
จากบาร์โค้ดถึงเลเซอร์ไอดี (อย่า)ถามหามาตรฐานนักวิชาการสีส้ม
วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.49 น.
นักวิชาการ 209 คนร่วมลงชื่อและออกแถลงการณ์เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งรับผิดชอบต่อการจัดการเลือกตั้งปี 2569 เนื้อหาในแถลงการณ์เต็มไปด้วยคำว่า “อาจ” ตั้งแต่ต้นจนจบ
การเลือกตั้งครั้งนี้ “อาจ” ไม่สุจริต การลงคะแนน “อาจ” ไม่เป็นไปโดยลับ บาร์โค้ด “อาจ” สืบค้นย้อนถึงผู้ลงคะแนนได้ การนับคะแนน “อาจ” ไม่ถูกต้อง การจัดเก็บหีบ “อาจ” เปิดช่องให้มีการใส่บัตรเพิ่ม
คำว่า “อาจ” คือข้อสงสัย ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ แต่ข้อกล่าวหาที่กระทบหลักการเลือกตั้งโดยลับเป็นเรื่องโครงสร้าง น้ำหนักจึงต้องมากกว่าความเป็นไปได้ในทางทฤษฎี
แต่แถลงการณ์กลับเรียกร้องให้ กกต. รับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่วางอยู่บนสมมติฐานเหล่านั้น คำถามจึงอยู่ที่ว่า ระดับข้อสงสัยเพียงพอแล้วหรือยังสำหรับการขยับไปสู่ข้อสรุปเชิงระบบ
ประเด็นบาร์โค้ดถูกโยงไปถึงภาพหัวคะแนนข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หากรับเงินแล้วไม่เลือกตามตกลงจะถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ นี่คือเหตุผลหลักของข้อกังวลเรื่องความลับ
แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีพยานหลักฐานว่ามีหัวคะแนนเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว ไม่มีกรณีพิสูจน์ได้ว่ามีการสาวย้อนจนรู้ว่าบุคคลใดกาเบอร์ใด
แถลงการณ์ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการนับคะแนนบางหน่วย ไฟดับ การขีดคะแนนทับซ้อน ความล่าช้าในการรวมผลระดับชาติ และความแตกต่างของจำนวนบัตรเขตกับบัตรบัญชีรายชื่อ ทุกประเด็นอยู่บนคำว่า “อาจ”
คำถามจึงไม่ใช่ว่าตรวจสอบได้หรือไม่ แต่คือ จากเหตุการณ์บางหน่วย เพียงพอหรือยังที่จะสรุปภาพทั้งประเทศ ประเทศไทยมีหน่วยเลือกตั้งมากกว่าหนึ่งแสนหน่วย การเหมารวมเชิงโครงสร้างต้องอาศัยหลักฐานที่แสดงรูปแบบชัดเจนในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน เรื่องอยู่ในกลไกตามรัฐธรรมนูญแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ชี้แจงเรื่องบาร์โค้ดและ QR Code ก่อนพิจารณาจะส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่
ปลายทางของคำว่าโมฆะอยู่ที่ศาล ไม่ได้อยู่ที่แถลงการณ์
ในอีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม ถูกตั้งคำถามจากกรณีกำหนดให้ผู้สมัครสมาชิกกรอกทั้งเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และรหัส Laser ID 12 หลักด้านหลังบัตร ซึ่งเป็นรหัสยืนยันตัวตนของระบบรัฐและสถาบันการเงิน
ข้อมูลสองส่วนนี้รวมกันสามารถระบุตัวบุคคลได้โดยตรง หากเกณฑ์คือความสามารถในการสาวถึงตัวบุคคล กรณีนี้ย่อมชัดเจนกว่าการตั้งข้อสงสัยเชิงเทคนิค
สังคมเพิ่งเห็นกรณีผู้สมัคร สส. พรรคส้ม บางรายถูกจับในคดีเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ คดีอยู่ในกระบวนการยุติธรรม และยังไม่มีข้อสรุปเชื่อมโยงกับการเก็บข้อมูลสมาชิกพรรคโดยตรง
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการรวบรวมข้อมูลยืนยันตัวตนระดับละเอียดของสมาชิกจำนวนมาก คำถามเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลย่อมเป็นคำถามที่สมควรถูกหยิบขึ้นมาตรวจสอบ
แต่สิ่งที่ไม่ปรากฏคือแถลงการณ์ การตั้งคำถาม หรือแรงกดดันจากกลุ่มนักวิชาการชุดเดียวกันต่อกรณีรหัสหลังบัตรประชาชน ไม่มีการเรียกร้องตรวจสอบ ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีการพูดถึงเรื่องปกป้องความลับของประชาชนในกรณีนี้เลย
สิ่งที่เห็นคือการมีท่าทีในกรณีหนึ่ง และความเงียบสนิทในอีกกรณีหนึ่ง
หลายรายชื่อในกลุ่มผู้ลงนามมีจุดยืนสอดคล้องกับพรรคส้มมาอย่างต่อเนื่อง การมีอุดมการณ์เป็นสิทธิ แต่เมื่อออกมาในนามนักวิชาการและกดดันองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เกณฑ์ที่ใช้วัดความลับและความสุจริตย่อมต้องถูกใช้กับทุกกรณี
หากคำว่า “อาจ” เพียงพอสำหรับการตั้งคำถามต่อบัตรเลือกตั้ง คำถามเดียวกันก็ควรถูกใช้กับข้อมูลยืนยันตัวตนของสมาชิกพรรคด้วย
เกณฑ์ที่ใช้ตั้งคำถามในกรณีหนึ่ง ย่อมต้องถูกใช้ในทุกกรณี มิฉะนั้นมาตรฐานย่อมถูกตั้งคำถาม
เมื่อย้อนดูรายชื่อผู้ลงนาม จะพบว่าหลายคนเคยร่วมลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาแล้วก่อนหน้านี้ จุดยืนดังกล่าวสอดคล้องกับแนวนโยบายของพรรคก้าวไกลในช่วงก่อนถูกยุบ และต่อเนื่องมาถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน
การมีอุดมการณ์ไม่ใช่ความผิด แต่เมื่อความเข้มงวดปรากฏชัดในกรณีที่กระทบฝ่ายหนึ่ง ขณะที่ในกรณีรหัสหลังบัตรประชาชนกลับไม่ปรากฏคำถาม ไม่ปรากฏการท้วงติง ไม่ปรากฏแถลงการณ์ใด ๆ เกี่ยวกับการปกป้องความลับของประชาชน ความเงียบเช่นนี้ย่อมถูกสังคมอ่านออกได้เอง
หลักการจะมีพลังเมื่อถูกใช้กับทุกกรณี หากกรณีหนึ่งถูกขยายจนเป็นวาระสาธารณะ แต่อีกกรณีกลับไร้เสียงใด ๆ สังคมย่อมตั้งคำถามต่อมาตรฐานของนักวิชาการเหล่านั้นโดยตรง