตัวแทนพรรคอาจใช้อิทธิพลข่มขู่ให้ประชาชนแจ้งรหัสต้นขั้วก่อนลงคะแนน และจากนั้นมีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทุกใบขณะนับคะแนน เพื่อนำมาสแกนตรวจสอบภายหลังว่าลงคะแนนตามที่ตกลงหรือไม่ หรือหากมีกรรมการประจำหน่วย (กปน.) บางคนปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็อาจแอบถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเพื่อส่งให้ตัวแทนพรรคที่กระทำการดังกล่าวได้
ไม่เชื่อแค่รักษาความปลอดภัย
ดังนั้น แม้ กกต. พยายามชี้แจงว่าทั้งหมดที่ทำเพื่อ “รักษาความปลอดภัย” และแม้เรายอมเชื่อไว้ก่อนว่า กกต. มีเจตนาดีเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวจริง แต่การดำเนินการของ กกต. เป็นการเปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ ที่ทำให้การเลือกตั้งอาจจะไม่สุจริตเที่ยงธรรม และทำให้อาจจะกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหลับปัญหาที่สาม เรามีความกังวลว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น จาก QR Code และบาร์โค้ดไม่ได้กระทบเฉพาะการเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 8 กุมภาเท่านั้น แต่เสี่ยงจะเกิดความเสียหายระยะยาวต่อการเลือกตั้งในอนาคตด้วย เพราะแม้มีการเก็บบัตรและต้นขั้วไว้ หากข้อมูลดังกล่าวรั่วไหลหรือมีบุคคลใดเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว จะเกิดปัญหาสำหรับอนาคต เพราะข้อมูลการเลือกพรรคการเมืองของประชาชน ถือเป็นข้อมูลที่อ่อนไหว และจะกลายเป็นข้อมูลที่ผู้มีอำนาจสามารถนำไปใช้จัดเก็บสถิติแยกตามเพศ อายุ และพื้นที่ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเตรียมการเลือกตั้งในอนาคตได้เช่นกัน
เตรียมประเคนม.157.
“ดังนั้น พรรคปรพชาชน เดินหน้าด้วยการมอบหมายให้ นายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค ฝ่ายกฎหมาย เป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริงและทำคำร้องเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อดำเนินคดีกับ กกต. และเลขาธิการ กกต. ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต“ นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หัวข้อต่อมา คือการตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ที่มีจำนวนไม่เท่ากันในเขตเลือกตั้งเดียวกัน โดยพบปัญหานี้ในหลายเขตเลือกตั้ง เมื่อวานนี้ กกต. ระบุว่าความคลาดเคลื่อนเกิดจากระบบรายงานผลบนเว็บไซต์ของ กกต. แต่เราต้องยืนยันว่าข้อสังเกตของพรรคประชาชน ไม่ได้อ้างอิงข้อมูลเว็บไซต์ของ กกต. แต่อ้างอิงจากข้อมูลที่อยู่ในบอร์ดรายงานผลในแต่ละเขตเลือกตั้ง
ดังนั้นไม่ว่ากระบวนการในการรายงานตัวเลขผ่านเว็บไซต์ของ กกต. จะมีปัญหาแค่ไหน แต่เป็นคนละเรื่องกับหลักฐานที่เราเอามากางก่อนหน้านี้และในวันนี้ ยกตัวอย่างความผิดปกติที่ชัดเจนในพื้นที่สงขลา เขต 3 และ ศรีสะเกษ เขต 2 ที่มีส่วนต่างกันอยู่ ซึ่งตนได้มีการเปิดข้อมูลไปก่อนหน้านี้แล้ว รวมถึงอีกหลายเขตที่มีการเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ ซึ่งในเขตเลือกตั้งดังกล่าว มีทั้งเขตที่พรรคประชาชนแพ้เลือกตั้งเป็นอันดับ 3 และเขตที่พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเราไม่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้เพื่อหวังจะทำให้พรรคประชาชนมี สส. มากขึ้น แต่เราต้องการตรวจสอบประเด็นนี้ เพื่อปกป้องเสียงของประชาชนทุกคนแลทำให้เรื่องนี้สิ้นข้อสงสัย
แจ้งเบาะแสปราบทุจริต
ด้าน กิตติชัย กล่าวถึงภาพรวมของเรื่องร้องเรียนที่ผู้สมัคร สส. ของพรรค และประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามาเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยในส่วนผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชน รับเรื่องร้องเรียนมาทั้งหมด 57 เรื่อง ฝ่ายกฎหมายได้ทำเรื่องไปยัง กกต. ขอให้มีการตรวจสอบแล้ว 37 เรื่อง ส่วนการร้องเรียนของประชาชนผ่านเว็บไซต์ report69 ยอดทั้งหมดกว่า 4,000 เรื่อง ตรวจสอบแล้วพบว่ามีข้อมูลและข้อเท็จจริงที่จะไปสู่การร้องเรียนได้ 1,260 เรื่อง โดยฝ่ายกฎหมายได้ดำเนินการตรวจสอบและส่งให้ผู้สมัคร สส. ของพรรคร้องคัดค้านการประกาศผลต่อไป
โวอีกมีคลิปเด็ดปากน้ำ
และหัวข้อสุดท้าย เป็นเรื่องร้องเรียนใหม่ที่สมุทรปราการ เขต 6 มีประชาชนส่งคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นว่ามีการทิ้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงใบขีดคะแนน (ส.ส. 5/11) ที่บ่อขยะแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ โดยเอกสารดังกล่าวระบุวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และระบุหน่วยเลือกตั้งด้วย จุดดังกล่าวไม่ใช่จุดรวมหีบหรือจุดยุบหีบเหมือนกรณีชลบุรีเขต 1 อย่างแน่นอน เพราะเห็นชัดเจนว่าเป็นบ่อขยะ และจุดรวมหีบของสมุทรปราการ เขต 6 เองอยู่ห่างจากจุดของบ่อขยะนี้ถึง 8 กิโลเมตร ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีใครคนใดคนหนึ่งนำมาทิ้งไว้ ซึ่งเรื่องนี้เราต้องขอให้ กกต. และ กกต.สมุทรปราการ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนโดยเร็ว ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร โดยประชาชนที่ส่งหลักฐานเข้ามาได้ลงบันทึกประจำวันกับสถานีตำรวจไว้แล้ว
ภท.ชี้เป็นหน้าที่ของกกต.
นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ว่าที่สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง สถานการณ์ทางการเมือง ที่ในขณะนี้มีการเคลื่อนไหวของมวลชนออกมาเรียกร้องหลังเลือกตั้ง ทำให้เหตุการณ์อาจจะบานปลายได้ ว่า เรื่องหลักๆไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทย แต่ขึ้นอยู่กับกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ว่าจะรับรองผลการเลือกตั้งได้เมื่อไหร่ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 กกต.ใช้เวลารับรองสส.อย่างเป็นทางการโดยใช้ 36 วัน ซึ่งขณะเราอยู่ในฐานะผู้เล่น ก็ต้องรอว่าขั้นตอนต่อไปในแต่ละส่วนจะเป็นอย่างไร ย้ำว่าต้องแยกกันในเรื่องของการทำงานของกกต. และส่วนอื่นๆ หรือในส่วนที่มีการยื่นคำร้อง ทุกส่วนต้องแยกกัน เรามาในฐานะว่าที่สส. ก็ต้องรออย่างเดียวเพราะตอนนี้ตอบอะไรไม่ได้ และในการเลือกตั้งปี 2566 ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นแต่กกต. ยังใช้เวลาถึง 36 วัน
เมื่อถามว่ามีความเป็นห่วงกลุ่มมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงนี้หรือไม่ นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่าทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นของตัวเองในช่องทางต่างๆ ที่เห็นสมควรที่จะทำอย่างนั้น จะให้ทุกคนเห็นเหมือนกันนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยในการจะยื่นคำร้องหรือตัดสินอะไรก็ตามแต่ ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย
เมื่อถามถึงกรณีศาลปกครอง ออกเลขรับคดี ขอให้ระงับการรับรองผลการเลือกตั้ง จากกรณี QR Code ในบัตรเลือกตั้ง นั้น นางสาวแนน บุณย์ธิดากล่าวว่า เป็นหน้าที่ของกกต. ที่จะชี้แจงว่าอย่างไร ซึ่งย้ำว่าในขณะนี้เราทุกคนอยู่ในฐานะผู้เล่น ไม่ใช่กรรมการ เป็นหน้าที่ของผู้จัดการเลือกตั้ง ที่เขาจะต้องชี้แจงเราก็ต้องรอฟังว่าจะเป็นอย่างไร และที่ติดตามข่าวมาไม่ใช่เพียงแค่ปีนี้ เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อวินิจฉัยว่าจะเป็นอย่างไร