
ปชน.เสี่ยงโดนยุบ ปมเลขหลังบัตรประชาชน หลักฐานมัดฝ่าฝืนกฎหมาย
วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ปชน.เสี่ยงโดนยุบ ปมเลขหลังบัตรประชาชน หลักฐานมัดฝ่าฝืนกฎหมาย
ปชน.ระทึก!เปิดระเบียบ“กรมการปกครอง”ชี้ชัด พรรคส้ม ส่อผิดกฎหมาย ปมเก็บ Laser ID ปชน.ยอมรับ ฝ่าฝืนคำสั่ง“กรมการปกครอง”ใช้โปรเเกรมตรวจ LaserID ทั้งที่อยู่ระหว่างขออนุญาต แต่รวบรวมเก็บไปแล้วกว่า 1.1 แสนคน โดยกรมการปกครองยังไม่อนุญาต ส่อผิดกฎหมาย – อาจโดนยื่นยุบพรรคได้
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวว่าพรรคประชาชน (ปชน.)ขอข้อมูลผู้สมัครเป็นสมาชิกพรรคนั้นต้องกรอกข้อมูลส่วนบุคคลจากบัตรประชาชน โดยเฉพาะการขอข้อมูลรหัส 12 หลัก หลังประชาชน ( Laser ID)เพื่อไว้ตรวจสอบ แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่าพรรคประชาชน อาจฝ่าฝืนพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (กฎหมาย PDPA)เพราะพ.ร.ป.พรรคการเมืองนั้น วางหลักไว้ว่าพรรคการเมืองไม่ใช่หน่วยงาน/องค์กรภาครัฐ หรือสถาบันการเงิน ที่จะมีสิทธิตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้ แม้พรรคประชาชนจะโพสต์เหตุผลในการขอLaser IDของผู้จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคไว้
แต่เมื่อพิจารณาประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่องการรายงานทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ของสำนักงาน กกต.ข้อ5ระบุว่า เอกสารการรับสมัครสมาชิกพรรคการเมืองประกอบการรายงานตามข้อ 4 ประกอบด้วย (1) สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน (ที่ยังไม่หมดอายุ) (2) สําเนาทะเบียนบ้านด้านหน้า (3) สําเนาหนังสือสําคัญการแปลงสัญชาติกรณีมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีหรือเอกสารอื่นใดที่ใช้ยืนยันแทนได้ (4) สําเนาใบเสร็จรับเงินค่าบํารุงพรรคการเมือง
‘เท้ง’ยันชัดปชน.อยู่ระหว่างขออนุญาต
ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อ้างว่า การเก็บข้อมูลจากLaser ID นั้น พรรคปฏิบัติตาม ที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุ แต่มีการยืนยันในชั้นต้นจากแหล่งข่าวในกรมการปกครอง ว่าพรรคประชาชนขออนุญาตจากกรมการปกครองในการตรวจสอบข้อมูล Laser ID ใหม่อีกครั้ง และยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของกรมการปกครองว่าจะอนุญาต หรือไม่ และมีรายงานว่ากรมการปกครองชี้แจงชั้นต้นว่า การที่พรรคประชาชนอ้างถึงกระบวนการเก็บรหัสLaser ID หลังบัตรประชาชนนั้น เป็นไปตามขั้นตอนกรมการปกครองที่ให้พรรคการเมืองเก็บเพื่อยืนยันตัวตน/ป้องกันไม่ให้นำคนต่างด้าวมาสมัครสมาชิก โดยการสวมเลขบัตรประชาชน 13หลักว่าเรื่องนี้พรรคประชาชนทำหนังสือถึงกรมการปกครองเพื่อขอใช้ระบบการตรวจสอบรายการบัตรสมาร์ทการ์ดเท่านั้น และเป็นการตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นข้อมูลของบุคคลนั้นๆว่าจริงหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนการยืนยันว่า เป็นข้อมูลของพรรคเองกรมการปกครอง ไม่ได้มีคำสั่งแบบนั้น ไปยังพรรคประชาชนให้ปฏิบัติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 17ก.พ.ที่ผ่านมา เพจ”Fact Check-พรรคประชาชน”ได้ออกมาเปิดเผยว่าการใช้ Laser ID(รหัสหลังบัตรประชาชน)ในการสมัครสมาชิก เป็นมาตรการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยและเป็นสากล เช่นเดียวกับระบบธนาคารเพื่อป้องกันการสวมสิทธิและตรวจสอบคุณสมบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 5 ข้อ โดยข้อ 4 ปรากฏข้อความที่น่าพิจารณาว่า 4.ปัจจุบันพรรคประชาชน”อยู่ระหว่างกระบวนการขออนุญาตจากกรมการปกครองในการตรวจสอบข้อมูล Laser IDใหม่อีกครั้ง เนื่องมาจากการยุบพรรคก้าวไกลโดยระหว่างที่กระบวนการขออนุญาตยังไม่เสร็จสิ้น” พรรคประชาชนไม่มีการเก็บรวบรวม ใช้ เผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูล Laser IDแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เพื่อมีกลไกในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ พรรคได้มีระบบยืนยันตัวตนอื่นๆเช่น ระบบ OCR ในการยืนยันว่าบุคคลผู้ประสงค์สมัครสมาชิกพรรคเป็นเจ้าของบัตรประชาชนจริง
เปิดระเบียบกรมการปกครอง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะที่ทาง เว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง(https://www.bora.dopa.go.th/information/activity-news/35807/ )ระบุว่าหลักเกณฑ์การอนุญาตให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชนใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) ของกรมการปกครอง การขออนุญาตใช้งาน โดยมีขั้นตอน ดังนี้1.หน่วยงานทำหนังสือขออนุญาตใช้งาน เรียน อธิบดีกรมการปกครอง ส่งมาตามที่อยู่ สำนักบริหารการทะเบียน 59 หมู่ 11 ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 12150 (มีตัวอย่างหนังสือและแบบการขออนุญาตฯ) 2.หน่วยงานเข้าไปลงทะเบียนเพื่อขอใช้งานที่เว็บไซต์ https://digitalid.bora.dopa.go.th (สามารถทำพร้อมกับหนังสือขออนุญาตได้) 3.”เมื่อหน่วยงานได้รับอนุญาตให้ใช้งานระบบได้ กรมการปกครองจะดำเนินการอนุมัติในระบบลงทะเบียน พร้อมจัดส่งหนังสืออนุญาตและคู่มือการพัฒนาระบบให้กับหน่วยงานผู้ขออนุญาต”
ชี้เก็บLaserIDไป1.1เเสนคนส่อผิดกม.
ดังนั้นการที่พรรคประชาชนดำเนินการเก็บข้อมูล Laser ID ของผู้สมัครสมาชิกพรรค ที่ตอนนี้มีสมาชิกพรรคแล้วกว่า1.1แสนคนไปแล้ว โดยยังไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการปกครองนั้นอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายและยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า พรรคประชาชนไม่ได้นำข้อมูลส่วนบุคคลในบัตรประชาชนของสมาชิกพรรคไปใช้ แม้พรรคประชาชนจะอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวของพรรคเพื่อป้องกันการสวมสิทธิและตรวจสอบคุณสมบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้ง พิจารณาประกาศกรมการปกครอง เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตให้ส่วนราชการและหน่วยงานเอกชนใช้โปรแกรมสำหรับการอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์(สมาร์ทการ์ด) ลงวันที่ 8 ต.ค.2561จำนวน 12ข้อ
ย้ำปชน.ยอมรับฝ่าฝืนคำสั่งกรมปค.
โดยสิ่งที่น่าสนใจ คือ ข้อ 5 กรมการปกครอง จะอนุญาตให้หน่วยงานเอกชนใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชน ตามเงื่อนไข ดังนี้ 5.1 หน่วยงานนั้นจะต้องมีความจำเป็นในการขอตรวจสอบความถูกต้องของบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ถือบัตร โดยเป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานเอกชนที่กำหนดให้บุคคลที่ติดต่อขอทำธุรกรรมหรือนิติกรรมกับหน่วยงานต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน 5.2 จะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของบัตรให้ตรวจสอบความถูกต้องของบัตรประจำตัวประชาชน
6.เมื่อกรมการปกครองอนุญาตให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานเอกชนใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว ส่วนราชการหรือหน่วยงานเอกชนนั้นจะต้องมีหนังสือตอบรับการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมการปกครองกำหนดก่อน จึงจะสามารถใช้โปรแกรมดังกล่าวได้ โดยกรมการปกครองจะกำหนดรหัสข้อมูลที่จะใช้อ้างอิงในการประมวลผลให้เป็นไปตามมาตรฐานกลางเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงกันและเป็นเอกภาพ
“โดยในข้อที่ 5 และข้อที่ 6 ระบุใจความหลักว่าการอนุญาตใช้โปรแกรมนี้ ต้องได้รับอนุญาต และต้องมีหนังสือตอบรับว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมการปกครองกำหนด”
แต่จากสิ่งที่พรรคประชาชนแจ้งกับสังคมนั้นเป็นการยอมรับว่าได้ขออนุญาตกับกรมการปกครองแล้วแต่กรมการปกครอง”ยังไม่ได้อนุญาต”ให้พรรคในการใช้โปรแกรมนี้ ดังนั้น หากพรรคประชาชนโดยนายทะเบียนสมาชิกพรรค ในฐานะผู้มีหน้าที่โดยตรงในการรวบรวมข้อมูลของสมาชิกพรรค และต้องรายงานต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง สำนักงานกกต.นั้น
หากความผิดอาจโดนยื่นยุบพรรค
หากพรรคประชาชนกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย หรือกระทำการใดๆในกรณีนี้โดยที่ส่วนราชการ คือ กรมการปกครอง ยังไม่อนุญาตนั้น พรรคอาจมีความผิดด้วยและอาจจะเกิดผลกระทบ คือยุบพรรค ในการไปเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPAของสมาชิกพรรคโดยไม่จำเป็น และกฎหมาย/ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง (กรมการปกครอง) ยังไม่อนุญาตให้พรรคดำเนินการ
หากพรรคประชาชน มีความผิดในเรื่องนี้ อาจจะโดนยื่นยุบพรรค เพราะตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง นั้น องค์ประกอบสำคัญของคณะกรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย หัวหน้าพรรค, รองหัวหน้าพรรค, เลขาธิการพรรค, รองเลขาธิการพรรค, เหรัญญิกพรรค, นายทะเบียนสมาชิกพรรค, โฆษกพรรค และกรรมการบริหารพรรค โดยตอนนี้นายทะเบียนสมาชิกพรรคประชาชน คือ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม
ทั้งนี้ พรรคประชาชนนั้น นับเป็นพรรคลำดับที่ 3ที่มีรากฐานและเชื่อมโยงจากพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล โดยสองพรรคข้างต้นนั้น ถูกคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคด้วยเหตุผลคือพรรคอนาคตใหม่ ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 เนื่องจากกรณีเงินกู้ยืมโดยศาลวินิจฉัยว่าการที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ให้พรรคกู้ยืมเงินจำนวน 191.2 ล้านบาท เป็นการรับบริจาคเงินหรือประโยชน์อื่นใดอันฝ่าฝืน มาตรา 72แห่งพ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 และพรรคก้าวไกล ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ในกรณีที่พรรคหาเสียงเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง
‘เรืองไกร’ชี้ขอเลเซอร์ไอดีต้องดูกม.
วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาชนเก็บข้อมูลLaser IDจากผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกพรรค อาจส่งผลทำให้ข้อมูลของประชาชนรั่วไหลหรือไม่ว่า ถ้าเราไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค แล้วถ้าพรรคการเมืองขอเก็บเลเซอร์ไอดีแล้วเราให้ก็จะเป็นความยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย คนไม่รู้ก็จะไปบอกว่า เรื่องนี้ไปยินยอมกันได้หรือไม่ ต้องดูว่ากฎหมายครอบคลุมถึงเรื่องนี้หรือเปล่า อย่างถ้าไปที่ธนาคาร เขาจะต้องนำบัตรประชาชนของเราไปเสียบเพื่อยืนยันตัวตนการที่บุคคลที่3 บอกว่าเขาจะไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราพิสูจน์ได้หรือไม่ เวลาขึ้นศาลในหลายๆคดี ศาลอาจจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นการคาดเดาหรือคาดการณ์
ปมสเปคเตอร์ซีถ้าถือหุ้นเสี่ยงยุบพรรค
เมื่อถามว่ามีคนไปเชื่อมโยงกับกรณีบาร์โค้ดที่อยู่บนบัตรเลือกตั้งว่าอาจจะทำให้ความลับรั่วไหลหรือไม่ นายเรืองไกร กล่าวว่า”Think to much”คิดมากไป ส่วนมุมมองกรณีบริษัทสเปคเตอร์ซีของพรรคประชาชน นายเรืองไกรกล่าวว่า เรื่องนี้มีมุมที่น่าสนใจ ซึ่งน.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ให้ข้อมูลเยอะไปหน่อย อาจจะมีผลย้อนเข้าตัวได้ ซึ่งตนกำลังเก็บรายละเอียดอยู่ ยังไม่เห็นข้อเท็จจริงว่าพรรคการเมืองไปถือหุ้นบริษัท สเปคเตอร์ซีหรือไม่ ซึ่งถ้าพรรคประชาชนไปถือหุ้นบริษัทดังกล่าว ก็จะเข้าข่ายยุบพรรคซึ่งจะเป็นข้อห้ามให้พรรคการเมืองประกอบธุรกิจ
“การพยายามแก้ต่าง การไปคลุมผ้าพานักข่าวไปดูพิธีล้างแอร์ ผมว่าไม่ใช่ ตกใจเร็วไปหน่อย เหมือนพยายามทำให้เรื่องที่ไม่ถูกให้มันถูก ส่วนที่อ้างว่าเอาพนักงานบัญชี พนักงานกฎหมายหรือฝ่ายคอมพิวเตอร์ ไปฝากอีกบริษัทหนึ่ง ผมถามคำเดียวว่า พรรคได้ประโยชน์จากบริษัทนี้หรือไม่ หรือพรรคนำเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองไปจ่ายเป็นค่าจ้างหรือไม่ ถ้าผมเข้าไปตรวจยุ่งเลยนะ” นายเรืองไกร กล่าว