‘แสวง’ยก4ข้อร่ายยาว ปม‘บาร์โค้ดเลือกตั้ง’ ยืนกรานเป็นความลับ

‘แสวง’ยก4ข้อร่ายยาว  ปม‘บาร์โค้ดเลือกตั้ง’  ยืนกรานเป็นความลับ

‘แสวง’ยก4ข้อร่ายยาว ปม‘บาร์โค้ดเลือกตั้ง’ ยืนกรานเป็นความลับ

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เลขาฯกกต.ยกเหตุผล 4 ข้อร่ายยาวปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยืนกรานโดยตรงและลับปลอดภัยตามหลักสากลไม่ทำให้รู้ลงคะแนนให้ใคร ส่วน “เท้ง” อ้างข้อมูลผู้ใช้สิทธิ์รั่วสู่สาธารณชนแล้วชี้เคสเดียวก็เพียงพอ จี้รีบทำลายบัตรเลือกตั้งใหม่โดยเร่งด่วน   ขณะที่นิด้าโพลเผยส่วนใหญ่มองไม่มีการทุจริต แต่ถ้ามีจริง ก็ไม่เชื่อ กกต.จะเอาผิดใครได้

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชี้แจงเรื่องบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง โดยยืนยันใน 4 หลักการโดยตรงและลับระบุว่า หลักการความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้งและการเลือกตั้ง บาร์โค้ด (Barcode) กับ 2 หลักการ คือ การออกเสียงโดยตรงและลับ

1.หลักการโดยตรงและลับ เป็นหลักการขั้นพื้นฐานของสิทธิมนุษชนในการเลือกตั้ง ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ของสหประชาติ (UN) ว่าด้วยสิทธิทางการเมืองที่กำหนดว่าในการเลือกตั้งการออกเสียงต้องเป็นไปโดยตรงและลับ พูดแบบเข้าใจง่ายๆ คือ ลงคะแนนด้วยตนเอง และไม่มีผู้ใดทราบได้

ยกปฏิญญาสากลยึดหลักความปลอดภัย

2.หลักการความปลอดภัยของบัตรและการเลือกตั้ง เป็นหลักการที่มาจากปฏิญญาสากลเช่นกัน ที่กำหนดว่าการเลือกตั้งต้องเสรีและเป็นธรรม (Free &Fair) กฎหมายจึงกำหนดเรื่องความปลอดภัยของบัตรและการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ป้องกันการปลอมแปลงบัตร การใช้บัตรปลอม การใช้บัตรข้ามเขต รวมทั้งการบรหารจัดการบัตร ควบคุมบัตรในการแจกจ่ายได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น

3.บาร์โค้ดกับ 2 หลักการ คือ ถูกนำมาใช้กับหลักความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง และความปลอดภัยของการเลือกตั้ง แต่หลักการความปลอดภัยต้องไม่กระทบสาระสำคัญของหลักลงคะแนนโดยตรงและลับ ต้องมีกระบวนการขั้นตอนที่ให้ 2 หลักการเดินไปด้วยกันได้อย่างเรียบร้อย

ยืนยันออกเสียงโดยตรงและลับ

ในการเลือกตั้งทั้ง 2 หลักการ ได้มาอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นกิจกรรมเดียวกันพอดี คือ ตั้งแต่ระยะเวลาที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแสดงตนรับบัตร รับบัตร เข้าคูหา หย่อนบัตรลงหีบ นับคะแนน นำบัตรและอุปกรณ์ไปส่ง ยุบรวมหีบ และจัดเก็บรักษา เพื่อให้ทั้ง 2 หลักการเดินไปด้วยกันได้ และให้การออกเสียงเป็นไปโดยตรงและลับ การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ไม่มีใครรู้กาเบอร์ไหนแน่นอน

“จึงมีการออกแบบการออกเสียงลงคะแนนทุกขั้นตอนเพื่อป้องกัน และสอบทานซึ่งกันและกันได้ อาทิ มีการเก็บบัตร ต้นขั้วบัตร บัญชีผู้ใช้สิทธิ ในถุงที่เตรียมใว้ มีสายรัดใว้ แล้วเก็บใว้แยกหีบกัน การใช้บุคลากรในแต่ละขั้นตอนคนละชุดกัน อาทิ ที่หน่วยเลือกตั้ง คือ กปน.ที่รับบัตร คือ อนุอำเภอ และ ที่จัดเก็บเป็น สนง.กกต.จังหวัด เป็นต้น”นายแสวง ระบุ

และ 4.บาร์โค้ดกับการออกเสียงโดยตรงและลับ การใช้บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง กรณีประชาชนที่ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งถ่ายรูปบัตรที่มีบาร์โค้ดจะทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใครแล้วหรือไม่ ขอยืนยันว่าไม่ทราบอย่างแน่นอน แต่หากมีผู้พยามอยากจะทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใคร เป็นการทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เป็นคนละส่วนกับการลงคะแนนโดยตรงและลับ ก็มีมาตรการในการให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในข้อ 3 คือ การเก็บบัตร ต้นขั้วบัตร บัตรชีรายชื่อ แยกจากกัน ในที่ปลอดภัย

จะเปิด3หีบต้องให้ศาลสั่งเท่านั้น

“ ไม่มีผู้ใดจะเข้าถึงได้โดยไม่มีคำสั่งศาล และหากจะเปิดหีบตามคำสั่งศาลก็เพื่อการเลือกตั้งที่มีการร้องว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น และการเปิดหีบเอกสารก็จะเปิดเท่าทีจำเป็น หีบใดหีบหนึ่งที่เกี่ยวกับคำร้องไม่ได้เปิดเอกสารทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน”นายแสวง ระบุ

สอบพบ 2 กปน.ทำผิดถ่ายรูปบัตร

การออกเสียงโดยตรงและลับ ใช้กับทุกคน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกคนของ กกต. กปน.ด้วย ที่เกรงว่า กปน.จะถ่ายรูปบัตร แล้วนำมาให้บุคคลภายนอก นั้น กปน.ที่อยู่ใกล้ชิดบัตรมีอยู่คนเดียว คือ กปน.ผู้ทำหน้าที่จ่ายบัตร นั้นถือว่า กปน.เป็นเจ้าพนักงานมีส่วนทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยสภาพถ่ายได้เฉพาะบัตรเปล่า เพราะเป็นช่วงจ่ายบัตร ยังไม่ได้มอบบัตรให้แก่ผู้สิทธิเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ด้วยมีบาร์โค้ดจะทราบทันทีว่าบัตรนั้น เป็นบัตรจากหน่วยใด กปน.คนใดเป็นคนจ่าย สำนักงานจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ว่าอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งขณะนี้เท่าที่มีข้อมูลมีอยู่ 2 ราย ดังนั้น ต้องแยกมาตรการ หรือ กระบวน การออกเสียงโดยตรงและลับ แยกจากการกระทำผิดของบุคคล เช่น ในหน่วย มีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในฐานความผิดอื่นๆ บุคลนั้นก็ต้องรับในสิ่งที่ทำลงไป โดยกระบวนการไม่ได้เสียหายแต่อย่างใด

ห้าม กปน.เผยข้อมูลผู้มาใช้สิทธิ

ขณะที่สำนักงานกกต. ได้ออกเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์หลักประกันตามกฎหมายที่คุ้มครองความลับของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า การลงคะแนนเสียงเป็นไปโดยตรงและลับ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตามมาตรา 146 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า ในระหว่างเวลาเปิดการออกเสียงลงคะแนนจนถึงเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน

ชี้มีโทษหนักจำคุกไม่เกิน 1 ปี

ถ้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เปิดเผยให้แก่ผู้ใดทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดมาลงคะแนนหรือยังไม่มาลงคะแนนเพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อมูลเกี่ยวกับการมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นข้อมูลที่กฎหมายคุ้มครอง และห้ามเปิดเผยโดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และป้องกันไม่ให้เกิดการกดดันหรือแทรกแซงในกระบวนการเลือกตั้ง สำนักงานกกต.ขอยืนยันว่า การเลือกตั้งดำเนินไปภายใต้หลักการ “ออกเสียงโดยตรงและลับ” ทุกขั้นตอนมีมาตรการทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้อย่างมั่นใจว่า ข้อมูลและการตัดสินใจของตนได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

‘เท้ง’คาดข้อมูลผู้ใช้สิทธิรั่วไหล

ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14ก.พ.ที่ผ่านมา มี White Hacker หรือ แฮกเกอร์สายขาว ออกมาระบุช่องโหว่ในระบบของหน่วยงานภาครัฐ โดยมีวัตถุประสงค์ให้หน่วยงานภาครัฐเร่งอุดช่องโหว่ ซึ่งเมื่อคืนก็ทราบว่าดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แต่ก่อนหน้านั้นคาดว่ามีข้อมูลของผู้ใช้สิทธิ์รวมถึงลำดับบัญชีรายชื่อผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งในแต่ละหน่วย ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถประกอบกันเพื่อระบุว่าประชาชนแต่ละคนไปลงคะแนนอย่างไร ได้รั่วไหลออกไปยังสาธารณะหรือบุคคลที่ไม่หวังดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อีกส่วนคือบัตรลงเสียงเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดอยู่ด้านล่าง มีข้อมูลส่วนหนึ่งถูกเผยแพร่อยู่ในโลกออนไลน์อยู่แล้วเพราะเมื่อมีผู้ไปสังเกตการณ์เลือกตั้งถ่ายภาพตอน กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.)ชูบัตรขึ้นมาจะเห็นทั้งบาร์โค้ดและเห็นว่าบัตรเลือกตั้งใบนั้นเลือกใคร

แค่เคสเดียวก็เพียงพอว่าไม่ลับ

“หากมีภาพต้นขั้วที่ใส่ลำดับพร้อมกับเลขบัตรที่อ้างอิงกับบาร์โค้ด ในหน่วยที่มีการสังเกตการณ์และภาพบัตรเลือกตั้งไว้พอดี ทำให้มีข้อมูลทั้ง 3 ส่วนประกอบกันได้เพียงแค่หนึ่งเคส ที่สามารถระบุได้ว่าประชาชนคนนั้นลงคะแนนเสียงให้ใคร จะสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าการกระบวนการที่กกต. อ้างว่าถึงแม้บาร์โค้ดจะอ้างอิงกลับไปได้ถึงต้นขั้วจริงแต่ทั้งหมดเป็นกระบวนการโดยตรงและลับนั้นไม่เป็นความจริงเพราะกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดทั้งการเลือกตั้งมีหลายบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกปน. สื่อมวลชน และประชาชนที่ไปสังเกตการณ์ สิ่งที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในตอนนี้คือข้อมูล2/3ส่วน เผยแพร่สู่สาธารณะแล้ว หากเจอแค่เคสเดียวก็พิสูจน์ได้แล้วว่ากระบวนการนี้ไม่โดยตรงและไม่ลับ“ นายณัฐพงษ์กล่าว

เป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้น

เมื่อถามว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริงจะมองว่าเป็นการทุจริตการเลือกตั้งได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า โดยกระบวนการทางอาญาต้องพิจารณาถึงเจตนาภายในของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่สิ่งที่พิสูจน์ได้แล้วตอนนี้คือเป็นความผิดพลาด ไม่ว่าจะเกิดจากการประมาท หรือตั้งใจที่จะออกแบบระบบการเลือกตั้งเพื่อให้ย้อนกลับไปได้ว่าประชาชนออกเสียงอย่างไร ก็เป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้น ซึ่งข้ออ้างของกกต.ที่ระบุว่าต้องการออกแบบระบบให้มีความปลอดภัยในการสอบได้ว่าไม่มีบัตรปลอมไม่มีบัตรผี การใส่บาร์โค้ดให้ระบุแค่เลขเล่มเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่บาร์โค้ดที่ระบุแต่ละใบได้

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของพรรคประชาชนได้ดำเนินการไปหมดแล้วทั้งยื่นร้องต่อผู้ตรวจการ ในคดีอาญาตามมาตรา 157 และมาตรา 172แต่ในส่วนของการร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลปกครองกลางทราบว่ามีอีกหลายคนไปร้องเรียนแล้วคงไม่ได้ไปรองรับในส่วนนั้น

ได้ทีจี้กกต.ทำลายบัตรจัดเลือกตั้งใหม่

เมื่อถามว่ามีอะไรฝากถึงกกต. นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยากให้กกต. ออกมายอมรับในข้อผิดพลาด สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือการเร่งรีบดำเนินการแก้ไขไม่ต้องไปประวิงเวลารอจนศาลมีคำสั่ง เพราะคงต้องใช้เวลาอีกนาน และยิ่งทิ้งเวลาไว้ระบบยิ่งมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เช่นอาจจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สามารถเข้าถึงหีบเลือกตั้งไปดึงข้อมูลในส่วนนั้นออกมา

“ถ้ากกต.ดำเนินการเองได้ในส่วนนี้คือการเร่งสั่งให้มีการทำลายบัตรโดยเร็วที่สุดและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุดน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรดำเนินการทันที”นายณัฐพงษ์ กล่าว

นิด้าโพลชี้เปรี้ยงเลือกตั้งไม่มีทุจริต

ขณะที่ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กกต. จะลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้ง ได้ไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้ง กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการทุจริตเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 40.08 ระบุว่า ไม่มีแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 23.51 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า ร้อยละ 19.54 ระบุว่า อาจจะมี และร้อยละ 16.87 ระบุว่า มีแน่นอน

แต่ถ้ามี-ไม่เชื่อกกต.จะลงโทษใครได้

เมื่อสอบถามว่า มีการทุจริตการเลือกตั้งแน่นอน และอาจจะมีการทุจริต ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เกี่ยวกับความสามารถของกกต. ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 58.28 ระบุว่า จะไม่สามารถลงโทษใครได้เลย รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า อาจจะลงโทษได้บ้างบางกรณี ร้อยละ 11.32 ระบุว่า จะสามารถลงโทษได้แน่นอน

เผยคนส่วนใหญ่พอใจการทำงาน

ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 38.55 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 22.29 ระบุว่า พอใจมาก ร้อยละ 20.84 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 17.63 ระบุว่า ไม่พอใจเลย

Leave a comment