จับตา!วิกฤตการเมือง จตุพร วิจารณ์จัดตั้งรัฐบาลส่อทำลายเจตจำนง ปชช.

จับตา!วิกฤตการเมือง จตุพร วิจารณ์จัดตั้งรัฐบาลส่อทำลายเจตจำนง ปชช.

จับตา!วิกฤตการเมือง จตุพร วิจารณ์จัดตั้งรัฐบาลส่อทำลายเจตจำนง ปชช.

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.39 น.

16 กุมภาพันธ์ 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า ถ้าอารมณ์ไม่พอใจการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาบรรจบกับนักการเมืองหาเสียงด้วยคำลวงหลอกซ้ำสองจะยิ่งเติมเชื่อไฟปะทุกระพือโหมได้ในพริบตา

อีกทั้ง นายจตุพร กล่าวว่า อุณหภูมิทางการเมืองขณะนี้เหมือนบรรยากาศการเลือกตั้งเป็นโมฆะในปี 49 และปี 57 อันเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ขณะที่การเลือกตั้งปี 69 บัตรเลือกตั้งสามารถสืบย้อนไปถึงการลงคะแนนเสียง จึงไม่เป็นความลับอีกต่อไป และที่สำคัญบรรยากาศชุลมุนเช่นนี้เป็นกรณีศึกษาจะลงท้ายที่เกิดรัฐประหารทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดย กกต.อ้างว่าป้องกันบัตรปลอมย่อมฟังไม่ขึ้น เพราะมีวิธีสารพัดในการป้องกัน แต่บาร์โค้ดสามารถสืบค้นได้ จึงทำให้การลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ขัด รธน.มาตรา 85 โดยกรณีนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ตรวจการแผ่นดินและศาล รธน.จะวินิจฉัยเป็นผลปลายทางสุดท้าย

ในด้านการเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง การร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยนั้น ประชาชนฟังหาเสียงของพรรคนี้จะรับได้หรือไม่กับการปราศรัยที่กะล่อน ตลบตะแลง และด่าพรรคการเมืองตรงข้ามสารพัด เมื่อเลือกตั้งเสร็จผลออกมาแพ้ก็กลายเป็นโอละพ่อ กลับหลังหันเข้าร่วมรัฐบาล การทำการเมืองแบบนี้ จึงไม่มีใครทำลายประชาธิปไตยได้ดีไปกว่าพวกนักการเมืองหาเสียงหลอกลวง

“คนไปเลือกตั้ง (ลงคะแนนเสียง) ต้องเลือกตามความกะล่อน ถ้าโกหกสำเร็จกลายเป็นพรรคลำดับต้น โกหกไม่สำเร็จก็เป็นพรรคอันดับสาม แล้วอย่างไงละ เมื่ออุณหภูมิการเมืองแบบนี้ย่อมเป็นปัญหาของบ้านเมือง” นายจตุพร กล่าว และว่า คนไปเลือกพรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะไม่พอใจพรรคเพื่อไทยในเรื่องกรณีไทย-กัมพูชา จึงเทกระแสเสียงเลือกตั้งมาให้ ดังนั้น คนไทยต้องตั้งสติกันว่า การเมืองแบบนี้ใช้ได้ เพราะทำลายเจตจำนงของประชาชน แม้การทำผิด รธน.และกฎหมายเลือกตั้ง กกต.ต้องรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ความเหลวแหลกของนักการเมืองก็เป็นความเสียหายเช่นกัน ดังนั้น เมื่ออารมณืทั้งสองอย่างมาบรรจบกัน ความไม่พอใจของประชาชนจะกระพือโหมและขยายออกไปไกลมาก จึงไม่ควรประเมินสถานการณ์ที่ต่ำเกินเหตุการณ์ที่ล้มเหลวอยู่เบื้องหน้า

“พอเพื่อไทยจับมือกับภูมิใจไทย อารมณ์ไม่พอใจทั้งสองอารมณ์ (ที่เกิดกับพรรคการเมือง) ทำให้คนหมดใจกัน พรรคเพื่อไทยบางคนที่เป็นขี้ข้ายังทนไม่ได้เลย เพราะเพิ่งฟังปราศรับจนหูชากันมา และก่อนไปจับมือ (ร่วมรัฐบาล) กันยังจะยื่นให้เป็นเลือกตั้งโมฆะ พอจับมือแล้วเลือกตั้งโมฆะเงียบกริบ เหมือนเคยหลอกคนเสื้อแดงเรื่องร้อยวันฟ้องตรง ก็อาการเดียวกัน”

นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อวิกฤตศรัทธาเกิดขึ้นจะประมาทไม่ได้ โดยกรณีต่อต้าน ทักษิณ ชินวัตร กับนิรโทษสุดซอยในสมัย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้อารมณ์สองอย่างมาบรรจบกัน คนจึงมาเต็มถนน แต่ครั้งนี้ในปี 69 เป็นผลกระทบจากการไปใช้สิทธิ์ และถ้ามาบรรจบกับอารมณ์ของคนตามความเชื่อเหมือนถูกทรยศหักหลัง โดยอาการแบบนี้ดูเหมือนขณะนี้คนยังไม่ล้นถนน แต่อารมณ์คนในสื่อสังคมโซเชียลไปไกลกว่า ดังนั้น การเมืองทำแบบนี้กันได้เหรอ ซึ่งเป็นการทำซ้ำจากปี 66 ที่ตระบัดสัตย์ข้ามขั้ว

อย่างไรก็ตาม กรณีตั้งรัฐบาล ถ้าการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ หากพรรคกล้าธรรมถอยสุดซอย ทั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยอมไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีใดๆ เลย และรับได้ทุกกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยแบ่งให้ เพื่อแลกกับเขี่ยพรรคเพื่อไทยจากร่วมรัฐบาล หากเป็นแบบนี้เพื่อไทยย่อมตกอยู่ในสถานะลำบากหนักกว่าเดิมเลย หนำซ้ำยังต้องเผชิญกับวิกฤตเสื่อมศรัทธาของประชาชน

“สิ่งสำคัญ หากสองอารมณ์ไม่พอใจมาบรรจบกัน เมื่อ (เพื่อไทย) ทำครั้งแรกในปี 66 ยังเฉยได้ แต่มาทำซ้ำครั้งสองในปี 69 เหมือนเอาเท้าเหยียบหน้าคนศรัทธาที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเลือกเพื่อไทย เท่ากับตีค่าให้เป็นพวกกระจอกงอกง่อยเลย จะตบหน้า เอาเท้าเหยียบหน้าก็ไม่รู้สึกรู้สา” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร เชื่อว่า อารมณ์ของประชาชนที่ไม่พอใช้การเลือกตั้งและพรรคการเมือง ถ้าเกิดปะทุขึ้นในชั่วพริบตา จะกระทบการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งจะทำไม่ได้ง่าย ดังนั้น การตั้งรัฐบาลไม่ได้อยู่เสียงข้างมากอย่างเดียว หากไม่สนใจภาระความรู้สึกของประชาชนย่อมมีอันเป็นไปทั้งนั้น

“เมื่อพรรคการเมืองรีบตั้งรัฐบาล ไม่รอผลเลือกตั้งแล้ว ยิ่งทำให้สองอารมณ์ไม่พอใจทั้ง กกต.และพรรคการเมืองมาบรรจบ หรือบวกกันเร็วขึ้นในพริบตาทันที เสียงรัฐบาล 377 เสียงยังล้มมาได้แล้ว ดังนั้น อย่าประมาทอารมณ์ประชาชน” นายจตุพร กล่าว

Leave a comment