เรื่องที่ต้องรู้! ‘วิตามินรวม’ สำคัญแค่ไหนกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน?

เรื่องที่ต้องรู้! ‘วิตามินรวม’ สำคัญแค่ไหนกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน?

เรื่องที่ต้องรู้! ‘วิตามินรวม’ สำคัญแค่ไหนกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน?

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.39 น.

ในยุคที่ร่างกายต้องเผชิญกับความเครียด การพักผ่อนที่ไม่สม่ำเสมอ และพฤติกรรมการกินที่เร่งรีบ คำว่า “วิตามินรวม” หรือ Multivitamins จึงกลายเป็นหนึ่งในคีย์เวิร์ดยอดนิยมที่หลายคนค้นหา เพื่อเสริมการดูแลสุขภาพให้ครบถ้วนในแต่ละวัน

หลายคนอาจสงสัยว่า วิตามินรวมจำเป็นจริงหรือไม่ ? คำตอบคือ แม้ร่างกายจะสามารถรับวิตามินและแร่ธาตุจากอาหารได้ตามธรรมชาติ แต่ในชีวิตจริง การได้รับสารอาหารครบทุกชนิดในปริมาณที่เหมาะสมอาจไม่ใช่เรื่องง่าย จึงทำให้วิตามินรวมกลายเป็น “ตัวช่วยเสริม” ที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในชีวิตประจำวัน

Multivitamins คืออะไร และช่วยดูแลร่างกายอย่างไร?

วิตามินรวม (Multivitamins) คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รวมวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดไว้ในหนึ่งหน่วยบริโภค โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานตามปกติของร่างกายในหลายระบบพร้อมกัน

ประโยชน์ของวิตามินรวมที่มักถูกกล่าวถึง

•             ช่วยเสริมการทำงานตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

•             ช่วยดูแลกระบวนการเผาผลาญพลังงาน

•             ช่วยดูแลผิว ผม และเล็บให้ดูสุขภาพดี

•             ช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาทและสมอง

•             ช่วยในการทำงานตามปกติของกล้ามเนื้อและกระดูก

•             เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพแบบครบจบในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของวิตามินรวมไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนวิตามินเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับรูปแบบของสารอาหาร กระบวนการแตกตัว และการออกแบบสูตรที่เอื้อต่อการดูดซึมของร่างกาย

วิตามินรวม เหมาะกับใคร และควรรับประทานอย่างไร ?

วิตามินรวมเหมาะสำหรับ :

•             ผู้ที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ

•             ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ครบหมู่

•             ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

•             ผู้ที่ต้องการเสริมวิตามินและแร่ธาตุอย่างสม่ำเสมอ

โดยทั่วไป แนะนำให้รับประทานพร้อมหรือหลังอาหาร เพื่อความเหมาะสมในการดูแลสุขภาพในระยะยาว

เทคโนโลยีวิตามินรวมแบบ Multi-Phase คืออะไร ทำไมสำคัญต่อการดูดซึม

การพัฒนาวิตามินรวมยุคใหม่ ไม่ได้เน้นเพียงจำนวนชนิดของวิตามิน แต่เน้น “การออกแบบโครงสร้างสารอาหาร” ให้เหมาะสมกับคุณสมบัติของแต่ละกลุ่มวิตามินที่ละลายน้ำ และวิตามินที่ละลายในไขมัน มีคุณสมบัติทางกายภาพแตกต่างกันโดยธรรมชาติ ดังนั้นแนวคิด Multi-Phase Nutrient Design จึงถูกนำมาใช้ เพื่อแยกโครงสร้างสารสำคัญในรูปแบบ Pellet ภายในแคปซูลเดียว

การออกแบบลักษณะนี้ช่วยลดโอกาสการเกิดปฏิกิริยาระหว่างสารอาหาร (Ingredient Interaction) สนับสนุนความสมดุลของสูตร และช่วยคงคุณภาพของสารสำคัญในระยะยาว

ซึ่งนี่คือพื้นฐานของวิตามินรวมที่เน้น “คุณภาพของการออกแบบ” มากกว่าปริมาณบนฉลาก

วิตามินรวมที่ดี ควรมีความสม่ำเสมอในทุกแคปซูล

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของวิตามินรวม คือ “ความสม่ำเสมอของปริมาณสารอาหาร” การควบคุมขนาดและความหนาแน่นของ Pellet มีบทบาทสำคัญต่อ:

•             การกระจายตัวของสารอาหารภายในแคปซูล

•             ความสม่ำเสมอของสารสำคัญในแต่ละหน่วยบริโภค

•             การแตกตัวที่เหมาะสมเมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร

คุณภาพที่สม่ำเสมอในทุกแคปซูล จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานที่สะท้อนแนวคิดการพัฒนาวิตามินรวมอย่างใส่ใจรายละเอียด

วิตามินรวมที่มีน้ำมันพืช ช่วยเรื่องอะไร ?

วิตามินกลุ่ม A, D3 และ E เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จึงต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการกระจายตัว การผสานน้ำมันพืช เช่น Rice Germ Oil, Avocado Oil, Grapeseed Oil และ Sesame Oil ทำหน้าที่เป็น Lipid Carrier หรือ Oil Matrix Support เพื่อสนับสนุนความเหมาะสมของการนำส่งวิตามินที่ละลายในไขมันภายในแคปซูลเดียว นี่คือเหตุผลที่การออกแบบสูตรวิตามินรวมบางประเภทให้ความสำคัญกับ Oil Matrix เพื่อความสมดุลของสารอาหาร

เสถียรภาพของวิตามินรวม สำคัญแค่ไหน ?

วิตามินบางชนิด เช่น Vitamin B และ Vitamin C มีความไวต่อความชื้นและอุณหภูมิ การขึ้นรูปสารสำคัญเป็น Pellet ช่วยลดพื้นที่สัมผัสความชื้น และสนับสนุนเสถียรภาพของสูตรในระหว่างการเก็บรักษา

สำหรับวิตามินรวมที่ต้องรับประทานต่อเนื่องทุกวัน เสถียรภาพของสูตร (Stability Profile) ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม

รูปแบบของวิตามินรวม มีผลต่อการดูดซึมหรือไม่?

ปัจจุบัน วิตามินรวมมีหลายรูปแบบ เช่น เม็ด แคปซูล ผง หรือแบบน้ำ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีข้อดีแตกต่างกัน

แนวคิดของวิตามินในรูปแบบ Pellet-based System คือการแยกสารสำคัญออกเป็นเม็ดเล็ก ๆ เพื่อควบคุมการแตกตัวและสนับสนุนกระบวนการดูดซึมให้เหมาะสมมากขึ้น

iCAP Technology แนวคิดการออกแบบวิตามินรวมเพื่อความสมดุลของสารอาหาร

iCAP Technology เป็นนวัตกรรมการผลิตที่นำระบบ Pellet-based System มาใช้ โดยสารสำคัญถูกขึ้นรูปเป็นเม็ดเล็กที่มีความสม่ำเสมอ ช่วยให้สารอาหารกระจายตัวอย่างเหมาะสมภายในแคปซูล

แนวคิดสำคัญของ iCAP Technology คือการควบคุมคุณภาพของสารสำคัญในทุกแคปซูล สนับสนุนการแตกตัวที่เหมาะสม เอื้อต่อกระบวนการดูดซึม และช่วยคงคุณภาพของสารอาหารตลอดอายุการเก็บรักษา

MULTIVIAMINS PLUS iCAP โดย INZENT

การรวมวิตามินและน้ำมันพืชในแคปซูลเดียว MULTIVITAMINS PLUS iCAP เป็นวิตามินรวมรูปแบบแคปซูลที่ออกแบบมาเพื่อการดูแลสุขภาพแบบครบถ้วนในหนึ่งแคปซูลต่อวัน

จุดเด่นของสูตรอยู่ที่การผสานวิตามินที่ละลายน้ำ เช่น Vitamin C และกลุ่มวิตามิน B

วิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น Vitamin A, D3 และ E พร้อมน้ำมันจากพืชธรรมชาติ ได้แก่ Rice Germ Oil, Avocado Oil, Grapeseed Oil และ Sesame Oil

ด้วยแนวคิด Multi-Phase Nutrient Design และ iCAP Technology จึงช่วยสะท้อนการพัฒนาวิตามินรวมที่ให้ความสำคัญกับสมดุลของสารอาหาร ความสม่ำเสมอ และคุณภาพของสูตรในระยะยาว

แนะนำให้รับประทานวันละ 1 แคปซูล พร้อมน้ำ สามารถรับประทานพร้อมหรือหลังอาหาร เพื่อความเหมาะสมในการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

วิตามินรวมที่ดี เริ่มจากการออกแบบที่เข้าใจร่างกาย

การเลือกวิตามินรวม ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินหลากหลายชนิด แต่ควรพิจารณาถึงรูปแบบ เทคโนโลยีการผลิต และความเหมาะสมกับการใช้ในชีวิตประจำวัน MULTIVITAMINS PLUS iCAP โดย INZENT จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของวิตามินรวม ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสารอาหาร ความสมดุล และการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดูแลร่างกายเป็นเรื่องง่าย และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ในทุกวัน

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่  Line : @INZENT2022  โทร : 090-721-7210

Leave a comment