แจงปมร้อนเลือกตั้ง! ‘มท.’ ยัน ‘เลเซอร์ไอดี’ ไม่เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

แจงปมร้อนเลือกตั้ง! ‘มท.’ ยัน ‘เลเซอร์ไอดี’ ไม่เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

แจงปมร้อนเลือกตั้ง! ‘มท.’ ยัน ‘เลเซอร์ไอดี’ ไม่เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.54 น.

‘มท.’ โร่แจงยิบปมร้อนเลือกตั้ง! ยัน ‘เลเซอร์ไอดี’ ไม่เกี่ยวของกับ ‘ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน’ ขณะที่ ข้อมูลส่วนบุคคลจะอยู่ด้านหน้าบัตรเท่านั้น ส่วน ‘ระบบบริการตรวจสอบสถานะบัตรฯ’ ภาครัฐ-เอกชน จะได้รับอนุญาต ใช้บริการ ผ่าน ‘ส.บริหารการทะเบียน กรมการปกครอง’ ได้2 วิธี ย้ำฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร-บัตรประชาชน  ‘เป็นความลับ’ ตามกฎหมาย จะนำไปใช้ ต้องเป็นไปตามกม.กําหนดฃไม่สามารถเปิดเผยให้หน่วยงาน-องค์กรใดได้

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สํานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ได้เผยแพร่เอกสารข่าว ชี้แจงกรณี การใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) และบริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชน (Check Card Service) โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการขอใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) และการให้บริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชนในระบบ Laser ID

สํานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

1. Laser ID หรือ เลขรหัสกํากับบัตรประจําตัวประชาชน

เป็นเลขที่กรมการปกครองใช้ในการควบคุมการจ่ายบัตรประจําตัวประชาชนที่แจกจ่ายให้กับสํานักทะเบียนอําเภอ สํานักทะเบียนท้องถิ่น กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ ควบคุมและตรวจสอบบัตร เพื่อให้ทราบว่าถูกส่งไปที่ใด ออกบัตรให้กับใคร

“ซึ่งไม่เกี่ยวของกับข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ข้อมูลส่วนบุคคลของ ประชาชนจะอยู่ด้านหน้าบัตรเท่านั้น”

ข้อมูลบนหน้าบัตรเป็นข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในการเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นสิทธิของเจ้าของบัตร ตามที่จะให้ ความยินยอมของผู้ถือบัตรว่าประสงค์จะใช้ทําการในสิ่งใด

2. การบริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชน (Check Card Service)

การบริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชน มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของบัตร ประจําตัวประชาชนใบล่าสุดแบบออนไลน์ ว่าบัตรดังกล่าวมีสถานะปกติ ถูกระงับ หรือถูกยกเลิก (จําหน่าย) เพื่อป้องกัน การปลอมแปลงบัตร การปลอมแปลงข้อมูล และการแอบอ้างสวมสิทธิ์

หน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่ได้รับอนุญาตสามารถใช้บริการได้ 2 วิธี ได้แก่

1) ตรวจสอบผ่านเครื่องอ่านบัตร (Chip Card Reader)

อ่านข้อมูลจากบัตรประจําตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (chip) และส่งข้อมูลเพื่อตรวจสอบสถานะ ประกอบด้วย เลขประจําตัวประชาชน หมายเลขประจํา chip และ หมายเลขคําขอมีบัตรฯ

2. ตรวจสอบโดยกรอกข้อมูลจากหน้าบัตรและหลังบัตร โดยระบุข้อมูลเลขประจําตัวประชาชน ชื่อตัว ชื่อสกุล วันเดือนปีเกิด และเลขรหัสกํากับบัตรประจําตัวประชาชน (Laser ID) ให้ครบถ้วน

ผลการตรวจสอบทั้ง 2 วิธี จะแจ้งผลให้ทราบว่าบัตรฯ มีสถานะ เป็น ปกติ หรือ ไม่ปกติ เท่านั้น

3. การอนุญาตให้ใช้ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID)

ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) ที่ของกรมการปกครองได้พัฒนาขึ้นภายใต้ชื่อว่า “แอปพลิเคชัน ThalD” มีวัตถุประสงค์เพื่ออํานวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถยืนยันตัวตนเพื่อขอรับบริการออนไลน์ได้สะดวก รวดเร็ว ผ่านช่องทางดิจิทัล

โดยไม่ต้องเดินทางไปแสดงตน ณ หน่วยงานให้บริการ เป็นการประหยัด ค่าใช้จ่าย ลดการใช้สําเนาเอกสาร

หน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนที่ประสงค์ใช้บริการ สามารถยื่นขออนุญาตเชื่อมโยงระบบตามหลักเกณฑ์ ที่กรมการปกครองกําหนด

ตามประกาศกรมการปกครอง เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงาน เอกชนให้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลฯ เล่มที่ 141 ตอนพิเศษ 176 ง ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2567 เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างถูกต้องและมีมาตรฐานเดียวกัน

เมื่อได้รับการอนุญาตให้ใช้งานตามหลักเกณฑ์แล้ว หน่วยงานรัฐหรือเอกชน จึงจะสามารถพัฒนาระบบ เพื่อมาเชื่อมต่อกับ ThaiD เพื่อใช้งานต่อไปได้

สํานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ขอชี้แจงว่า ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและบัตรประจําตัวประชาชน เป็นข้อมูลสําคัญและเป็นความลับตามกฎหมาย โดยอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 17

ซึ่งกําหนดให้การเปิดเผยหรือการนําข้อมูลไปใช้ต้องเป็นไปตามที่กฎหมาย กําหนดเท่านั้น

นอกจากนี้ ตาม พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 มาตรา 49-50 ข้อมูล ทะเบียนราษฎรถูกจัดเป็น โครงสร้างพื้นฐานสําคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure: CII) ของประเทศ จึงต้องมีมาตรการดูแลและควบคุมความปลอดภัยในระดับสูงสุด

ดังนั้น ข้อมูลดังกล่าว ไม่สามารถเปิดเผยให้หน่วยงานหรือองค์กรใดได้เว้นแต่

*ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล

*เป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงของรัฐ

*ใช้ในการดําเนินคดี การพิจารณาคดี หรือการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อํานาจไว้

ทั้งนี้ ไม่ว่าในกรณีใด การนําข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรไปใช้ต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลและต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

การเข้าถึงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและข้อมูลบัตรประจําตัวประชาชน “ต้องเป็นผู้ที่มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น”

และต้องเป็นไปตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างชัดเจน โดยมีการกําหนดสิทธิการเข้าใช้งาน (Access Control) ตามระดับหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลหรือหน่วยงาน

Leave a comment