เหนื่อยง่ายโดยไม่รู้สาเหตุ ระวังโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

เหนื่อยง่ายโดยไม่รู้สาเหตุ ระวังโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

เหนื่อยง่ายโดยไม่รู้สาเหตุ ระวังโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้มากขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว หนึ่งในชนิดที่พบบ่อยและมีความเสี่ยงสูงคือโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF  ซึ่งการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจล้มเหลว ในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผศ.นพ. ศราวุธ ลิ้มประเสริฐ 

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิด AF คืออะไร

ภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้การบีบตัวของหัวใจไม่มีประสิทธิภาพ เลือดอาจคั่งค้างอยู่ในหัวใจห้องบนและเกิดลิ่มเลือดได้ง่าย หากลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง อาจทำให้เกิดอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้

ลักษณะสำคัญของโรคนี้ คือบางรายหัวใจอาจเต้นเร็ว บางรายหัวใจเต้นช้าหรือแรงสลับเบา ซึ่งแตกต่างจากการเต้นของหัวใจปกติอย่างชัดเจน

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงมีหลากหลาย เช่น ความเสื่อมของระบบไฟฟ้าหัวใจตามอายุ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ เบาหวาน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่เป็นเวลานาน

อาการที่พบบ่อย : ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการเลย ทำให้ไม่รู้ตัวว่ามีความผิดปกติของหัวใจ ขณะที่บางรายอาจมีอาการ เช่น ใจสั่น เหมือนหัวใจเต้นแรงหรือเต้นสะดุด เหนื่อยง่ายกว่าปกติ เวียนศีรษะ หน้ามืด แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่อิ่ม หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยหรือเป็นซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจหัวใจอย่างละเอียด

ทำไมโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิด AF ถึงอันตราย

ความเสี่ยงสำคัญของโรคนี้คือ การเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนทั่วไปราว ๆ 5 เท่า นอกจากนี้ยังอาจทำให้หัวใจทำงานผิดปกติ จนนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในระยะยาว ซึ่งการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้อย่างมาก

การวินิจฉัย : แพทย์จะประเมินจากอาการ ประวัติสุขภาพ และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ในบางรายอาจต้องมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ การตรวจเลือดเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงร่วม

แนวทางการรักษาในปัจจุบัน : การรักษาขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรง และความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย โดยอาจประกอบด้วย การใช้ยาควบคุมจังหวะและอัตราการเต้นของหัวใจ การใช้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง การรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Catheter Ablation) เป้าหมายสำคัญของการรักษาคือ ควบคุมจังหวะหัวใจให้ปกติ ลดอาการ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว ซึ่งปัจจุบัน สามารถรักษาด้วยวิธีนี้เป็นขั้นตอนแรกได้ โดยไม่จำเป็นต้องลองรักษาด้วยยาก่อนก็ได้ อีกทั้งยังมีโอกาสควบคุมให้จังหวะหัวใจปกติได้ถึง 80-90% โดยเฉพาะเมื่อรักษาในระยะแรกๆ ของโรค และเป็นการรักษาที่มีแผลเล็ก ระยะพักฟื้นสั้น ความเสี่ยงในการภาวะแทรกซ้อนน้อยเพียง 1%

ดังนั้น หากสังเกตว่าตนเองและคนรอบข้างว่ามีความเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกิ ควรรีบมาปรึกษาแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

Leave a comment